วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
พะตี(ลุง)จะตะ อายุ 72 ปีและพะตีนุ อายุ 70 ปี เป็นพี่น้องคลานตามกันมาโดยเกิดในหมู่บ้านเล็กๆชื่อว่า “บ้านแม่หมี” ซึ่งอยู่กลางป่าลึกในอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
ชาวบ้านแม่หมีเป็นคนปกาเกอะญอซึ่งตั้งรกรากในป่าแห่งนี้มานับร้อยปี เดิมทีชาวบ้านนับถือผีและความเชื่อต่างๆตามวิถีบรรพชนซึ่งแนบแน่นอยู่ในธรรมชาติ มีการเลี้ยงผีต้นไม้ เลี้ยงผีลำห้วยและมีพื้นที่ศักดิสิทธิต่างๆตามความเชื่อดั้งเดิม เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้มยาหม้อกินยาสมุนไพร แต่ระยะหลังวิถีบางอย่างถูกปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

“สมัยก่อนถ้าจำเป็นต้องเข้าเมืองจริงๆ เราต้องเดินไป ส่วนใหญ่ไปที่อำเภอแจ้ห่ม นอนค้างระหว่างทาง 1 คืน ก่อนออกจากบ้านก็ต้องถามผีจากกระดูกไก่ก่อนว่าเราจะปลอดภัยมั้ย” พะตีจะตะและพระตีนุ ยังจำคืนวันเก่าๆได้ดี ในสมัยนั้นแทบไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง เวลาว่างและความสุขมีอยู่เยอะแยะ
เมื่อราว 100 ปีก่อนผืนป่ารอบๆหมู่บ้านแม่หมีเคยถูกสัมปทานป่าไม้สัก โดยครั้งแรกเป็นของบริษัทบอมเบย์เบอร์มา หลังจากนั้นอีกหลายสิบปี ออป.(องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้)เข้ามาสัมปทานต่อ แต่เมื่อเวลาผ่านไปป่าก็ฟื้นตัว วิถีประชายังคงดำเนินต่อไปอย่างปกติสุข

“ตอนป่าสงวนเข้ามาเมื่อปี 2516 พวกเราก็ยังทำมาหากินได้เป็นปกติ จนกระทั่งมีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนซึ่งทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน พวกเราพยายามบอกให้เขากันที่ไร่ของชาวบ้านออก เขาก็มาสำรวจ แต่เอาเข้าจริงๆเขากลับไม่รับรองให้ชัดเจน”ผู้เฒ่าปกาเกอะญอรู้สึกเป็นกังวลใจเช่นเดียวกับชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน แม้ทุกวันนี้ไร่นาบางแห่งจะได้รับอนุญาตให้ทำกินได้ แต่อนาคตเมื่อผลัดมือสู่รุ่นลูกหลานก็ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานฯเมื่อไร
ในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 ชาวบ้านแม่หมีพร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรร่วมกันจัดงานในโอกาสที่รัฐบาลในอดีตได้ออกมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับแนวนโยบายและหลักปฎิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ครบ 9 ปี ซึ่งหนึ่งในจุดประสงค์ของมติคณะรัฐมนตรีมุ่งหวังให้เกิดเขตวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย โดยมีชาวกะเหรี่ยงและชาวเลเป็นก้าวแรก แต่ที่ผ่านมาเมื่อการเมืองไทยปรับเปลี่ยนผู้บริหารประเทศ มติดังกล่าวกลับไม่ได้ผลปฎิบัติอย่างจริงจัง ทั้งชาวกะเหรี่ยงและชาวเลยังคงถูกคุกคามอย่างหนัก และภัยคุกคามที่สำคัญเกิดจากฝีมือของหน่วยงานราชการเสียเอง

“พวกเราก็แค่อยากอยู่กันแบบเดิมๆ สามารถปลูกข้าว ทำไร่หมุนเวียนเหมือนบรรพบุรุษ สมัยนี้ไม่มีใครบุกรุกป่าเพิ่มแล้ว เพราะมีการกันแนวไว้หมด เรามีกติกาของชุมชน พวกเราร่วมกันดูแลป่า เรามีป่าอนุรักษ์กว่า 200 ไร่ มีป่าใช้สอยที่ร่วมกันดูแลอีกนับพันไร่” ผู้เฒ่าปกาเกอะญอบอกถึงความร่วมไม้ร่วมมือของชาวบ้าน
ผู้เฒ่าทั้งคู่ไม่รู้หรอกว่าเขตวัฒนธรรมพิเศษเป็นอย่างไร แต่วิถีที่ผู้เฒ่าและชาวบ้านแม่หมีดำเนินชีวิตเรียบเรื่อยมาคือ “ความพิเศษ”ของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่มติคณะรัฐมนตรียังเข้าไม่ถึง

“ดิน น้ำ ป่า ทรัพยากรชุมชนที่บรรพชนดูแลรักษามาช้านาน เราจักปกป้องรักษาและสืบทอดพื้นที่จิตวิญญาณคนกับป่าให้ดำรงอยู่คู่มาตุภูมิ”ชาวบ้านร่วมกันประกาศในช่วงท้ายของการจัดงาน
ความหวังของพะตีจะตะ และพะตีนุ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงทั่วประเทศที่ต้องการวิถีชีวิตวัฒนธรรมตามแบบอย่างบรรพบุรุษยังคงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับมติคณะรัฐมนตรีฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงยังคงสถิตเป็นตัวอักษรให้ได้อ่านและพูดถึงอยู่เสมอ แต่ในก้าวย่างปีที่ 10 หลายคนยังอยากเห็น “ความหวัง “ของชาวบ้านและ “เป้าหมาย”ของมติคณะรัฐมนตรีฉบับนี้มาถึงจุดบรรจบกันเสียที
ภาสกร จำลองราข เรื่อง/ภาพ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี