วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569
วันที่ 18 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากปอเนาะถึงปฏิบัติการ: ถอดรหัส “บันได 7 ขั้น” เกมยาวของ BRN
หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2546 ในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าตรวจค้นและพบเอกสารสำคัญจากบุคคลหนึ่ง คือ มะแซ อุเซ็ง ชายผู้มีบทบาทในพื้นที่ในฐานะครูสอนศาสนา และถูกฝ่ายความมั่นคงเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการ BRN ในเวลาต่อมา สิ่งที่ถูกยึดได้ในครั้งนั้นไม่ใช่อาวุธ แต่เป็น “เอกสารลายมือ” ซึ่งภายหลังถูกถอดความและเรียกกันว่า “แผนบันได 7 ขั้น”
เอกสารดังกล่าวส่วนหนึ่งเขียนเป็นภาษายาวีหรือมลายู และเมื่อถูกแปลออกมา สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่แผนรบโดยตรง แต่เป็น “โครงสร้างการจัดตั้ง” ที่มีลำดับขั้นอย่างชัดเจน ตั้งแต่การสร้างความคิดไปจนถึงการปฏิบัติการ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกรอบอธิบายความขัดแย้งในชายแดนใต้ที่ถูกพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อพิจารณาจากผังที่ปรากฏ เราจะเห็นว่า ขั้นที่ 1 คือการสร้างจิตสำนึกมวลชน โดยใช้คำสำคัญอย่าง อิสลาม มลายู ปัตตานี ถูกยึดครอง และการต่อสู้ เป็นแกนในการปลูกความรู้สึกและอัตลักษณ์ร่วม ก่อนจะเข้าสู่ ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน ผ่านช่องทางในชีวิตประจำวัน เช่น การสอนศาสนา ตาดีกา ปอเนาะ คณะกรรมการ สหกรณ์ สมาคม และการกีฬา ซึ่งสะท้อนว่า การเคลื่อนไหวไม่ได้เริ่มจากความรุนแรง แต่เริ่มจาก “คน” และ “ความเชื่อ” ก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ ขั้นที่ 3 และ 4 คือการจัดตั้งองค์กรและกองกำลัง ซึ่งในผังยังระบุถึงการทำงาน “อยู่เบื้องหลัง” และการค่อย ๆ สร้างโครงสร้างกำลังอย่างเป็นระบบ ต่อด้วย ขั้นที่ 5 การปลูกอุดมการณ์ชาตินิยม เพื่อทำให้แนวคิดมีความชอบธรรมในสายตาของผู้สนับสนุน
ก่อนจะเข้าสู่ ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อม ซึ่งในผังใช้คำว่า “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิบัติ” สื่อถึงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน และสุดท้ายคือ ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิบัติ ซึ่งมีการระบุถึงพลังหลายด้าน ทั้งพลังการปฏิบัติ พลังการเมือง พลังมวลชน อำนาจทางเศรษฐกิจ และการพึ่งตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งในผังคือ การระบุโครงสร้างกำลังคน เช่นผู้มีอุดมการณ์จำนวนมาก ,ผู้ผ่านการฝึก ,และผู้เชี่ยวชาญในระดับปฏิบัติการรวมถึงการกล่าวถึง “ประชาชนใต้ดิน” และบทบาทของเยาวชนในการเข้าสู่การปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนว่า แผนนี้มองการเคลื่อนไหวเป็น “ระบบ” ไม่ใช่การกระทำแบบกระจัดกระจาย

เมื่อเรานำผังนี้กลับมามองในภาพใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเอกสารนี้จริงหรือไม่จริงทั้งหมด แต่คือ “มันกำลังบอกอะไรเรา”
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ แผนนี้ให้ความสำคัญกับ “การสร้างคน” มากกว่า “การใช้กำลัง” กล่าวคือ อาวุธอาจเป็นเพียงปลายทาง แต่ต้นทางคือความคิด อัตลักษณ์ และเครือข่ายสังคม หากมองในมุมนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2547 จึงอาจไม่ใช่เรื่องฉับพลัน แต่เป็นผลของการสะสมในระยะยาวตามตรรกะของการจัดตั้งแบบเป็นขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมต้องระวังคือ การตีความเอกสารลักษณะนี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมประชาชนในพื้นที่ทั้งหมด เพราะในความเป็นจริง อัตลักษณ์มลายู ศาสนาอิสลาม หรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง หากแต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านี้ถูก “นำไปใช้” เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการแบ่งแยกดินแดน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี