วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
1.การระบาดโควิด-19 ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัดสินใจเลื่อนการเปิดเทอมออกไป เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2564 แต่เมื่อประเมินจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะจำนวนคนติดเชื้อที่ยังไม่ลดลง และอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้สังคมเกิดคำถามขึ้นมาว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเลื่อนการเปิดเทอมออกไปอีกหรือไม่ซึ่งล่าสุดก็ได้เลื่อนไปเป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นที่เรียบร้อย แต่สำหรับผมแล้ว ประเด็นที่สำคัญไปกว่าการเลื่อนหรือไม่เลื่อนเปิดเทอมก็คือ ทาง ศธ. จะบริหารจัดการผลกระทบจากปัญหาโควิด-19ที่ส่งผลต่อนักเรียนได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ และต้องทำทันที ไม่มีเลื่อน
ประเด็นแรก และสำคัญที่สุด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะข้าราชการประจำระดับสูงจำเป็นต้องตระหนักให้ได้ก่อน ว่าสถานการณ์ปัจจุบัน คือ สถานการณ์วิกฤติ ดังนั้น ท่านต้องแยกให้ออกว่างานใดเป็นงานประจำ ที่ต้องทำตามปกติ และงานอะไรเป็นงานยุทธศาสตร์ ที่ต้องรีบไปจัดการกับสถานการณ์วิกฤตินั้น เพราะทุกวันนี้ข้าราชการประจำในกระทรวง ยังคงทำงานประจำปกติส่งให้รัฐมนตรีตัดสินใจ เช่น การจัดการศึกษารูปแบบใหม่ตาม พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ที่ให้จังหวัดเป็นฐานการกระจายอำนาจ และให้อิสระแก่โรงเรียนนำร่องในการทำงาน เป็นต้น
แม้งานในเชิงปรับระบบบริหาร และจัดโครงสร้างของการจัดการศึกษาเช่นนี้ จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องใช้เวลานาน และระบบราชการปกติน่าจะปฏิบัติได้ตามขั้นตอนอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า ใครมาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำเช่นนี้ นี่คืองานประจำไม่ใช่งานในสถานการณ์วิกฤต

2.ในเวลาเดียวกัน ข้าราชการประจำก็นำเสนอการจัดการวิกฤติในช่วง 11 วันที่เลื่อนเปิดเทอม (วันที่ 1มิถุนายน 2564) ด้วยการจัดมหกรรมติวครูด้วยวิทยากรหลากหลาย โดยเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญด้านการติวในโรงเรียนกวดวิชา หรือหลักสูตรอบรมครูทั่วไป ทำให้เกิดคำถามว่า การจัดอบรมครูเช่นนี้ จะสามารถช่วยให้ครูจัดการสอนสู่การเรียนรู้ให้นักเรียนได้มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร ในวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันเปิดเทอม หรือถ้าถามให้ชัดเจนก็คือ นักเรียนจะได้รับประโยชน์อะไรจากมหกรรมการฝึกอบรมครั้งนี้
นี่คือ “ปัญหาเชิงระบบคิด” ซึ่งข้าราชการประจำระดับนโยบายของกระทรวง จะให้ความสำคัญกับแนวคิด และนโยบายที่ฟังดูดี และทันสมัยแต่แนวคิดและนโยบายนั้น จะไปถึงตัวนักเรียนและเกิดประโยชน์กับตัวนักเรียนอย่างไร ไม่ได้อยู่ในกระบวนการคิด และตัดสินใจของข้าราชการประจำระดับนโยบายเหล่านั้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ “กับดัก” ในกระทรวงศึกษาธิการ ที่ฝ่ายการเมืองมักตามไม่ทัน และเป็นประเด็นที่ผมพยายามสื่อสารกับระดับนโยบายของ ศธ. อยู่เสมอ
3.ในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 นี้ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องพิจารณามี 3 เรื่องด้วยกัน คือ
1.การจัดลำดับความสำคัญของงาน ให้เน้นที่งานที่ส่งผลประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรงก่อน ตั้งแต่อาหารกลางวัน การเรียนการสอนที่ผสมออนไลน์/ในชั้นเรียน ซึ่งผสมตามสภาพบริบทที่ตั้งของโรงเรียน และบ้านนักเรียน ไปจนถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสของนักเรียน
2.การโฟกัสกับงานสำคัญ ที่ต้องทำด้วยการทุ่มเทบุคลากรครู และทรัพยากรในโรงเรียน เพื่อการทำงานนั้นให้สำเร็จ ส่วนงานประจำอื่นๆ ก็ทำตามระบบ และงานอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับนักเรียนก็ให้ชะลอออกไปก่อน มุ่งทำงานตามประเด็นยุทธศาสตร์ให้สำเร็จเป็นเป้าหมายแรก
3.ความเร็ว ในการสนับสนุนทรัพยากรและการบริหาร เพื่อให้โรงเรียนและครูสามารถทำงานตามประเด็นยุทธศาสตร์ได้ในทันที ดังนั้น กฎระเบียบที่ไม่จำเป็น งานเอกสารที่ไม่สำคัญ ควรต้องยกเว้น หรือชะลอออกไป หมายความว่า ข้าราชการประจำในส่วนกลาง ต้องสนับสนุนทุกวิถีทางให้โรงเรียน และครู สามารถจัดการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้ของนักเรียนได้สำเร็จโดยเร็วที่สุด
4.กระทรวงศึกษาธิการต้องตระหนักว่าในขณะนี้นักเรียนกำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤติทางการเรียนรู้ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้นการบริหารกระทรวงต้องบริหารด้วยแนวทางการจัดการกับวิกฤติ (Crisis Management) นั่นคือ การจัดลำดับความสำคัญ การโฟกัสกับงานสำคัญ และความเร็ว (Priority Focus Speed)
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ผมอยากเสนอให้รัฐมนตรี และข้าราชการประจำทุกระดับ ยึดหลักการบริหารจัดการวิกฤติ 3 ข้อนี้ร่วมกัน เมื่อทั้งสามเรื่องนี้ตรงกัน และทุกคนทำหน้าที่ร่วมกันเช่นนี้นักเรียนทุกพื้นที่ของประเทศจะได้รับประโยชน์จากการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มประสิทธิภาพ และทันที เพราะนี่เป็นเรื่องฉุกเฉิน การบริหารจัดการจึงต้องมากเกินกว่าสถานการณ์ทั่วไป จึงขอฝากไว้ด้วยความหวังดี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี