546.jpg
ถึงเวลารักษา-ฟื้นฟู‘ปะการัง’  สิ่งบ่งชี้ท้องทะเลอุดมสมบูรณ์

ถึงเวลารักษา-ฟื้นฟู‘ปะการัง’ สิ่งบ่งชี้ท้องทะเลอุดมสมบูรณ์

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ปะการัง” เป็นมากกว่าทัศนียภาพที่สวยงามของท้องทะเล ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นต้นทุนทรัพยากรที่สำคัญ ทั้งเป็นกำแพงป้องกันชายฝั่ง เป็นแหล่งอาหาร แหล่งอนุบาล และที่อาศัยของสัตว์น้ำ แต่ปัจจุบันปะการังกำลังถูกคุกคามจากสารพัดกิจกรรมต่างๆ และจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แนวปะการังหลายพื้นที่มีสภาพเสียหายเสื่อมโทรม จึงมีความพยายามในการรักษาฟื้นฟู

เมื่อเร็วๆ นี้ “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า”ติดตามคณะของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หรือชื่อเดิมคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ไปเยี่ยมชม “เกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท” ตั้งอยู่ที่ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นแหล่งอนุรักษ์ปะการังเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย


นายเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม เล่าว่า จากสถานการณ์ปะการังในทะเลของไทยกำลังเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ วิธีการแก้ปัญหาที่หลายคนนิยมใช้กันคือเน้นไปที่การปลูกปะการัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “การปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง” คือวิธีที่ดีที่สุดเพราะเป็นการคืนกลับมาของความหลากหลายในระบบนิเวศปะการังทั้งระบบในระยะยาว

ดังเช่นกรณี “อ่าวมาหยา” ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ที่ต้องประกาศปิดอ่าวหลังพบระบบนิเวศเสื่อมโทรมอย่างหนักจากการท่องเที่ยว “หลังจากปิดอ่าวไป 10 เดือน ธรรมชาติเริ่มฟื้นตัว จึงยังคงปิดอ่าวต่อไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อหวังว่าระบบนิเวศจะฟื้นฟูกลับมาอย่างสมบูรณ์” ทั้งนี้การย้ายปลูกหรือการปลูกปะการังเทียมไม่ใช่ไม่ดี แต่นอกจากเรื่องของงบประมาณแล้ว ยังต้องคำนึงถึงชนิดของปะการังซึ่งมีความแตกต่างกันหลากหลายสายพันธุ์ การย้ายปลูกสามารถทำได้แค่บางชนิด บางชนิดอาจไม่เหมาะกับพื้นที่นั้น

“วิธีจัดการที่ดีที่สุด คือให้ธรรมชาติดูแลตัวเองหรือฟื้นฟูตัวเอง เพราะตัวปะการังมีศักยภาพในการคืนตัว แต่ที่ยังฟื้นตัวไม่ได้ก็เพราะปะการังถูกเหยียบและทำลายจากการถูกสมอเรือซ้ำๆ ทุกวัน จากขยะ และจากน้ำเสีย หรืออาจพูดได้ว่าการท่องเที่ยวทำลายแนวปะการัง แม้ว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเลจะสร้างเม็ดเงินมหาศาล ดังนั้นจึงควรลดการท่องเที่ยวลง และควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยว เพื่อให้ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวเองได้ ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้กับฐานทรัพยากรอื่นๆได้เช่นกัน” เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม กล่าว

นายเผ่าพิพัธ ยังกล่าวอีกว่า เนื่องจากปะการังก่อให้เกิดระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับระบบนิเวศอื่น ๆ เช่น หญ้าทะเล ป่าชายเลน และทะเลนอกชายฝั่ง ดังนั้นระบบนิเวศแนวปะการังจะเป็นระบบนิเวศที่เป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สร้างมูลค่ากว่า 84,357 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังเป็นแหล่งอนุบาลของทรัพยากรประมง และเป็นแหล่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนชายฝั่งทะเล

ขณะที่ ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ผู้ทรงคุณวุฒิ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่แนวปะการังทั้งหมด 238 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นฝั่งอันดามัน 117 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 49 และฝั่งอ่าวไทย 121 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 51 และจากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่า สถานการณ์ปะการังในประเทศ ตั้งแต่ปี 2554-2558 แนวปะการังมีความเสียหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยพบว่าแนวปะการังของไทยส่วนใหญ่อยู่ในสถานภาพที่เสียหายมากกว่าครึ่งและเหลือแนวปะการังที่คงสถานภาพดีเพียงร้อยละ 5.7 เท่านั้น “สาเหตุหลักที่ทำให้ปะการังเสื่อมโทรมมาจากกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทางทะเลโดยมนุษย์” ซึ่งเพิ่มมากขึ้นหลากหลายประเภท ตั้งแต่ 1.การท่องเที่ยว มีการทิ้งสมอเรือ เหยียบปะการัง และทิ้งขยะ 2.การทำประมงผิดกฎหมาย ใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ทำลายแนวปะการัง 3.การขนส่งสินค้า มีการลักลอบทิ้งน้ำมัน และ 4.การพัฒนาชายฝั่ง ทำให้เกิดตะกอนและมีการปล่อยน้ำเสีย เป็นต้น

นอกจากนี้ก็มาจาก “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” อาทิ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเล ทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ปะการังเกิดความเสื่อมโทรม ส่งผลกระทบต่อความหลากลายทางชีวภาพทางทะเลรายได้จากกิจกรรมทางทะเลลดลง ประชาชนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และชุมชนต้องเปลี่ยนแหล่งทำมาหากิน นำไปสู่การแก่งแย่งทรัพยากรในที่สุด

ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่าแม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามในการป้องกันและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ปะการังของไทยยังคงเสื่อมโทรมอยู่ เนื่องจากไทยยังขาดข้อมูลปะการังทำให้ไม่สามารถประเมินในภาพรวมและบริหารจัดการปะการังทั้งประเทศได้ ซึ่งนอกจากข้อมูลไม่ทันต่อเหตุการณ์แล้วทำให้ต้องตามแก้ไขปัญหา ขณะที่ตัวชี้วัดและแนวทางในการอนุรักษ์ฟื้นฟู รวมถึงการติดตามและประเมินผลภายหลังจากการอนุรักษ์ฟื้นฟูไม่ได้สะท้อนถึงสถานภาพของปะการัง

ปัญหาการขาดบุคลากร ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายไม่ครอบคลุม และการฟื้นฟูด้วยการย้ายปลูกและการขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศมีข้อจำกัดของชนิดปะการัง ทำให้ขาดความหลากหลายของชนิดปะการังทั้งระบบในระยะยาว ซึ่งสำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผลการศึกษาการบริหารจัดการเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาปะการังเสื่อมโทรมของประเทศไทยภายใต้ “โครงการการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของประเทศไทย” แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก

ได้แก่ 1.แนวทางป้องกันสาเหตุการเสื่อมโทรมของปะการังจากกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทางทะเล ประกอบด้วย การกำหนดมาตรการในการควบคุมกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง เช่น มาตรการควบคุมกิจกรรมดำน้ำ มาตรการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการควบคุมการปล่อยน้ำเสียและขยะลงสู่ทะเล 2.แนวทางการแก้ไขความเสื่อมโทรม ประกอบด้วย การฟื้นฟูปะการังให้เหมาะสมกับพื้นที่

เนื่องจากปะการังมีความหลากหลายชนิดหลายสายพันธุ์ การย้ายปลูกหรือเพาะเลี้ยงปะการังจึงควรเป็นชนิดพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ และการวางปะการังเทียมจะต้องคำนึงถึงวัสดุที่นำมาใช้ จะต้องมีการตรวจสอบ ติดตามและประเมินผล ร่วมถึงการร่วมกันเก็บขยะในแนวปะการัง และ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยจะต้องมีการเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานของสถานภาพปะการังเป็นประจำทุกปี

โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีกิจกรรมการใช้ประโยชน์โดยตรง มีการแบ่งพื้นที่กิจกรรมในแนวปะการังและกิจกรรมชายฝั่ง เพื่อให้มีการบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมนอกจากนี้จะต้องมีตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของระบบนิเวศปะการังของแต่ละพื้นที่ และจะต้องเป็นการดำเนินการอย่างมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ รวมทั้งมีการประเมินมูลค่าแนวปะการัง

เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมต่อไป!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top