วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
533.jpg
บทความพิเศษ : ภาษียาสูบหายปีละหลายหมื่นล้าน ทำไมรัฐยังไม่เร่งแก้ไข

บทความพิเศษ : ภาษียาสูบหายปีละหลายหมื่นล้าน ทำไมรัฐยังไม่เร่งแก้ไข

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันที่รัฐบาลต้องการเงินเพิ่มแทบทุกด้าน ทั้งสาธารณสุข การศึกษา สวัสดิการผู้สูงอายุ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลดภาระการกู้เงิน คำถามสำคัญคือ เหตุใดรัฐไทยจึงยังปล่อยให้รายได้ภาษียาสูบรั่วไหลปีละ 2–3 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ปัญหานี้ถูกพูดถึงมาหลายปี มีการศึกษาซ้ำแล้วซ้ำอีก และโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราก็ใช้มาจะครบ 9 ปีแล้ว

หลังการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตปี 2560 ไทยใช้ระบบภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา โดยบุหรี่ราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาทต่อซอง ถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% ส่วนบุหรี่ที่มีราคาสูงกว่า 72 บาท ถูกเก็บในอัตรา 42% นอกเหนือจากภาษีตามปริมาณอีก 1.25 บาทต่อมวน หรือประมาณ 25 บาทต่อซอง


เจตนาเดิมของระบบนี้อาจฟังดูดี คือ ลดผลกระทบต่อผู้บริโภครายได้น้อย และช่วยพยุงสินค้าราคาต่ำในตลาด แต่เวลาที่ผ่านมาเกือบทศวรรษพิสูจน์แล้วว่า ระบบ 2 อัตราไม่ได้แก้ปัญหา กลับสร้างความบิดเบือนในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจตั้งราคาสินค้าให้อยู่ใต้เพดานภาษี แทนที่จะปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุน ภาษี และความเสี่ยงทางสุขภาพอย่างแท้จริง ที่สำคัญ ระบบนี้ไม่ได้ปกป้องการยาสูบแห่งประเทศไทยและชาวไร่ยาสูบอย่างที่เคยคาดหวังไว้

ในทางปฏิบัติ ตลาดกลับถูกดึงลงไปแข่งขันในระดับราคาต่ำ การยาสูบสูญเสียความสามารถในการบริหารราคา รายได้รัฐลดลง และเมื่อยอดขายของผู้ผลิตในประเทศอ่อนแรงลง ผลกระทบย่อมย้อนกลับไปถึงห่วงโซ่ต้นน้ำ รวมถึงชาวไร่ยาสูบที่พึ่งพาตลาดใบยาในประเทศด้วย

รายงานข่าวและข้อถกเถียงเชิงนโยบายหลายแหล่งระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า ระบบภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราทำให้รายได้ภาษีรัฐหายไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประเมินว่ารายได้ภาษีบุหรี่ลดลงราว 23,000 ล้านบาท จากการใช้ระบบ 2 อัตรา ขณะที่ปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายยิ่งซ้ำเติมการสูญเสียรายได้ของรัฐ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีเกือบ 30,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันให้หารายได้เพิ่มและต้องอธิบายต่อประชาชนว่าทำไมจึงต้องกู้เงินเพิ่ม หรือพิจารณาขึ้นภาษีด้านอื่นที่กระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพง ประเด็นนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเทคนิคเล็กๆ ของกรมสรรพสามิต แต่ควรเป็นหนึ่งในวาระปฏิรูปด้านรายได้ของประเทศ เพราะภาษียาสูบเป็นภาษีบาปที่ควรทำหน้าที่สองด้านพร้อมกัน คือ ลดการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และสร้างรายได้ให้รัฐเพื่อนำไปใช้ประโยชน์สาธารณะ แต่โครงสร้างปัจจุบันกลับทำงานได้ไม่เต็มที่ทั้งสองด้าน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการศึกษาและอภิปรายกันหลายรอบโดยนักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี องค์กรด้านสุขภาพ หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม และกรมสรรพสามิตเองก็เคยมีแนวคิดจะเสนอปรับโครงสร้างไปสู่อัตราเดียวมาแล้ว เพราะเห็นผลตรงกันว่าภาษีอัตราเดียวเป็นระบบที่ดีกว่า เพราะเรียบง่ายกว่า โปร่งใสกว่า ลดแรงจูงใจในการบิดเบือนราคา และทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ได้ตรงไปตรงมา มากกว่าระบบ 2 อัตราที่ใช้ราคาขายปลีกเป็นตัวแบ่งขั้นภาษี

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ยังไม่รู้ว่าควรทำอะไร” แต่คือ “รู้แล้ว ทำไมยังไม่ทำ”

อีกช่องโหว่ที่รัฐต้องกล้าพูดตรงๆ คือภาษียาเส้น หากรัฐมองว่ายาสูบเป็นสินค้าอันตราย ยาเส้นก็เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพเช่นกัน ไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นสินค้าภาษีต่ำจนกลายเป็นทางเลือกทดแทนบุหรี่ซอง เมื่อภาษีบุหรี่สูงแต่ยาเส้นต่ำ ผู้บริโภคบางส่วนไม่ได้เลิกยาสูบ แต่เพียงย้ายไปบริโภคยาสูบราคาถูกกว่า ผลลัพธ์คือรัฐเสียรายได้ และเป้าหมายด้านสาธารณสุขก็ไม่บรรลุ

ดังนั้น การปฏิรูปภาษียาสูบต้องไม่หยุดอยู่แค่การปรับบุหรี่ซองเป็นอัตราเดียว แต่ควรรวมถึงการปรับภาษียาเส้นให้สะท้อนความเสี่ยงทางสุขภาพอย่างเหมาะสม ลดช่องว่างระหว่างผลิตภัณฑ์ยาสูบแต่ละประเภท และป้องกันไม่ให้เกิดการย้ายฐานการบริโภคจากสินค้าหนึ่งไปอีกสินค้าหนึ่งเพียงเพราะโครงสร้างภาษีเปิดช่องไว้

มาตรการที่ควรทำจึงมี 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ 1) ปรับภาษีบุหรี่จากระบบ 2 อัตราไปสู่ระบบอัตราเดียว เพื่อลดความบิดเบือนและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ 2) ปรับภาษียาเส้นให้สอดคล้องกับหลักความเสี่ยงทางสุขภาพ ไม่ปล่อยให้เป็นช่องโหว่ภาษีของระบบยาสูบ และ 3) ปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายแบบต้นน้ำ ทั้งการนำเข้า คลังสินค้า เครือข่ายกระจายสินค้า การขายออนไลน์และระบบขนส่ง ไม่ใช่เน้นจับร้านค้าปลีกปลายทางเป็นครั้งคราว

เกือบ 9 ปีที่ผ่านมาเพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าโครงสร้างเดิมไม่ตอบโจทย์ หากรัฐบาลยังต้องการรายได้เพิ่ม แต่กลับปล่อยให้ภาษียาสูบรั่วไหลปีละ 2–3 หมื่นล้านบาท ก็ยากจะอธิบายได้ว่าการปฏิรูปรายได้รัฐมีความจริงจังเพียงพอ

นายกรัฐมนตรีจึงควรยกระดับเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนทางเศรษฐกิจและการคลังของรัฐบาลโดยตรง ไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงวาระเทคนิคที่ค้างอยู่ในระบบราชการ เพราะนี่คือหนึ่งในมาตรการที่ทำได้เร็ว ใช้งบประมาณต่ำ มีเหตุผลทางเศรษฐกิจชัดเจน และสร้างผลด้านรายได้รัฐได้จริง หลังจากเป็นโจทย์ที่รัฐบาลก่อนทำไม่ทันและปล่อยค้างมาเกือบทศวรรษ การปฏิรูปภาษียาสูบควรถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งใน “Quick Big Win” ของรัฐบาลชุดนี้ : ปรับบุหรี่เป็นอัตราเดียว เก็บยาเส้นให้เหมาะสม และอุดรูรั่วบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top