วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
1.ถ้าไม่มีการประเมินผล เราก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ นี่คือหลักของการบริหารเบื้องต้น ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ยกเลิกการสอบ O-Net ย่อมหมายถึง ศธ. เลือกที่จะยุติการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระวิชา ส่งผลให้ขาดข้อมูลการเรียนรู้ของนักเรียนในการเอาไปเทียบกับมาตรฐานการศึกษาที่ทาง ศธ. กำหนด คำถามคือ นี่เป็นแนวทางการบริหารใช่หรือไม่และอย่างไร
จากข้อมูลผลการสอบ O-Net ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ระหว่างปีการศึกษา 2557-2560 พบว่า ใน 5 กลุ่มสาระวิชาหลัก คือ หนึ่ง ภาษาไทย สอง คณิตศาสตร์ สาม วิทยาศาสตร์ สี่ สังคมศึกษา และห้า ภาษาอังกฤษ ปรากฏค่าเฉลี่ยของคะแนนนักเรียนทั้งประเทศสอบได้ต่ำกว่าร้อยละ 50ในทุกวิชา ตัวอย่างเช่น คณิตศาสตร์ ชั้น ม.3 ในปี 2557 ได้ 29.65% และในปี 2560 ได้ 26.30% ลดลง 3.35% วิชาภาษาไทย ชั้น ม.3 ในปี 2557 ได้ 35.20% และในปี 2560 ได้ 48.29% เพิ่มขึ้น 13.09% ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.3ในปี 2557 ได้ 38.62% และในปี 2560 ได้ 32.28% ลดลง6.34% เป็นต้น
สำหรับคะแนน O-Net ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในช่วงเวลาเดียวกันทั้ง 5 วิชาก็มีระดับคะแนนอยู่ในลักษณะที่ไม่ต่างกัน ซึ่งกล่าวอย่างชัดเจนได้ว่า จากผลคะแนน O-Net ระหว่างปี 2557-2560 นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 สอบตกทั้งประเทศ และเมื่อประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรของกระทรวงตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คุณภาพการเรียนการสอนทั้ง 5 กลุ่มสาระวิชาไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย นี่คือข้อมูลจริงที่น่าตกใจมาก และได้มาจากการประเมินผลทั้งสิ้น
2.จากผลลัพธ์ที่หยิบยกมานำเสนอนั้น สามารถต่อยอดไปถึงคำถามที่ว่า การเรียนการสอนในชั้นเรียนมีคุณภาพหรือไม่ ประสิทธิภาพของคุณครูเป็นอย่างไร และฝ่ายนโยบายควรต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง อีกทั้งการตั้งข้อสังเกตอีกมากมายของเหล่าผู้ปกครอง รวมไปถึงความสงสัยจากประชาชนต่อเหตุผลที่ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนหยุดการพัฒนา หรือพัฒนาน้อยลงเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ทาง ศธ. กำหนด ประเด็นตรงนี้ต่างหากที่ฝ่ายนโยบายควรต้องมาวุ่นวายบริหารจัดการหาคำตอบออกมาให้ได้ และสร้างความพึงพอใจต่อคนที่ห่วงใยและตั้งคำถามตามมา ไม่ว่าจะด้วยแนวทางการพัฒนาแบบใดก็ตาม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เป็นไปเช่นนี้ ฝ่ายนโยบายและผู้บริหาร ศธ. ดันไปให้ความสำคัญในเรื่องของงบประมาณ กระบวนการ และการเป็นภาระ มากกว่าคุณภาพสำหรับการเรียนรู้ของนักเรียน เพราะเหตุผลที่ทาง ศธ. ยกเลิกการสอบ O-Net ได้แก่ หนึ่ง ผลสอบที่ไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์อะไร นอกจาก ม.6 สามารถเอาไปประกอบการเรียนต่อ แต่ก็สามารถสอบตรงได้ สอง ประโยชน์ที่ได้ จึงไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ และสาม ยังเป็นการเพิ่มภาระและความเครียดให้กับนักเรียนมากขึ้น เหตุผลตรงนี้สร้างความประหลาดใจกับผมมาก โดยเฉพาะต่อสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เป็นคนกำหนดมาตรฐานหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งไม่อยากรู้เลยหรืออย่างไรว่า กระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั้นเป็นอย่างไร ทำไมถึงทำให้เกิดผลคะแนนของ O-Net เช่นนี้ได้ เพื่อที่จะมาประเมินมาตรฐานหลักสูตรที่กำหนดเอาไว้ ว่าตั้งค่าสูงเกินไป หรือไม่สอดคล้องกับการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนกันแน่ แต่น่าเสียดายที่ประเด็นคุณค่าและแก่นอันแท้จริงของการสอบ O-Net ไม่ได้รับการนำไปเป็นส่วนประกอบของการตัดสินใจสำหรับระดับนโยบาย และฝ่ายบริหารของ ศธ. ในการยกเลิกการสอบวัดผลที่เกิดขึ้น
3.ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา ผมจึงมีความมั่นใจว่า การสอบO-Net เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพทางการเรียนรู้ของนักเรียน มากกว่าแค่การใช้เพื่อสมัครเรียนต่ออย่างที่ ศธ. นักวิชาการ และนักเรียนส่วนหนึ่งได้ให้น้ำหนักเอาไว้
จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถสร้างการ Formative Assessment ให้กลายเป็นหัวใจหลักในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนจนสำเร็จก่อน แล้วค่อยยกเลิกการประเมินผลด้วยการสอบ O-Net ออกไป เพราะเครื่องมือในการประเมินผลคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนนั้น นักการศึกษาที่มีประสบการณ์จะทราบดีว่า มีด้วยกัน 2 ประเภท คือ1. Summative Assessment หรือการประเมินสรุปผลลัพธ์รวบยอดของการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งเรารู้จักกันทั่วไปว่าเป็น “การสอบ” และ 2. Formative Assessment หรือการประเมินกระบวนการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความชำนาญด้านการสอนของครูที่มีความใส่ใจในคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การให้การบ้านและตรวจการบ้านเป็นประจำทุกวัน ครูก็จะได้เห็นพัฒนาการของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งความรู้ ความคิดและระบบการวิเคราะห์คำตอบต่างๆ ที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นต้น
4.ปัจจุบัน เรามีแค่การสอบ (Summative Assessment)เท่านั้น และผลลัพธ์ที่ตกต่ำของการสอบ O-Net สำหรับนักเรียนไทยก็คือ การขาด Formative Assessment อันจะยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้นเรียนได้ ดังนั้น ถ้าการประเมินผล คือ การหาผลลัพธ์มาทำการปรับปรุง หรือยกระดับให้พัฒนามากขึ้นกว่าเดิม หลักสูตรในการฝึกสอนและสร้างครูก็ควรต้องบรรจุ Formative Assessment เข้าไป รวมไปถึงการเสริมทักษะดังกล่าวให้แก่ครูที่อยู่ในระบบการเรียนการสอนตอนนี้ ให้เต็มศักยภาพสำหรับการสร้างการเรียนรู้ที่เปี่ยมคุณภาพแก่นักเรียนด้วย นี่ต่างหากคือสิ่งที่ ศธ.ควรต้องขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น และทำทันทีไม่มีรีรอ ไม่ใช่การยกเลิกการสอบ O-Net แบบขอไปที เพื่อที่จะหวังประนีประนอมทางการเมือง หรือลดกระแสความด้อยประสิทธิภาพและขาดความเข้าใจทางการศึกษาของระดับนโยบายที่ถูกนำมาพุ่งเป้าโจมตีอยู่บนแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
Teacher Education หรือ “การฝึกหัดครู” เพื่อนำไปสู่ Formative Assessment หรือการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบของนักเรียน ต้องเป็นงานหลักและงานสำคัญของ ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคุณภาพทางการศึกษาในตอนนี้ ไม่ใช่การบริหารการศึกษาแบบขอไปที แล้วยอมเรื่องนั้น รับข้อเสนอเรื่องนี้ เพื่อการทรงตัวอยู่บนเก้าอี้ โดยที่ไม่มีความเข้าใจในระบบบริหารจัดการนโยบายทางการศึกษาอย่างแท้จริง
กนก วงษ์ตระหง่าน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี