วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“หนี้ครัวเรือน” ยังคงเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งในสังคมไทย โดยหากย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค. 2560 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เผยแพร่ผลสำรวจประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,191 คน พบว่า “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.9 มีหนี้สิน” ในจำนวนนี้ร้อยละ 32.4 เป็นหนี้เพื่อการบริโภค รองลงมาร้อยละ 30.5 เป็นหนี้เพื่อการซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่ คือบ้านหรือรถยนต์ขณะที่เมื่อเดือน ม.ค. 2561 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ราวร้อยละ 78 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูง
ปัญหาหนี้สินนั้นอยู่กับคนไทยทั่วไปทุกระดับชนชั้นและทุกพื้นที่ไม่ว่าในเมืองหรือชนบท ดังตัวอย่าง ชุมชนบ้านบางเอียง ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา ที่นี่ไม่ใช่ชุมชนแร้นแค้น ตรงกันข้ามกลับมีต้นทุนและศักยภาพพื้นฐานที่ดีทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ทุนทางวัฒนธรรมรวมไปถึงองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน แต่ปัญหาสำคัญที่ชุมชนแห่งนี้ต้องเผชิญคือปัญหาเศรษฐกิจและภาวะหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการมีรายได้ที่ไม่สมดุลกับรายจ่าย
สุคนธ์ รัญจวนจิตร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 เปิดเผยว่าถึงแม้ชุมชนบ้านบางเอียงจะมีทุนธรรมชาติที่ดี มีกลุ่มอาชีพหลายกลุ่มแต่กลับพบว่าต่างคนก็ต่างทำ ไม่มีการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง และจากการพูดคุยก็พบว่าแต่ละครอบครัวมีหนี้สินมาก ทั้งๆ ที่พื้นที่มีความพร้อม สามารถทำประมงและเกษตรได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีกทั้งพบว่าบางครอบครัวไม่ได้ชำระหนี้ตามที่กำหนด เพราะไม่มีงานทำ แม้ว่าจะทำสวนยางแต่มีรายได้เฉพาะ 3 เดือนเท่านั้นเนื่องจากมีฝนตกตลอด และไม่มีอาชีพอื่นเสริม
.jpg)
ข้อมูลของชุมชนบ้านบางเอียงพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม มีชาวไทยพุทธส่วนน้อย แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราและประมง มีกลุ่มอาชีพเสริมต่างๆ ประมาณ 10 กลุ่ม เช่นกลุ่มเกษตร ปลูกพริก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงแพะ จักสาน กลุ่มงานไม้และโลหะ ทำเฟอร์นิเจอร์ “ดูแล้วไม่ควรจนแต่ก็จน” เหตุเพราะขาดการบริหารจัดการที่เป็นระบบ โดยเฉพาะ “บัญชีครัวเรือน” ที่ชาวบ้านไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร?
“ก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านและเกิดการรวมตัวได้ สภาผู้นำชุมชนมีส่วนสำคัญ ต้องคอยกระตุ้นชาวบ้านโดยเฉพาะการทำบัญชีครัวเรือน การทำอาชีพเสริม วันนี้คนบ้านบางเอียงรู้จักสภาผู้นำแล้ว มีตัวแทนแต่ละกลุ่มเป็นสมาชิกเข้ามาร่วมกัน เรามีภาคีเครือข่ายที่เหนียวแน่น” สุคนธ์ กล่าว
ขณะที่ มานพ นาวารี ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ปีกกล่าวว่า บัญชีครัวเรือนมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับสุขภาวะโดยตรง ถ้าทำบัญชีครัวเรือนจะทำให้รู้รายรับรายจ่ายหากไม่ได้ทำเมื่อเห็นตัวเลขหนี้ รายได้ไม่พอต่อการใช้หนี้ก็จะส่งผลต่อสุขภาพจิต สร้างความวิตกกังวลกระทบต่อเนื่องไปยังร่างกาย การทำบัญชีครัวเรือนจึงช่วยให้ชาวบ้านมองเห็นจุดที่เป็นปัญหา และแก้ปัญหาได้ตรงจุด พอหนี้สินลดลง สุขภาวะก็จะดีขึ้นด้วยตัวเอง
ถ้าการบันทึกไว้จะทำให้เห็นรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด ทราบการใช้จ่ายสิ่งไหนไม่สำคัญสามารถตัดออก หากรายรับไม่พอจะหาอย่างไรมาเพิ่ม หากมีการทำบัญชีครัวเรือนจะทำให้การดำเนินชีวิตมีความชัดเจน ซึ่งขณะนี้กำลังทำแบบให้ชาวบ้านบันทึก อยู่ระหว่างการทดลอง ตอนแรกเราจะให้ทุกครอบครัวมาเรียนรู้ก่อน รวมถึงพูดคุยกันในหลายกลุ่มอาชีพ
“จากการสำรวจหนี้สินครัวเรือน พบว่ามีหนี้สินอยู่ถึงร้อยละ 80 จากอาชีพทำสวนและประมง จึงได้ส่งเสริมการสร้างกลุ่มในการทำอาชีพ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ใช้กลไกสภาผู้นำชุมชน เป็นเวทีแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น ตอนนี้ชาวบ้านให้การตอบรับดีทางเราจะเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนก่อน” มานพ ระบุ
นอกจากการทำบัญชีครัวเรือนแล้ว ชาวชุมชนยังมีโครงการ “ชุมชนน่าอยู่บ้านบางเอียง” ชักชวนกันมาทำอาชีพเสริม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลที่ได้ถือว่าน่าพอใจ ดังเรื่องเล่าจาก สุบา ระเหม เกษตรกรเจ้าของสวนยาง เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวนั้นมีรายได้นอกจากทำสวนยาง แต่ก็ปลูกผักเหรียงไว้ในพื้นที่ว่างระหว่างต้นยางพารา เนื้อที่ราว 2 ไร่ โดยได้ต้นพันธุ์มาจากการเข้ากลุ่มเกษตรเมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้มีรายได้จากการเก็บผักเหรียงขาย เท่ากับลดรายจ่ายไปด้วย
.jpg)
“มีรายได้สัปดาห์ละ 300-400 บาท ขายกำละ10 บาท มีคนมารับถึงที่ ไม่ต้องไปส่งที่ไหน เขารู้ว่ามีก็มารับถึงบ้าน เก็บขายสัปดาห์ละครั้ง แต่ก่อนไม่เคยรู้ว่าสามารถปลูกได้ การดูแลก็ง่ายใส่ปุ๋ยคอก ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง หน้าแล้งก็ให้น้ำเสียหน่อยก็จะมียอดแตกให้เก็บ เป็นค่ากับข้าวในบ้าน” สุบา กล่าว
เช่นเดียวกับเกษตรกรอีกราย ตรีพร ผ่องแผ้ว กล่าวว่า ได้เจียดเนื้อที่บริเวณบ้านพักขุดบ่อเลี้ยงปลา และทำกระชังวางในบ่อ เลี้ยงปลาอย่างหลากหลาย ทั้งปลาดุก ปลาสวาย ปลานิล บางชนิดเลี้ยงในกระชังบางชนิดที่อยู่ร่วมกันได้ก็อยู่นอกกระชัง อีกทั้งยังปลูกพืชผักในสวนไว้กินเอง หากเหลือก็จะนำไปขาย เป็นรายได้นอกเหนือจากทำสวนยาง สวนปาล์ม และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
“ก็ทำหลายๆ อย่าง ถ้าทำอย่างเดียวคงอยู่ไม่ได้ ต้องทำเสริมกัน ทำให้เราไม่ต้องไปซื้อเขาหรือซื้อน้อยลง เหลือก็เอาไปขาย เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นกลับมา” ตรีพร ฝากข้อคิด
แม้จะเพิ่งเริ่มดำเนินการไม่นานนัก แต่โครงการชุมชนน่าอยู่บ้านบางเอียงก็ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะต่อยอดจากทุนในด้านต่างๆ ที่ชุมชนได้มีอยู่ ประกอบกับสมาชิกชุมชนมีความรู้ มีความเข้าใจ และเห็นพ้องร่วมกันในการพัฒนาชุมชนที่มีศักยภาพพื้นฐานอยู่แล้วให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือลดปัญหาภาวะหนี้สินลงพร้อมๆ กับการสร้างสุขภาวะ
ให้เกิดขึ้นกับชุมชนแห่งนี้อย่างยั่งยืน!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี