“โลกออนไลน์” หรือการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนตก็เหมือนกับทุกๆ สิ่งที่มี 2 ด้าน ในขณะที่มีประโยชน์ช่วยสร้างรายได้จากอาชีพใหม่ๆ และช่วยผ่อนคลายความเครียดจากเนื้อหาแนวบันเทิงต่างๆ ก็ยังเป็นอันตรายจากช่องทางของมิจฉาชีพใช้ก่อเหตุเช่นกัน ดังเรื่องเล่าจากวงเสวนาระดมความคิดเห็น หัวข้อ “การส่งเสริม Digital Intelligence ให้พลเมืองดิจิทัลรับมือด้านมืดไซเบอร์ยุคนิว นอร์มอล” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้
วงเสวนานี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมจากการจัดสัมมนานักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิวนอร์มอล” โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), Centre for Humanitarian Dialogue (“hd), ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย, สถาบัน Change Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน
โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ยกตัวอย่าง เว็บไซต์รวมคลิปวีดีโอเรื่องเพศสำหรับผู้ใหญ่เจ้าดังเว็บไซต์หนึ่ง รายงานว่าในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 จำนวนผู้เข้าชมทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในอันดับต้นๆ ที่มีประชากรเข้าไปชมคลิปวีดีโอในเว็บไซต์นี้
ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้ด้านหนึ่งแม้จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ชายให้ได้ปลดปล่อยระบายความอึดอัดแทนที่จะไปคุกคามล่วงละเมิดในทางกายภาพ แต่อีกด้านก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่าบรรดาคลิปวีดีโอที่นำมาเผยแพร่นั้นได้รับความยินยอมหรือเป็นการละเมิด เท่ากับว่าการคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงได้ย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์หรือไม่ และการปิดกั้นก็ทำได้ยากด้วย
หรือการหลอกลวงทางออนไลน์ ข้อมูลจาก Apps Flyer ซึ่งเป็นบริษัทด้านการวัดผลโฆษณาและการวิเคราะห์การตลาดบนมือถือระดับสากล พบว่า อัตราการหลอกลวงทางออนไลน์เพิ่มขึ้นทั่วโลกเฉลี่ยร้อยละ 60 ขณะที่เว็บไซต์ www.marketingoops.com ระบุถึงรูปแบบการหลอกลวงออนไลน์ไว้ 4 แบบคือ 1.การเสนองาน 2.การหลอกให้บริจาคเงิน 3.การสวมรอยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และ 4.การล่อลวงให้เล่นการพนันออนไลน์
ขณะที่ พ.ต.ท.(หญิง)เพียบพร้อม เมฆิยานนท์ รักษาราชการแทนสารวัตร ศูนย์ต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เนต กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท.) ยกตัวอย่าง การหลอกลวงทางออนไลน์ที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อหลากหลายช่วงวัย เช่น มีกรณีเด็กสาวถูกหลอกให้โชว์วาบหวิว โดยเสนอเงินหลักหมื่นบาทล่อตาล่อใจ แต่เมื่อส่งคลิปไปจริงนอกจากจะไม่ได้เงินแล้วยังถูกนำคลิปวีดีโอว่าขู่กรรโชกทรัพย์เรียกเงินจากเด็กสาวรายนี้ด้วย
หรือมิจฉาชีพประเภทหลอกให้รักแล้วให้โอนทรัพย์สินไปให้ (Romance Scam) มีผู้หญิงถูกหลอกลวงจนถึงวัยเกษียณอายุ สูญเงินบำเหน็จบำนาญที่เก็บออมมาทั้งชีวิต “ในอีกมุมหนึ่ง...เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าก็ช่วยให้อาชญากรเข้าถึงเหยื่อได้ง่ายขึ้น” เช่น โปรแกรมแปลภาษาที่ปัจจุบันแปลได้แม่นยำขึ้น นักต้มตุ๋นที่เป็นชาวต่างชาติก็สามารถพบเจอเหยื่อที่เป็นชาวไทยได้ง่ายกว่าในอดีต และการสืบสวนอาชญากรรมทำนองนี้ค่อนข้างทำได้ยาก เพราะหลายครั้งมีลักษณะเป็นการกระทำผิดแบบข้ามชาติ ต้องประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาล
นอกจากภัยออนไลน์ในรูปแบบมิจฉาชีพแล้ว เทคโนโลยีอินเตอร์เนตยังส่งผลกระทบในด้านอื่น ดังที่ รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ อดีตคณบดี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงบทความต่างประเทศชิ้นหนึ่งชื่อ “Social Media Dilemma (ความกระอักกระอ่วนของสื่อออนไลน์)” ที่ตอนหนึ่งว่าด้วยปรากฏการณ์ “ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber)-ฟองสบู่ตัวกรอง (Filter Bubble)”
หมายถึงการที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งถูกนำมาใช้บริหารจัดการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)จะคัดเลือกเฉพาะเนื้อหาที่ผู้ใช้งานแต่ละคนชอบหรือค้นหาบ่อยๆมาให้เห็นอยู่ตลอด ผลกระทบคือ “สังคมแบ่งแยกมากขึ้น” เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เพราะเมื่อมนุษย์แต่ละคนได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวจากอิทธิพลของเทคโนโลยีเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน โดยแทบไม่ได้เห็นข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ย่อมทำให้ความคิดและพฤติกรรมเปลี่ยนไปได้โดยที่ไม่รู้ตัว
ยังมีผลกระทบอีกประการหนึ่งที่สังคมอาจยังไม่ค่อยตระหนักมากนัก สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้อำนวยการองค์กร Phandeeyar กล่าวถึงภาวะที่คนใช้เวลาแทบตลอดทั้งวันหมดไปกับโลกออนไลน์ราวกับขาดไม่ได้ ซึ่งส่งผล 2 ด้านคือ 1.เวลาในการทบทวนตนเอง (Self-Reflection) หายไป มนุษย์จำเป็นต้องมีเวลาส่วนตัวที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาสมอง กับ 2.ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหายไป มนุษย์ใช้เวลากับมนุษย์ด้วยกันน้อยลง ทั้งที่เป้าหมายแรกของการประดิษฐ์เทคโนโลยีนั้นคือความคาดหวังว่ามนุษย์จะเชื่อมต่อ (Connect) กันมากขึ้น
สำหรับแนวทางปรับพฤติกรรม 1.ความสัมพันธ์ (Relationship) เวลาคุยกับใครสักคนหนึ่งขอให้เก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋า เพราะมีงานวิจัยพบว่า การวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะ มีแนวโน้มว่ามนุษย์จะสนใจคู่สนทนาน้อยลง 2.การทำงาน ซึ่งมีงานวิจัยเช่นกันว่าคนส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการใช้สื่อออนไลน์ ทำให้การทำงานแบบจดจ่อ (Deep Work) ลดลง ดังนั้นขอเวลาครึ่งวันให้เป็นเวลาของการทำงานจริงๆ โดยไม่ต้องใช้สื่อออนไลน์
หรือโดยสรุปก็คือ...นอกจากจะต้องมี Digital Intelligent (ความฉลาดทางดิจิทัล) แล้วยังควรคิดถึง Digital Dependency (การไม่ผูกชีวิตไว้แต่กับดิจิทัล) มนุษย์ควรจะใช้เวลากับเทคโนโลยีน้อยลง แล้วใช้ชีวิตให้มากขึ้น!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี