วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
ทำไมคนไทยหน่ายภาษี?  มุมมองภาคเอกชนมีคำตอบ

ทำไมคนไทยหน่ายภาษี? มุมมองภาคเอกชนมีคำตอบ

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 02.00 น.
Tag : ทำไมคนไทยหน่ายภาษี มุมมองภาคเอกชน
  •  

“ภาษี” เป็นหน้าที่ของ “ทุกคนที่อาศัยอยู่ในระบบรัฐ” ต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเข้าเป็นเงินกองกลางเรียกว่า “งบประมาณแผ่นดิน” แล้วรัฐบาลทั้งที่เป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นก็จะนำงบประมาณนั้นไปจัดสรรเพื่อใช้ในกิจการสาธารณะต่างๆ ซึ่งในแต่ละประเทศก็มีภาษีแตกต่างกันไป ทว่าสำหรับเมืองไทย “อย่าได้พูดเรื่องเก็บหรือขึ้นภาษี” เพราะสิ่งที่ตามมาคือเสียง “โห่” และอาการ “ส่ายหัว” จากประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษีประเภทใดๆ ก็ตาม กลายเป็นถ้อยคำค่อนขอดว่า “คนไทยอยากได้นั่นได้นี่แต่ไม่ค่อยอยาก
เสียภาษี” อยู่เนืองๆ

ทว่าการที่ประชาชนคนไทยไม่ค่อยรู้สึกอยากหยิบเงินออกจากกระเป๋าตนเองไปจ่ายภาษีบำรุงประเทศ ก็มีสาเหตุที่พอเข้าใจได้ ดังที่ ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวไว้ในเวทีเสวนา “อัดฉีด เก็บภาษี ช่วยใคร?” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ถึงสารพัดโครงการของภาครัฐ ที่ทำออกมาแล้วแทนที่จะดี กลับกลายเป็นไม่ได้ประสิทธิผลอย่างที่วางเป้าหมายไว้


อาทิ นโยบายกระตุ้นการบริโภค ที่ให้ผู้คนไปซื้อสินค้าและบริการต่างๆ แล้วนำใบเสร็จมาขอลดหย่อนภาษีกับรัฐ พบว่า ภายใต้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ที่เติบโตนั้นเป็นการเติบโตเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือก็คือ “สินค้าและบริการของบริษัทขนาดใหญ่” ส่วนชาวบ้านที่ขายผักขายปลาในตลาดไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้เพราะเม็ดเงินลงไปไม่ถึง

“แม้กระทั่งเงินคนจนเดือนละ 3 พันล้านบาทแล้วเพิ่มขึ้นมาอีก มันก็ไม่ถึงมือข้างล่าง เพราะคนจนที่มีบัตร 11 ล้านคนต้องเอาบัตรไปรูด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมเศรษฐกิจรากหญ้ามันถึงไม่โต เพราะเงินที่กระตุ้นไปมันไปไม่ถึง มันไปถึงรายใหญ่ๆ ก็คือบริษัทที่เขามีเครื่องอีดีซี (EDC-Electronic Data Capture : เครื่องรูดบัตร) คนขายของในตลาดเขาไม่มีเครื่องนี้ เสนอว่าเปลี่ยนเป็นคิวอาร์โค้ด (QR Code) ได้ไหม? ดูเมืองจีนขอทานยังใช้เลย ฉะนั้นตาสียายมาสามารถมีคิวอาร์โค้ดได้ เงิน 300 บาท 500 บาท ที่เติมเข้ามามันจะได้ถึงข้างล่าง” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ กล่าว

ต่อมาคือ นโยบายเกี่ยวกับ “เอสเอ็มอี” (SME) ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รอง ปธ.สภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เดิมทีผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักจะเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดา มีส่วนลดอะไรก็ว่าไปตามสภาพ กระทั่งระยะหลังๆ “ภาครัฐมีมาตรการกดดันให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล” แต่พบปัญหาคือถ้าจดแล้วก็ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม เช่น พนักงานบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี และนั่นคือ “ต้นทุนที่สูงขึ้น” ทว่าชื่อก็บอกแล้ว “ธุรกิจรายย่อย” ปกติก็ได้กำไรไม่สูงนัก เมื่อต้องมาแบกภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกจะอยู่รอดได้อย่างไร?

“ภาษีบริษัทใหญ่ๆ เสีย 20 เปอร์เซ็นต์ เอสเอ็มอีก็เสีย 20 เปอร์เซ็นต์ จะไปขอให้เอสเอ็มอีเสีย 15 เปอร์เซ็นต์ได้ไหม? เขาก็บอกมันเป็นระบบเดียวกันไม่ใช่ 2 มาตรฐาน เอสเอ็มอีจะเกิดได้อย่างไร? ไม่ทันจะเกิดมันก็ตายแล้ว แท้งก่อนเกิดเสียด้วยซ้ำไป ผมคิดว่าการออกแบบภาษีมันต้องนึกถึงคนที่กำลังจะก้าวไปสู่บริษัทขนาดกลางขนาดใหญ่” รอง ปธ.สภาหอการค้าไทย ระบุ

ล่าสุดคือร่างกฎหมายใหม่อย่าง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้จะมีเจตนาดีต้องการให้ลดการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร แต่บรรดาเจ้าที่ดินรายใหญ่ๆ อาจนำที่ดินในครอบครอง “แปลงเป็นรูปนิติบุคคล” ดังนั้นหากต้องเสียภาษีก็เป็นนิติบุคคลที่เสียไม่ใช่ตัวผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งเป็น “ช่องโหว่” ให้เสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง กลายเป็นว่ามีแต่คนชั้นกลางหรือแม้แต่คนระดับล่างที่ต้องแบกรับภาษีใหม่นี้มากกว่า หรือแม้แต่มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ มีบ้านหลังเดียวในชีวิต อยู่ดีๆ ราคาบ้านนั้นเกิดแพงขึ้นจนต้องจ่ายภาษี การบังคับให้ขายบ้างทิ้งนั้นเป็นธรรมหรือไม่?

ข้างต้นนี้เป็นเรื่องของนโยบาย แต่อีกด้านภาครัฐของไทยก็ยังมีปัญหา “วิธีคิด” ด้วย รอง ปธ.สภาหอการค้าไทย ยกตัวอย่าง “การขอประกอบธุรกิจ” ที่ผู้ประกอบการเห็นว่า “ยุ่งยาก” จากกฎหมายที่ “มากและซ้ำซ้อน” โดยมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักพันฉบับ ยังไม่นับกฎหมายรองระดับกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) รวมถึงกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จึงไม่ต้องแปลกใจที่นักธุรกิจจะหันไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่กฎระเบียบยืดหยุ่นคล่องตัวกว่า

“จะเปิดร้านค้าโชห่วยให้ถูกต้องจริงๆ ต้องขอใบอนุญาต 36 ใบ ตอนนี้ก็พยายามลดลงมาให้คล่องตัวขึ้น แต่ถ้ากิจการค้าส่งนี่ต้องไม่น้อยกว่า 70 ใบ แปะข้างฝาเต็มไปหมด ถามว่าของพวกนี้ใช้ไม่ได้เลิกไปเถอะได้ไหม? เราพยายามจะปฏิรูปกฎหมายแบบที่เกาหลีใต้ทำ แต่พอถามไปที่กระทรวง เขาบอกไม่ได้ มันเป็นเรื่องของอำนาจ เราต้องดูแลเรื่องนี้ อย่าไปเลิก ฉะนั้นมันเลิกไม่ได้สักฉบับ แต่ธุรกิจมันเดินลำบาก” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ยกตัวอย่าง

เช่นเดียวกับหลักคิด “ภาครัฐรู้ดีที่สุด” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ กล่าวถึงกรณีที่เวลารัฐบาลอยากให้ภาคเอกชนเสนอความคิดเห็นในการพัฒนาต่างๆ ภาคเอกชนก็พร้อมร่วมมือ แต่ปัญหาคือ “หน่วยราชการเอาแผนของตนเองเป็นตัวตั้ง” ถ้าแผนใดของเอกชนตรงกับแผนของราชการก็จะนำมาพิจารณา แต่ถ้าไม่ตรงกันก็ “ปัดออกไปก่อน” ผลคือประเทศไทยก็ไปแบบ “เรื่อยๆ” ตามระบบราชการประจำวัน จะไปหวังให้พัฒนาแบบ “ก้าวกระโดด” คงยาก

รอง ปธ.สภาหอการค้าไทย กล่าวสรุปสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดว่า “ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐ ก็ไม่รู้สึกอยากจะจ่ายภาษี” โดยเปรียบเทียบกับ “การทำบุญ” คนจำนวนมากถวายเงินวัด บางคนทำครั้งหนึ่งเป็นหลักแสนหลักล้านบาทก็มี เพราะเชื่อว่า “ได้บุญแน่” ต่างกับการจ่ายภาษีที่แม้จ่ายเพียงปีละไม่กี่พันบาท แต่เมื่อเห็นข่าวการใช้จ่ายงบประมาณแบบไร้ประสิทธิภาพ แถมบางครั้งยังมีเหตุทุจริตเกิดขึ้นอีกต่างหาก เช่น บางรัฐบาลที่มีนโยบายอุดหนุนราคาพืชผลทางการเกษตรแล้วปล่อยให้มีการทุจริตเสียหายนับแสนล้านบาท แบบนี้เห็นแล้วก็รู้สึกเสียดาย

“เรารู้ว่าเราจ่ายภาษีไปเดี๋ยวก็เอาไปโกงกัน เราเสียดายไหม? มันมาทำอะไรได้อีกเยอะแยะ ฉะนั้นถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่คู่กันไป ผมคิดว่าคนที่จะเสียภาษีเขาก็หาวิธีไว้ก่อนแล้ว เพราะเงินไม่ได้ไปตามที่เราคิด ถ้าเงินมันไปตามที่เราคิดทุกอย่างก็สะดวกหมด คนก็อยากจะมีส่วนร่วมในส่วนนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นการออกแบบผมคิดว่าต้องมีความละเอียดอ่อน พูดคุยกัน แต่การพูดกันขณะนี้เอาใครก็ไม่รู้มานั่ง ไม่ได้มีส่วนได้เสียเลย แต่คนที่เกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ไปนั่ง” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ฝากข้อคิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

M STUDIO เปิดตัวโปสเตอร์แรก 'NORMAL เมืองธรรมดานรกเรียกพ่อ'

กังฟู แจงยิบ! 6 เสียงไทรวมพลัง โหวตหนุน อนุทิน ไร้ดีลลับแลกเปลี่ยน ยันหนุนรัฐบาลเสียงข้างมาก

เพชรบูรณ์ดีเซลวิกฤต! ชาวบ้านแห่รอคิวหวังเติมน้ำมัน-วอนรัฐเร่งแก้ปัญหา

ภาพแรกอย่างเป็นทางการของ 'Spider-Man: Brand New Day'เรื่องราวบทใหม่ของ 'ปีเตอร์ พาร์คเกอร์'

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved