“เช้าตื่นก็ต้องรีบไปปากซอย นั่งคอยว่าใครจะมาเรียกใช้ถึงสายก็คงต้องคอยต่อไป เมื่อไรเมื่อไรจะรวยสักทีหนอ” เนื้อเพลง “มอ’ไซค์รับจ้าง” ผลงานจากปลายปากกาของ “เสก โลโซ” เสกสรรค์ ศุขพิมาย ในอัลบั้ม Losoland ที่วางแผงเมื่อปี 2544 สะท้อนชีวิตของ “ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง” ผู้เติมเต็มการเดินทางของคนในเมืองที่มีบ้านเรือนอยู่ตามตรอกซอกซอยหรือถนนสายรองที่ไม่มีรถเมล์ผ่าน
และแม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 2 ทศวรรษ ที่จำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นตลอดจนมีรถไฟฟ้า-รถไฟใต้ดินสายใหม่ๆ เกิดขึ้น มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ยังคงอยู่คู่สังคมไทย เช่นเดิม แต่เพิ่มเติมคือพวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่รับ-ส่งคนเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น “ม้าเร็ว 2 ล้อ” รับจ้างส่งสินค้าต่างๆ โดยทำงานผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือด้วย โดยเฉพาะในช่วง “การระบาดของไวรัสโควิด-19” ที่รัฐใช้มาตรการล็อกดาวน์ตามนโยบาย “อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ” ทำให้บรรดา “พี่วิน”ต้องหันมาทำหน้าที่นี้เพื่อทดแทนจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง
ที่งานเสวนา “ตามสั่ง–ตามส่ง : บิดเมือง” ณ สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย ซ.ลาดพร้าว 101 กรุงเทพฯ เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และประธานวินซอยลาดพร้าว 101 เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้สมาชิกของวินซอยลาดพร้าว 101 ซึ่งมีจำนวน 364 คน รายได้ลดลงถึงร้อยละ 60-70
“รายได้จากเดิม 700-800 บาทต่อวัน เหลือเพียงไม่กี่ร้อยบาท หลายคนเกิดความเครียด และเกิดการแย่งลูกค้าส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกัน โดยขณะนี้ทุกอาชีพได้รับความเดือดร้อน ซึ่งในส่วนของมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะรถมอเตอร์ไซค์มีความห่างกันตามเบาะ จึงไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ และการที่เราเป็นคนในพื้นที่ รู้จักทุกซอยของลาดพร้าว แต่กลายเป็นว่าต้องเห็นผู้ให้บริการส่งอาหารอื่นๆ มารับอาหารจากร้านค้าไปส่ง” เฉลิม กล่าว
นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาแพลตฟอร์ม (Platform) “ตามสั่ง-ตามส่ง” เพื่อให้ชาววินรวมถึงร้านอาหารในพี้นที่ใกล้เคียงกับวินมีรายได้ ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของ สนับสนุนของสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซ.ลาดพร้าว 101 เป็นกลุ่มนำร่อง ซึ่งด้วยความที่แพลตฟอร์มนี้ไม่หักค่าบริการใช้งานสูงเหมือนแพลตฟอร์มส่งอาหารเจ้าอื่นๆ ก็ทำให้ทั้งชาววินและร้านอาหารที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนสามารถอยู่ได้
เฉลิมระบุว่า โครงการ ตามสั่ง-ตามส่ง เข้ามาสร้างโอกาส สร้างรายได้ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีส่วนร่วมดำเนินการตั้งแต่ต้นให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ช่วยยกระดับมาตรฐานอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยมีขั้นตอนการทำงานที่ไม่ขัดกับมาตรฐานทางอาชีพ ชุมชนใกล้ชิดกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ทั้งผู้บริโภค ร้านค้าและวินมอเตอร์ไซค์ล้วนได้ประโยชน์ร่วมกัน
ด้าน อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการตามสั่ง ตามส่ง เล่าว่า แรงบันดาลใจในการทำโครงการนี้มาจากการทำงานวิจัยเรื่องเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy)ซึ่งเป็นการจับคู่ความต้องการของผู้คนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ส่วนที่เลือกศึกษาอาชีพที่ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะเพราะอยากเข้าใจถึงการทำงาน ข้อจำกัด และสวัสดิภาพในการทำงาน
โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างมีผู้โดยสารลดลง อีกทั้งการทำงานที่บ้านยังทำให้แอพพลิเคชั่นรับ-ส่งอาหารได้รับความนิยมมากขึ้น แต่แอพฯ เหล่านั้นคิดค่าบริการสูงทำให้ร้านอาหารต้องปรับราคาอาหารเพิ่มขึ้น สุดท้ายภาระก็มาตกกับผู้บริโภคที่ต้องซื้ออาหารในราคาแพงขึ้นด้วย จึงทำให้เกิดโครงการตามสั่ง-ตามส่งขึ้นมา
โครงการนี้ใช้รูปแบบทางเศรษฐกิจในลักษณะ“ให้ชุมชนเป็นฐานการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง บิดสิ่งที่เบี้ยวกลับมา” มีผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย กว่า 50 ร้าน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง กว่า 40 คน นับเป็นนวัตกรรมทางสังคมในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ให้เรียนรู้ พัฒนา และมีสำนึกร่วมในฐานะเจ้าของชุมชน แสดงให้เห็นว่า คนตัวเล็กที่ด้อยอำนาจต่อรองก็สามารถรวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่เป้าหมายได้
ขณะที่ ผศ.ดร.รัตติยา ภูละออ นักวิชาการจากศูนย์ประสานงานวิจัยแรงงานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุดประสงค์ของศูนย์ประสานงานฯ คือ ทำอย่างไรให้คนทำงานและมีคุณค่า จึงมีการรวมตัวกันหลากหลายหน่วยงานในจุฬาฯ โดยที่มีเป้าหมายอยู่ 4 เสา คือ 1.การส่งเสริมการจ้างงาน ต้องเต็มที่ มีคุณค่า และสามารถอยู่รอดได้ ในขณะเดียวกันต้องมีประสิทธิภาพ 2.ประกันสังคม ทำอย่างไรให้เข้มแข็ง และต้องรองรับได้ 3.สิทธิของตนเอง เพื่อส่งเสริมสิทธิในการทำงาน และ 4.ส่งเสริมการหารือพูดคุย เพื่อการทำงานที่จะได้ประสบความสำเร็จ
โครงการตามสั่ง-ตามส่ง จึงส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน ภาครัฐ และชุมชน และช่องทางการจำหน่ายของเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาและพึ่งพิงตัวเอง และเศรษฐกิจพอเพียง สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง สืบสานความเป็นชุมชน ส่งเสริมการรวมกลุ่มแรงงานนอกระบบเพื่อให้เกิดวิสาหกิจชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการที่ดีถูกสุขลักษณะ เพิ่มความมั่นคงทางรายได้ สร้างอำนาจการต่อรอง และช่วยเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานกับรูปแบบงานในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไป
ศิญาณี หิรัญสาลี หัวหน้าชุดโครงการพลเมืองไทยสู้ภัยวิกฤติ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยไม่ค่อยพูดถึงเรื่องการจัดการภัยพิบัติและช่วงเวลาวิกฤติมากนัก แม้จะเคยเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันก็เป็นช่วงวิกฤติเช่นกัน ซึ่งโครงการพลเมืองไทยสู้ภัยวิกฤติมีหลักการทำงานดังนี้
1.ช่วยลดผลกระทบของสิ่งที่มากระทบในช่วงวิกฤติ เพื่อลดผลกระทบให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ 2.ดำเนินวิถีชีวิตแบบไหนจะต้องดำเนินต่อไปได้ ถึงแม้สถานการณ์ปกติแต่ต้องไปต่อได้ร้อยละ 70-80 เป็นอย่างน้อย เห็นได้จากก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำงานได้ และ 3.กลับสู่ภาวะปกติหรือดีกว่าเดิมซึ่งต้องดูถึงต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมี 5 ยุทธศาสตร์ โดยหนึ่งในนั้นคือ “การดูแลคนทำงานที่ไม่สามารถอยู่บ้านได้” และชาววินก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้
ผู้สนใจที่ผ่านไปแถวลาดพร้าว 101 สามารถใช้บริการได้ที่ https://th.ตามสั่ง-ตามส่ง.com
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี