วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
เป็นข่าวใหญ่ประจำสัปดาห์นี้สำหรับ “เหตุการณ์กองทัพก่อรัฐประหารในเมียนมา” ซึ่งเริ่มมีสัญญาณบางอย่างมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ม.ค. 2564 ก่อนจะมีความชัดเจนในเช้าวันที่ 1 ก.พ. 2564 เมื่อทหารเข้าควบคุมตัว ออง ซาน ซู จี และผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลพรรค NLD พร้อมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี โดยอ้างเหตุว่าการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2563 นั้นพรรค NLD ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายเพราะโกงการเลือกตั้งและรับปากว่าเมื่อครบ 1 ปีแล้วจะจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “เขาว่าทหารพม่าจะยึดอำนาจ” ในวันที่ 1 ก.พ. 2564 วันเดียวกับที่กองทัพเมียนมายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน โดย ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ อาจารย์สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงบทบาทของกองทัพ ที่ก่อนหน้านี้คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะก่อรัฐประหารเพราะมีบทบาททางการเมืองมากอยู่แล้ว
เช่น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ร้อยละ 25 ของสมาชิกรัฐสภาสงวนไว้สำหรับตัวแทนจากกองทัพ หรือให้อำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ เป็นต้น อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังระบุไว้ว่า “เมียนมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบมีระเบียบวินัย” ซึ่งรัฐประหารครั้งนี้เป็นการอธิบายความหมายของถ้อยคำดังกล่าว และกองทัพอาจไม่ได้คิดว่าเข้ามาแทรกแซงการเมืองหรือทำลายประชาธิปไตย แต่คิดว่ากำลังทำหน้าที่บางอย่างตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอยู่
อย่างไรก็ตาม กองทัพยังมีกลไกอื่นๆ ในทางการเมืองนอกเหนือจากการรัฐประหาร เช่น “พรรค USDP” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่กองทัพสนับสนุน และผู้ก่อตั้งจำนวนมากก็เป็นอดีตนายทหารระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการ “จัดตั้งมวลชนที่สนับสนุนกองทัพ” ซึ่งมีบทบาทมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ประท้วงผลการเลือกตั้ง สนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพต่อชาวโรฮีนจาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
แต่ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 พรรค USDP ได้ที่นั่งในสภาลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2558 จนกระทบต่อประสิทธิภาพของบทบาทการเมืองในสภาของพรรค USDP ขณะเดียวกันบทบาทของมวลชนที่สนับสนุนกองทัพในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็ไม่ปรากฏมากนักเมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน กองทัพจึงอาจเห็นว่าต้องใช้การรัฐประหารในฐานะไพ่ใบสุดท้าย
ขณะที่ฝั่งของ พรรค NLD นั้นทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ เช่น การกำหนดให้เรื่องความมั่นคงเป็นอำนาจของกองทัพ ดังนั้นแม้จะชนะการเลือกตั้ง
ได้เสียงในสภามากพอจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว มีอำนาจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและสังคมได้เต็มที่ แต่ก็ต้องไม่ล้ำเส้นเรื่องความมั่นคง ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลพรรค NLD ได้ทำในสิ่งที่กองทัพอาจมองว่ารัฐบาลพลเรือนล้ำเส้นและควบคุมไม่ได้จนนำมาสู่การก่อรัฐประหาร
เช่น “การตั้งตำแหน่งที่ปรึกษาประธานาธิบดีให้กับออง ซาน ซู จี” ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีการวางกลไกสกัดกั้นไม่ให้มีบทบาททางการเมือง, “การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดบทบาทกองทัพ”แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียงนโยบายเรียกคะแนนเสียงมากกว่าจะลงมือทำจริงจังเพราะทำได้ยาก แต่สำหรับกองทัพแล้วย่อมไม่สบายใจ, “ความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ” เมียนมาเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ ซึ่งกองทัพเมียนมามองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความเป็นเอกภาพภายในชาติ นโยบายต่อกลุ่มชาติพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่กองทัพผูกขาดมาตลอด
