วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
“ภาษี” เป็นหน้าที่ของ “ทุกคนที่อาศัยอยู่ในระบบรัฐ” ต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเข้าเป็นเงินกองกลางเรียกว่า “งบประมาณแผ่นดิน” แล้วรัฐบาลทั้งที่เป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นก็จะนำงบประมาณนั้นไปจัดสรรเพื่อใช้ในกิจการสาธารณะต่างๆ ซึ่งในแต่ละประเทศก็มีภาษีแตกต่างกันไป ทว่าสำหรับเมืองไทย “อย่าได้พูดเรื่องเก็บหรือขึ้นภาษี” เพราะสิ่งที่ตามมาคือเสียง “โห่” และอาการ “ส่ายหัว” จากประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษีประเภทใดๆ ก็ตาม กลายเป็นถ้อยคำค่อนขอดว่า “คนไทยอยากได้นั่นได้นี่แต่ไม่ค่อยอยาก
เสียภาษี” อยู่เนืองๆ
ทว่าการที่ประชาชนคนไทยไม่ค่อยรู้สึกอยากหยิบเงินออกจากกระเป๋าตนเองไปจ่ายภาษีบำรุงประเทศ ก็มีสาเหตุที่พอเข้าใจได้ ดังที่ ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวไว้ในเวทีเสวนา “อัดฉีด เก็บภาษี ช่วยใคร?” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ถึงสารพัดโครงการของภาครัฐ ที่ทำออกมาแล้วแทนที่จะดี กลับกลายเป็นไม่ได้ประสิทธิผลอย่างที่วางเป้าหมายไว้
อาทิ นโยบายกระตุ้นการบริโภค ที่ให้ผู้คนไปซื้อสินค้าและบริการต่างๆ แล้วนำใบเสร็จมาขอลดหย่อนภาษีกับรัฐ พบว่า ภายใต้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ที่เติบโตนั้นเป็นการเติบโตเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือก็คือ “สินค้าและบริการของบริษัทขนาดใหญ่” ส่วนชาวบ้านที่ขายผักขายปลาในตลาดไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้เพราะเม็ดเงินลงไปไม่ถึง
“แม้กระทั่งเงินคนจนเดือนละ 3 พันล้านบาทแล้วเพิ่มขึ้นมาอีก มันก็ไม่ถึงมือข้างล่าง เพราะคนจนที่มีบัตร 11 ล้านคนต้องเอาบัตรไปรูด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมเศรษฐกิจรากหญ้ามันถึงไม่โต เพราะเงินที่กระตุ้นไปมันไปไม่ถึง มันไปถึงรายใหญ่ๆ ก็คือบริษัทที่เขามีเครื่องอีดีซี (EDC-Electronic Data Capture : เครื่องรูดบัตร) คนขายของในตลาดเขาไม่มีเครื่องนี้ เสนอว่าเปลี่ยนเป็นคิวอาร์โค้ด (QR Code) ได้ไหม? ดูเมืองจีนขอทานยังใช้เลย ฉะนั้นตาสียายมาสามารถมีคิวอาร์โค้ดได้ เงิน 300 บาท 500 บาท ที่เติมเข้ามามันจะได้ถึงข้างล่าง” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ กล่าว
ต่อมาคือ นโยบายเกี่ยวกับ “เอสเอ็มอี” (SME) ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รอง ปธ.สภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เดิมทีผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักจะเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดา มีส่วนลดอะไรก็ว่าไปตามสภาพ กระทั่งระยะหลังๆ “ภาครัฐมีมาตรการกดดันให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล” แต่พบปัญหาคือถ้าจดแล้วก็ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม เช่น พนักงานบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี และนั่นคือ “ต้นทุนที่สูงขึ้น” ทว่าชื่อก็บอกแล้ว “ธุรกิจรายย่อย” ปกติก็ได้กำไรไม่สูงนัก เมื่อต้องมาแบกภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกจะอยู่รอดได้อย่างไร?
“ภาษีบริษัทใหญ่ๆ เสีย 20 เปอร์เซ็นต์ เอสเอ็มอีก็เสีย 20 เปอร์เซ็นต์ จะไปขอให้เอสเอ็มอีเสีย 15 เปอร์เซ็นต์ได้ไหม? เขาก็บอกมันเป็นระบบเดียวกันไม่ใช่ 2 มาตรฐาน เอสเอ็มอีจะเกิดได้อย่างไร? ไม่ทันจะเกิดมันก็ตายแล้ว แท้งก่อนเกิดเสียด้วยซ้ำไป ผมคิดว่าการออกแบบภาษีมันต้องนึกถึงคนที่กำลังจะก้าวไปสู่บริษัทขนาดกลางขนาดใหญ่” รอง ปธ.สภาหอการค้าไทย ระบุ
ล่าสุดคือร่างกฎหมายใหม่อย่าง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้จะมีเจตนาดีต้องการให้ลดการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร แต่บรรดาเจ้าที่ดินรายใหญ่ๆ อาจนำที่ดินในครอบครอง “แปลงเป็นรูปนิติบุคคล” ดังนั้นหากต้องเสียภาษีก็เป็นนิติบุคคลที่เสียไม่ใช่ตัวผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งเป็น “ช่องโหว่” ให้เสียภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง กลายเป็นว่ามีแต่คนชั้นกลางหรือแม้แต่คนระดับล่างที่ต้องแบกรับภาษีใหม่นี้มากกว่า หรือแม้แต่มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ มีบ้านหลังเดียวในชีวิต อยู่ดีๆ ราคาบ้านนั้นเกิดแพงขึ้นจนต้องจ่ายภาษี การบังคับให้ขายบ้างทิ้งนั้นเป็นธรรมหรือไม่?
ข้างต้นนี้เป็นเรื่องของนโยบาย แต่อีกด้านภาครัฐของไทยก็ยังมีปัญหา “วิธีคิด” ด้วย รอง ปธ.สภาหอการค้าไทย ยกตัวอย่าง “การขอประกอบธุรกิจ” ที่ผู้ประกอบการเห็นว่า “ยุ่งยาก” จากกฎหมายที่ “มากและซ้ำซ้อน” โดยมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักพันฉบับ ยังไม่นับกฎหมายรองระดับกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) รวมถึงกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จึงไม่ต้องแปลกใจที่นักธุรกิจจะหันไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่กฎระเบียบยืดหยุ่นคล่องตัวกว่า
“จะเปิดร้านค้าโชห่วยให้ถูกต้องจริงๆ ต้องขอใบอนุญาต 36 ใบ ตอนนี้ก็พยายามลดลงมาให้คล่องตัวขึ้น แต่ถ้ากิจการค้าส่งนี่ต้องไม่น้อยกว่า 70 ใบ แปะข้างฝาเต็มไปหมด ถามว่าของพวกนี้ใช้ไม่ได้เลิกไปเถอะได้ไหม? เราพยายามจะปฏิรูปกฎหมายแบบที่เกาหลีใต้ทำ แต่พอถามไปที่กระทรวง เขาบอกไม่ได้ มันเป็นเรื่องของอำนาจ เราต้องดูแลเรื่องนี้ อย่าไปเลิก ฉะนั้นมันเลิกไม่ได้สักฉบับ แต่ธุรกิจมันเดินลำบาก” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ยกตัวอย่าง
เช่นเดียวกับหลักคิด “ภาครัฐรู้ดีที่สุด” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ กล่าวถึงกรณีที่เวลารัฐบาลอยากให้ภาคเอกชนเสนอความคิดเห็นในการพัฒนาต่างๆ ภาคเอกชนก็พร้อมร่วมมือ แต่ปัญหาคือ “หน่วยราชการเอาแผนของตนเองเป็นตัวตั้ง” ถ้าแผนใดของเอกชนตรงกับแผนของราชการก็จะนำมาพิจารณา แต่ถ้าไม่ตรงกันก็ “ปัดออกไปก่อน” ผลคือประเทศไทยก็ไปแบบ “เรื่อยๆ” ตามระบบราชการประจำวัน จะไปหวังให้พัฒนาแบบ “ก้าวกระโดด” คงยาก
รอง ปธ.สภาหอการค้าไทย กล่าวสรุปสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดว่า “ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐ ก็ไม่รู้สึกอยากจะจ่ายภาษี” โดยเปรียบเทียบกับ “การทำบุญ” คนจำนวนมากถวายเงินวัด บางคนทำครั้งหนึ่งเป็นหลักแสนหลักล้านบาทก็มี เพราะเชื่อว่า “ได้บุญแน่” ต่างกับการจ่ายภาษีที่แม้จ่ายเพียงปีละไม่กี่พันบาท แต่เมื่อเห็นข่าวการใช้จ่ายงบประมาณแบบไร้ประสิทธิภาพ แถมบางครั้งยังมีเหตุทุจริตเกิดขึ้นอีกต่างหาก เช่น บางรัฐบาลที่มีนโยบายอุดหนุนราคาพืชผลทางการเกษตรแล้วปล่อยให้มีการทุจริตเสียหายนับแสนล้านบาท แบบนี้เห็นแล้วก็รู้สึกเสียดาย
“เรารู้ว่าเราจ่ายภาษีไปเดี๋ยวก็เอาไปโกงกัน เราเสียดายไหม? มันมาทำอะไรได้อีกเยอะแยะ ฉะนั้นถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่คู่กันไป ผมคิดว่าคนที่จะเสียภาษีเขาก็หาวิธีไว้ก่อนแล้ว เพราะเงินไม่ได้ไปตามที่เราคิด ถ้าเงินมันไปตามที่เราคิดทุกอย่างก็สะดวกหมด คนก็อยากจะมีส่วนร่วมในส่วนนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นการออกแบบผมคิดว่าต้องมีความละเอียดอ่อน พูดคุยกัน แต่การพูดกันขณะนี้เอาใครก็ไม่รู้มานั่ง ไม่ได้มีส่วนได้เสียเลย แต่คนที่เกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ไปนั่ง” ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ฝากข้อคิด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี