แฉ‘ปอเนาะ’ส่อโกงปีละ700ล.ส่งเลี้ยงหัวโจกป่วนใต้-ล้างสมองนร./งัด‘กม.ฟอกเงิน’เชือด

แฉ‘ปอเนาะ’ส่อโกงปีละ700ล.ส่งเลี้ยงหัวโจกป่วนใต้-ล้างสมองนร./งัด‘กม.ฟอกเงิน’เชือด

วันอังคาร ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561, 15.13 น.

“แม่ทัพภาคที่ 4”แจงโรงเรียนเอกชนบางแห่งมีพฤติกรรมทุจริตงบประมาณของรัฐ ปีละ 700 ล้านบาท แต่งบัญชี “ครูผี”-คัดเด็กส่งฝึกแนวร่วม สุมไฟใต้ ขณะที่ภรรยาโต๊ะครูแจงที่มาของเงินเป็นเงินฝากของชาวบ้าน

3 เม.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุเจ้าหน้าที่ทหาร สนธิกำลังปิดล้อมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อตรวจสอบบัญชีการเงินของโรงเรียน และเพื่อตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวโยงกับเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ตามที่การข่าวแจ้งมา และมีการซัดทอดของสมาชิกแนวร่วม


ล่าสุดวันนี้ ที่ มทบ. 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4(มทภ.4) แถลงถึงกรณีที่มีการทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนเฉพะ จ.ปัตตานี ทุจริตปีละไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท และยังพบข้อมูลมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ ว่า จากการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ จ.ปัตตานี พบหลักฐานที่น่าเชื่อว่ามีโรงเรียนบางแห่งที่มีพฤติกรรมทุจริตงบประมาณของรัฐ เป็นมูลค่าความเสียหายปีละไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท ทำให้เยาวชนที่อยู่ในวัยการศึกษาตามระบบการศึกษาภาคบังคับเสียโอกาสทางการศึกษา หรือเสียประโยชน์อันพึงได้ ประมาณ ปีละ 101,000 คน จากนักเรียนทั้งหมด 165,072 คน มีครูที่ได้รับการการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐเป็นค่าตอบแทนรายเดือน เสียประโยชน์อันพึงได้ ประมาณ 4,000 คน

ทั้งนี้ ประมาณการจากหลักฐานที่ปรากฏ และการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง พบว่า งบประมาณของรัฐได้ถูกใช้จริงเพียงร้อยละ 40 มีการทุจริตประมาณร้อยละ 60 จากเงินอุดหนุนการศึกษาของ จ.ปัตตานี ปีละประมาณ 1,260  ล้านบาท ถูกเบียดบังไปเพื่อประโยชน์โดยทุจริตประมาณ ปีละ 760 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งน่าเชื่อว่าอำพรางด้วยรายชื่อของบุคคลากรทางการศึกษา ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีคุณวุฒิด้านใดและมีความเหมาะสมอย่างไร

“พบว่าโรงเรียนบางแห่งมีพฤติกรรมให้การสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรง พบพฤติกรรมของบุคคลากรทางการศึกษาบางคน เป็นผู้ทำหน้าที่สอนบิดเบือนปลูกฝังความคิดความเชื่อแนวทางรุนแรงปลูกจิตสำนึกเกลียดชังรัฐ และปลูกฝังความคิดแบ่งแยกระหว่างประชาชนต่างศาสนาให้กับนักเรียน แล้วคัดเลือกนักเรียนไปพัฒนาต่อยอดให้เป็นสมาชิกปฏิบัติการของผู้ก่อเหตุรุนแรง” พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าว

พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวอีกว่า การตรวจค้นโรงเรียน 5-6 แห่งในพื้นที่ จ.ปัตตานี เป็นการขยายผลจาก เมื่อ 27 ม.ค.2561 ที่ ฉก.ปัตตานี ได้สนธิกำลัง ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบภายในโรงเรียนบากงพิทยา บ้านบากง ต.บางเขา อ.หนองจิก ผลการดำเนินการตรวจพบเอกสารปลุกระดมมวลชน เพื่อสร้างความวุ่นวายและก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ถังดับเพลิงและถังแก๊สปิกนิก ที่เก็บไว้ในลักษณะอำพรางซุกซ่อน ไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ อาจมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่น่าสงสัย และตรวจพบหลักฐานการทุจริตงบประมาณในการอุดหนุนการศึกษาของรัฐ การให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อำพรางเป็นบุคลากรทางการศึกษา อยู่ในโรงเรียน

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมการทุจริตงบประมาณของรัฐในการให้การสนับสนุนการศึกษา บัญชีรายชื่อนักเรียนที่ไม่ตรงกับจำนวนที่เข้าเรียนจริง เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีนักเรียนที่ มิได้เข้าเรียนจริงจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้ พิสูจน์แล้วยืนยันว่าไม่ได้เข้าเรียน จำนวน 3 คน ที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ

รวมถึงพบใบเสร็จรับเงินที่จัดซื้อหนังสือเรียน ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องยอมรับว่า ได้จัดซื้อจริงเพียง ร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือให้ร้านค้าเขียนใบเสร็จเต็มจำนวนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากส่วนต่าง

นอกจากนี้ มีการจ่ายค่าตอบแทนครูน้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กำหนด คือ ศธ.จ่ายค่าตอบแทนรายเดือน ให้ครูที่บรรจุตามวุฒิ รายละ 15,000 บาท แต่โรงเรียนจ่ายให้ประมาณ 7-8 พันบาท โดยอ้างว่า เป็นความสมัครใจของครู เพื่อนำเงินส่วนต่างมาเฉลี่ยจ่ายให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้บรรจุตามวุฒิ กรณีนี้แม้จะอ้างว่า เป็นข้อตกลงร่วมกันแต่ก็มีผลต่อขวัญกำลังใจและคุณภาพการศึกษาที่อาจจะต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ มีการจ่ายค่าเสี่ยงภัยของครู น้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด กล่าวคือ กระทรวงศึกษาธิการจ่ายค่าเสี่ยงภัยให้ครู รายละ 2,500 บาทต่อเดือน แต่โรงเรียน จ่ายให้เพียง 1,000-1,500  บาท โดยอ้างว่าต้องนำมาเฉลี่ยให้ครูที่ไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ ผิดวัตถุประสงค์แห่งรัฐ และทำให้ครูมีขวัญกำลังใจตกต่ำ

เมื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ใช้เพื่อเบิกงบประมาณของรัฐ พบว่า มีสถานประกอบการห้างร้านที่เกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิดในฐานะผู้ให้การสนับสนุนอีกหลายแห่ง จึงทำการตรวจสอบ พบหลักฐานการเขียนใบเสร็จเกินจริงโดยร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนี พบหลักฐานใบเสร็จ และเอกสารสั่งให้ดำเนินการออกใบเสร็จให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง แนบอยู่กับใบเสร็จดังกล่าวด้วยว่า ให้ซื้อสินค้า มูลค่า 720,258.52  บาท ยอดเขียนใบเสร็จ 1,772,495 บาท ส่วนต่าง 1,052,236.50 x8 % ค่าบิล 84,158.90  บาท แสดงให้เห็นว่า มีการร่วมกันกระทำการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเบิกงบประมาณจากรัฐและเมื่อทำการตรวจสอบไปยังโรงเรียนดังกล่าวก็พบหลักฐานที่ตรงกันกับที่ ร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนี ออกให้จริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและสอบปากคำไว้แล้ว

จากการตรวจสอบ ร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนี พบว่า มีผู้เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหาร อีกส่วนหนึ่ง ที่จดทะเบียนจัดตั้งร้านค้าตามมติของ สมาคมฯ ที่มีการรวมตัวกันของผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่ง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและมีส่วนได้จากเงินปันผลที่ร้านดังกล่าวออกใบเสร็จในลักษณะขายใบเสร็จ

“ปรากฏหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ทำการตรวจยึดไว้แล้ว รวมทั้งพนักงานของร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนี ได้ให้การไว้แล้วว่า มีพฤติกรรมการออกใบเสร็จเกินจากที่ซื้อจริง” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สำหรับสมาคม ดังกล่าว หากตรวจพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิด ก็จะต้องดำเนินคดีกับผู้บริหาร ต่อไปด้วย” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวด้วยว่า  ส่วนพฤติกรรมการให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงพบว่าโรงเรียนบากงพิทยา ได้จ่ายเงินรายเดือนให้กับนายซาการียา หัดสมัด ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงและเป็นผู้ก่อเหตุร้ายหลายคดี ประกอบด้วย การก่อเหตุเผาหัวจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ดอนยาง ก่อเหตุ กราดยิงบ้านเรือราษฎรที่ริมถนนหมายเลข 43 แยกดอนยาง อำเภอหนองจิกเป็นเหตุให้ราษฎรบาดเจ็บ 8 ราย และก่อเหตุระเบิด เผาสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ดอนยาง  ถูกจับกุมเมื่อ พ.ย.60 ปัจจุบันถูกควบคุมตัวในเรือนจำอยู่ระหว่างดำเนินคดี

ทั้งนี้ ปรากฏหลักฐานว่าโรงเรียนได้จ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้กับนายซาการียา หัดสมัด ตั้งแต่ ปี 54 อย่างต่อเนื่องทุกเดือนจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ พบพฤติกรรมอำพรางในการสนับสนุนเงินผ่านบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นเครือญาติของนายเมาลานา สาเมาะ  แกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ต.ท่ากำชำ และนายอับดุลสะตอปา  สุหลง แกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ต.ตุยง อ.หนองจิก จว.ปัตตานี

สำหรับนายเมาลานา สาเมาะ เป็นบุคคลที่ถูกสำนักงาน ปปง.ขึ้นบัญชีประกาศรายชื่อเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอีกด้วยและน่าเชื่อว่า  มีการให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงรายอื่นๆอีกหลายคนโดยทำธุรกรรมอำพรางผ่านผู้ที่ถูกแอบอ้างเป็นบุคคลากรทางการศึกษา บางคนในโรงเรียน 

ทั้งนี้ หากพบว่าบุคคลใดให้การสนับสนุนด้วยประการใดๆกับบุคคลที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ประกาศรายชื่อเป็นผู้ถูกกำหนดตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนี้ จึงขอแจ้งให้บุคคลที่รู้หรือสงสัยว่าตนเองถูกใช้จ้างวานให้ทำการใดอันเป็นการสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ขอให้มารายงานตัวกับ หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ เพื่อจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

“ถ้าไม่มารายงานตัวแล้วอาจจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนี้ อาจจะมีผลให้ต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาและอาจจะถูกยึดทรัพย์อีกด้วย”

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ คณะทำงานเฉพาะกิจ ฉก.ปัตตานี ได้จัดทำรายงานเฉพาะกรณีเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้หน่วยเหนือได้พิจารณาแก้ไขอย่างเป็นระบบแล้ว โดยให้มีกระบวนการตรวจสอบ และควบคุมมาตรฐานการเรียนการสอน มีการวัดผลเชิงคุณภาพและมีการดูแลครูผู้สอนทั้งครูที่มีวุฒิตามที่กระทรวงศึกษากำหนดและบุคคลากรทางการศึกษาที่มีวุฒิต่ำกว่ากำหนดอย่างทั่วถึงต่อไปแล้ว

ในส่วนของโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ  พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี กล่าวว่า  เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าตรวจค้นโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ มีการค้นอาคารทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียน พร้อมยึดเงินสด 1,227,980 บาท และเอกสาร หลายรายการ กำลังตรวจสอบว่า  จะมีการทุจริตงบอุดหนุนโรงเรียน และกำลังตรวจสอบว่า มีส่วนเหี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม การตรวจค้นโรงเรียนตั้งแต่ วันที่ 27 ม.ค. 2561 ค้นโรงเรียนมาทั้งหมด 5-6 แห่ง

“หลังค้นโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ในพื้นที่ปัตตานี เรายังพบเอกสารการฝึกที่บ้านพักเด็กซึ่งโรงเรียนจะรู้เห็นหรือไมคือสิ่งที่จะต้องมาตรวจสอบต่อไป”

ทั้งนี้ จากภาพรวมที่มีการตรวจค้นโรงเรียนมา 5-6 โรงใน จ.ปัตตานี สามารถควบคุมตัว นายมูหัมมัดนาสีรูดดิน เล๊ะนุ๊ นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนปัตตานี และได้เชิญตัวเจ้าหน้าที่ สช.และที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแล้วปล่อยตีวกลับ 7-8 คน

สำหรับการทุจริตเงินอุดหนุนของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานเป็นสิบๆปี แต่ไม่มีมีหน่วยงานไหนกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยเฉพาะสำนักงานการศึกษาเอกชน หรือ สช. ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง แต่ไม่กล้าที่จะตรวจสอบ ทั้งการเงิน การบริหาร และการเรียนการสอน

“ทำให้โรงเรียนบางแห่งทำบัญชีผี โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่มี 200 กว่าโรงมีการตรวจสอบพบโรงเรียนที่เข้าข่ายทุจริตแล้วไม่ต่ำกว่า 100 โรงเรียน”

ด้านนายมูฮำหมัด หะยีเต๊ะ ผู้อำนวยการโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ กล่าวว่า “ผมมั่นใจว่าตัวผมไม่มีอะไร ยืนยันไม่มีความคิดเกี่ยวข้องกับขบวนการอย่างที่ถูกกล่าวหา รู้สึกงง กับข่าวที่ออก พร้อมชี้แจงทุกเรื่อง และขอความเป็นธรรมกับโรงเรียนและตัวผมด้วย “

นายมูฮำหมัด กล่าวต่อว่า ทหารมาตรวจค้นที่โรงเรียนได้ยึดเอกสารทางการเงิน บัญชีครู บัญชีการเงิน ทะเบียนรถที่ผมขับ พร้อมยึดโฉนดที่ดินของพ่อ และของชาวบ้านที่เอามาฝากไว้ 60 ใบ ก่อนที่จะไปค้นที่บ้านแม่และยึดเงินซึ่งเก็บไว้ในกระเป๋าเล็กๆแยกไว้ จำนวนหลายใบ ในจำนวนเงินนั้น เป็นเงินคนแก่ที่มาพักที่ปอเนาะ เงินเงินลูกพี่ลูกน้อง ที่พึ่งกลับจากสาอุ 4-5 แสนบาท เงินเก็บของแม่และของพ่อ  เงินที่เก็บจากนักเรียน ที่กำลังจะจบ คน 500 บาทเป็นค่ารูปถ่ายวันรับใบประกาศนียบัตร เงินจากรายได้สวนยางของญาติที่อยู่สาอุฯ เงินจากร้านค้าของแม่ที่ขายข้างในโรงเรียน  เงินของน้องสาว 

บางส่วนเป็นเงินที่อยู่ในซองสีชมพู ซึ่งเป็นเงินจากบริษัทรถบัส อับดุลกอเดร์บิสเนส ที่เปิดบริการรถเช่าเหมาลำเพื่อทัศนะศึกษาดูงานภายในซองนอกจากเงินสดแล้วยังมีบิลค่าน้ำมัน บิลค่าซ่อมรถและมีการบันทึกไว้หน้าซองเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับรถที่ออกให้บริการทุกครั้ง

“โรงเรียนฯเรามีเด็กที่เรียนอยู่ 3,584 คน ครู 216 คน ที่จบไปเป็นปลัดเป็นข้าราชการก็เยอะสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนและจังหวัด เราพร้อมให้ตรวจสอบและสามารถชีแจงได้ทุกรายการเวลาประชุมบอกครูและเด็กนักเรียนทุกครั้งห้ามทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบถ้าเจอจะต้องถูกไล่ออก ผมอยากอยู่สบายๆข้างนอกไม่มีใครอยากไปอยู่ในคุกจึงไม่ไปหาเรื่องอย่างที่ถูกกล่าวหา”

ส่วนนางฮามีดะห์ หะยีเต๊ะ (มามาดะห์)ภรรยาอดีตโต๊ะครูอับดุลกอเดร์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมหยิบกระเป๋าและซองที่ใส่เงินสดที่ถูกเจ้าหน้าที่ยึด เล่าให้ฟังว่า เงินที่เจ้าหน้าที่ยึดไปตรวจสอบนั้นเป็นเงินที่เก็บรวบรวมมาหลายส่วน โดยส่วนใหญ่เป็นเงินฝากของชาวบ้านที่ในละแวกโรงเรียนเพราะชาวบ้านที่นี้ส่วนใหญ่มีความผูกพันกับครอบครัวโต๊ะครูและเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านจึงมักจะนำเงินมาฝากไว้กับโต๊ะครู ถึงแม้บาบออับดุลกอเดร์หรือโต๊ะครูได้เสียแล้วก็ตาม พวกเขาก็ยังผูกพันและเชื่อใจกันอยู่ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินไว้เพื่อฌาปนกิจศพรายละประมาณสองหมื่นบาท ทางเราจึงแลกเป็น ธนบัตรแบงก์ใบ20บาทเพื่อสะดวกที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่อการดำเนินการจัดการศพ

นอกจากนั้นยังเป็นเงินญาติที่กลับมาจากเมกะเพื่อเก็บไว้ปลูกสร้างบ้าน เมื่อทราบข่าวว่าถูกเจ้าหน้าที่ยึดไว้ตรวจสอบจึงล้มป่วยทันที เพราะตกใจกลัวจะไม่ได้คืนและทุกวันนี้พักอยู่บ้านเช่ากลัวจะไม่มีเงินค่าเช่าบ้าน และยังมีเงินจากส่วนอื่นๆอีกหลายรายการ เดิมเราจะเก็บใส่ถุงแยกจากกันเป็นต่างหากเพื่อไม่ให้สับสนและมั่วกับจำนวนเงินและจะเขียนไว้หน้ากระเป๋าหรือหน้าซองว่าเป็นเงินมาจากส่วนใดจำนวนเท่าใด แต่ตอนนี้ถูกเจ้าหน้าที่เทมารวมเป็นยอดเดียวใส่ไว้กล่องพากลับ จึงเป็นหวงว่าจะทำอย่างไรกับส่วนนั้น ทุกวันนี้อยากได้เงินส่วนนั้นและโฉนดที่ดินกลับมาโดยเร็วจะได้ส่งมอบคืนให้กับเจ้าของ ต่อไปเราจะได้ไม่ต้องมากังวนไม่สบายใจเดียวจะมีผลต่อสุขภาพ

“ในวันนั้นที่เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบภายในบ้านจนกลายเป็นการยึดเงินสดดังกล่าว เราได้พยายามบอกชี้แจงที่มาของเงิน เรียกเจ้าของเงินมาชี้แจงและขอเงินส่วนนั้นกลับ แต่เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อฟังเราเลยจะยึดให้ได้อย่างเดียวอ้างเพียงสั้นๆว่านายสั่งมาให้ยึดเงินสดกลับไป ไม่เห็นใจชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เลย แล้วที่หน้าซองและกระเป๋ามีระบุที่มาของเงินทำไมไม่อ่าน ทำไม่ ไม่เชื่อใจกันบ้างเลยหรือ” นางฮามีดะห์ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top