กระทั่งในปี 2558 เมื่อพรรค NLD ขึ้นมามีอำนาจเป็นรัฐบาลก็ได้เข้าไปก้าวก่ายและพยายามมีบทบาทนำแทน เช่น การจัดประชุมปางโหลงในศตวรรษที่ 21 หรือในขณะที่กองทัพต้องการให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ลงนามในสัญญาหยุดยิงแล้วตั้งพรรคการเมืองไปหาทางออกในสภา พรรค NLD กลับพูดถึงการกระจายอำนาจให้กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากในเมียนมา โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรค NLD เป็นฝ่ายชนะ สิ่งแรกที่ทำคือการไปพบผู้นำพรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อหารือเรื่องการกระจายอำนาจ
ถึงกระนั้น “รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเมียนมาก็มีส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มชาติพันธุ์ นั่นคือการเปิดช่องให้ตั้งพรรคการเมืองมาแข่งขันในสนามเลือกตั้ง” จากเดิมที่การต่อรองทำได้เพียงการใช้กำลังก่อเหตุรุนแรงเท่านั้น โดยเมียนมามีทั้งการเลือกตั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น และการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พบว่าพรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวมอญชาวคะยา เริ่มมีบทบาทในการเมืองระดับท้องถิ่นเพิ่มขึ้น
รวมถึงมีการใช้อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์เพื่อคัดค้านโครงการที่รัฐบาลกลางซึ่งก็คือพรรค NLD ผลักดัน เช่น การก่อสร้างสะพานในรัฐมอญโดยรัฐบาลกลางจะตั้งชื่อสะพานเป็นชื่อนายพลออง ซาน บิดาของออง ซาน ซู จี ก็มีชาวมอญออกมาคัดค้านการตั้งชื่อดังกล่าว จนดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น ถึงกระนั้น การเคลื่อนไหวของกลุ่มชาติพันธุ์คงต้องสะดุดหยุดลงเมื่อกองทัพเข้าควบคุมอำนาจแทนที่รัฐบาลพลเรือน
ศิรดา เขมานิฏฐาไท นักศึกษาปริญญาเอก Department of Politics and International Studies, SOAS กล่าวว่า กองทัพใช้ช่องตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดระยะเวลาในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ อีกทั้งในแถลงการณ์ของกองทัพยังเน้นย้ำบทบาทของกองทัพในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน หรือมีความหมายว่า “เมียนมามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะกองทัพ” สะท้อนเจตนารมณ์ว่าระบอบเผด็จการในอดีตได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบผสมในปัจจุบัน บนความคาดหวังว่าจะรักษาเสถียรภาพและสืบทอดอำนาจต่อไปได้
โดยปัจจัยที่ทำให้ระบอบเผด็จการในเมียนมาต้องปรับตัวคือแรงกดดันจากนานาชาติที่คว่ำบาตรเมียนมา แต่การปรับตัวก็ไม่ได้เชื่อมั่นถึงขนาดยกอำนาจทั้งหมดให้รัฐบาลพลเรือน อีกทั้งยังต้องการรักษาผลประโยชน์ที่เคยได้รับไม่ว่าในเชิงการเมืองหรือเศรษฐกิจ กองทัพจึงไม่ออกไปจากระบบการเมือง ส่วนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อพรรค NLD ชนะการเลือกตั้งในปี 2563 อย่างถล่มทลาย จึงกลายเป็นความกังวลใจอย่างมากของกองทัพ และเป็นคำถามว่า เพราะเรื่องนี้ใช่หรือไม่? ที่ทำให้กองทัพต้องออกมาทำอะไรบางอย่างเพื่อหยุดยั้งพรรค NLD ไว้ให้ได้
อัจฉรียา สายศิลป์ อาจารย์สำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงผลกระทบของการรัฐประหารต่อการทำธุรกิจหรือการลงทุนในเมียนมาของชาวต่างชาติ มองว่า หากไม่นับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ประเทศที่ทำธุรกิจกับเมียนมาอยู่แล้วก็น่าจะยังคงหาช่องทางทำธุรกิจได้ต่อไป เช่น จีน สิงคโปร์ ที่ลงทุนในเมียนมาตั้งแต่ก่อนยุคประชาธิปไตย จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงไทยและอีกหลายชาติในอาเซียน จะไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ
สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป..การรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้จะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นกับไทยบ้างหรือไม่?
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี