546.jpg
ตั้งกรรมการสอบ 'ผอ.ถูกติดป้ายทวงหนี้' หลังพบมีมูลใช้จ่ายเป็นหนี้สูง 15 ล้าน

ตั้งกรรมการสอบ 'ผอ.ถูกติดป้ายทวงหนี้' หลังพบมีมูลใช้จ่ายเป็นหนี้สูง 15 ล้าน

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 15.29 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและสอบวินัยอดีตผอ.กมลาไสยที่ถูกผู้รับเหมาหญิงติดป้ายทวงหนี้บนสะพานลอยกลางเมือง หลังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบมีมูลการใช้จ่ายงบประมาณเกินจนทำให้โรงเรียนเป็นหนี้สูงถึง 15 ล้านบาท ขณะที่ “ยายแก้ว”รับเหมาหญิงเตรียมเข้าร้องทุกข์กับกระทรวงศึกษาธิการ

ความคืบหน้ากรณีนางวิจิตรา บุญรัตน์ หรือยายแก้ว อายุ 51 ปี ผู้รับเหมาหญิง ชาว ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อความคล้ายกับเป็นการทวงหนี้ระบุว่า "ผอ.สั่งทำงาน งานเสร็จ ไม่มีเงินจ่าย ใครจะรับผิดชอบ" และ "ผอ.เห็นพวกเราเป็นคนมั้ย สงสารพวกเราบ้างหรือเปล่า" มาติดไว้บนสะพานลอยบริเวณหน้าโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองกาฬสินธุ์ เนื่องจากต้องการขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่ 24 หลังจากถูกอดีตผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่งผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ว่าจ้างให้ก่อสร้างปรับปรุงโรงเรียนจนแล้วเสร็จหลายโครงการ เวลาผ่านมานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่กลับไม่ยอมจ่ายเงินจำนวน 5,200,000 บาท จนทำให้ครอบครัวเป็นหนี้สินที่นาถูกยึดไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงาน


 

 

26 ก.พ.62 นายปริญญา จุฑาสงฆ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 (สพม.24) กล่าวว่า สำหรับกรณีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2558-2559 ทาง สพม.24 ได้รับรายงานจากนายเอกรัฐ สารปัง ผอ.โรงเรียนกมลาไสยคนปัจจุบัน ซึ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งในช่วงปลายปี 2259 ว่า ทางโรงเรียนกมลาไสย ขณะนั้นมีนายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง เป็นผอ.โรงเรียนกมไลย ซึ่งปัจจุบันย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ มีการใช้จ่ายงบประมาณโครงการต่างๆ ทั้งการก่อสร้าง ซ่อมแซม คอมพิวเตอร์ และจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆเกินวงเงินงบประมาณ ทำให้ทางโรงเรียนเป็นหนี้กับผู้รับเหมาและร้านค้าต่างๆ หลายแห่งรวมเป็นเงินกว่า 15 ล้านบาท

ดังนั้น ทาง ผอ.สพม.24 จึงได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวขึ้น รวมทั้งการสอบวินัยนายสุรปรีชา ลาภบุญเรืองด้วยว่า เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนกมลาไสยนั้นมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุหรือไม่ และสาเหตุใดทำไมจึงต้องเป็นหนี้มากถึง 15 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินเกินงบประมาณของทางโรงเรียน เพราะตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐนั้นจะต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณมาแล้วจึงจะสามารถก่อหนี้ผูกพันได้ หรือไม่จะต้องเป็นโครงการที่จะต้องเข้าแผนการใช้จ่ายงบประมาณก่อนถึงจะสามารถทำได้ ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนและสอบวินัยจะดำเนินการภายในระยะเวลา 90 วัน

 

 

นายปริญญา กล่าวอีกว่า สำหรับโรงเรียนกมลาไสยนั้นทราบจากทางผู้อำนวยการว่า ได้รับการจัดสรรงบประมาณปีละประมาณ 8 ล้านบาท จึงไม่สามารถใช้หนี้กับผู้รับเหมาและร้านค้าได้หมดภายในครั้งเดียว เนื่องจากทางโรงเรียนจะต้องนำไปใช้ในการพัฒนาด้านการเรียนการสอนเป็นหลัก และไม่ให้กระทบกับขบวนการเรียนการสอน

ทั้งนี้ ปัจจุบันทราบข้อมูลจากนายเอกรัฐ ผอ.โรงเรียนกมลไสยคนปัจจุบันอีกว่า หลังเกิดเรื่องทางโรงเรียนก็ได้ปรึกษากับคณะกรรมการสถานศึกษา และดำเนินการจ่ายหนี้ให้กับผู้เหมาและร้านค้าต่างๆไปแล้วปีละ 1 ล้านบาท และในปี 2562 นี้จะเพิ่มการจ่ายหนี้เป็นปีละ 1.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับการติดตามทวงหนี้กับทางโรงเรียนกมลาไสยของนางวิจิตรา หรือยายแก้ว ผู้รับเหมา จำนวน 5.2 ล้านบาทนั้น เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการจ่ายและต้องเจรจาหาทางออกร่วมกันทั้งทางโรงเรียน คณะกรรมการ ผู้รับเหมา และร้านค้าๆ ซึ่งที่ผ่านมายายแก้วก็เข้ามาติดตามเรื่องและปรึกษาที่สพม.24 หลายครั้ง ซึ่งทางผู้บริหารก็รู้สึกเห็นใจ และได้กำชับให้ทางโรงเรียนเร่งเจรจาหาทางออกของปัญหานี้

 

 

ด้านนางวิจิตรา บุญรัตน์ หรือยายแก้ว อายุ 51 ปี ผู้รับเหมาหญิงที่ติดป้ายบนสะพานลอยทวงหนี้ กล่าวว่า อยากให้นายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนกมลาไสย ซึ่งย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผู้ที่สั่งให้ทำงานก่อสร้างเมื่อครั้งเป็น ผอ.และนายเอกรัฐ สารปัง ผอ.โรงเรียนกมลาไสยคนปัจจุบัน รวมทั้งคณะกรรมการสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันหาทางออกร่วมกัน เพราะปัญหานี้ผ่านมานานมากแล้วกล่าว 3 ปี ซึ่งตนและคนงานอีก 35 ชีวิตต้องกลายเป็นผู้รับบาป รับเคราะห์กรรม และหากปล่อยปัญหานี้ยืดเยื้ออีกต่อไปบ้าน ที่นา ที่ดิน รวมทั้งทรัพย์สินต่างๆที่ตนนำไปจำนองไว้ก็คงถูกยึดเหลือแต่ตัวเปล่าอย่างแน่นอน ทั้งนี้หากปัญหาดังกล่าวยังไม่ยุติตนและคนงานจะเดินไปประทวงและยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อกระทรวงศึกษาธิการอย่างแน่นอน

 


 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top