วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
“ข้อจำกัดไม่มีอะไรมาก เรือนนอนของเรามีไม่เพียงพอต่อมาตรฐานสากล ที่นอนได้ 2-2.5 ตารางเมตรต่อคน แต่ปัจจุบันเรานอน 1.2 แล้วอยู่ในห้องขังเราพยายามให้ผู้ต้องขังสวมแมสทุกคน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องทานข้าว อาบน้ำ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก แต่เราก็ได้รับความกรุณาจากศาลยุติธรรมที่ให้ความอนุเคราะห์ในการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราว อันนี้ก็จะลดภาระแบ่งเบาผู้ต้องขังในระหว่างการพิจารณาคดีไปได้บางส่วน”
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อายุตม์ สินธพพันธุ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2564 ภายหลังการประชุมร่วมระหว่างกรมราชทัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประเด็นแนวทางรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำ ซึ่งแม้ทางกรมจะมีความตั้งใจในการควบคุมสถานการณ์โรคระบาด แต่จำนวนผู้ต้องขังที่มากกว่าความจุของเรือนจำนั้นคือข้อจำกัดสำคัญ
ปัญหา “นักโทษล้นคุก” ในประเทศไทยนั้นถูกพูดถึงมานาน โดยล่าสุดในงานเสวนาห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์ “โควิด-19 : ถอดบทเรียน ร่วมหาทางแก้เพื่อหยุดการระบาดของคลัสเตอร์เรือนจำ” เมื่อเร็วๆ นี้ นายกสมาคมนักวิจัยประชากรและสังคม รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุลกล่าวว่า สภาพที่แออัดของเรือนจำเป็นความเสี่ยงต่อโรคมาตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว เช่น โรคผิวหนัง
โดยผู้ต้องขังต้องใช้ชีวิตในเรือนนอน 14 ชั่วโมงซึ่งในเรือนนอนนั้นแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งมีความจุเกินกว่าที่ควรจะจุประมาณ 2-3 เท่า ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าเรือนนอนแออัดอย่างมาก การต้องไปอยู่ในห้องเล็กๆ 14 ชั่วโมง การระบายอากาศก็ไม่ดี เปิดไฟตลอดทั้งวัน หากลุกไปเข้าห้องน้ำกลับมาก็แทบหาที่นอนไม่ได้ ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ สูดอากาศหายใจร่วมกัน 14 ชั่วโมง จึงไม่มีทางเลือก เท่ากับว่ามาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถทำได้ในเรือนจำ
รศ.ดร.กฤตยากล่าวต่อไปว่า เรือนจำมีปัญหามาอย่างยาวนาน แต่ไม่ได้โทษกรมราชทัณฑ์ เพราะเป็นเพียงปลายน้ำ ซึ่งประเทศไทยเคยมีช่วงที่มีผู้ต้องขังไม่ถึงหนึ่งแสนคน คือ เมื่อปี 2535 หลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เรือนจำแออัดยังเป็นปัญหาในระดับโลก ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนของนักโทษเทียบกับประชากรเป็นอันดับ 6 ของโลก เนื่องจากคดียาเสพติดทั้งคดีเล็กน้อยล้วนเข้าเรือนจำทั้งหมด โดยคนเหล่านี้ส่วนมากเป็นคนจนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ในการประกันตัวหรือจ้างทนาย แต่เมื่อนำผู้ต้องคดียาเสพติดเข้าเรือนจำเยอะๆ จำนวนคนจึงพุ่งทะลุดังกล่าว
ขณะที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยอยู่ในเรือนจำก่อนศาลให้ประกันตัว แกนนำกลุ่มการ์ดวีโว่ โตโต้-ปิยรัฐ จงเทพ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่สามารถโทษกรมราชทัณฑ์ได้ทั้งหมดเนื่องจากเรือนจำได้งบประมาณจากกระทรวงยุติธรรมน้อยมากอีกทั้งเรือนจำยังเป็นหน่วยงานปลายน้ำ ไม่ว่าผู้ต้องขังจะมาจากไหนในสภาพใด กรมราชทัณฑ์ทำได้เพียงรับไว้เท่านั้น จึงอยากให้ตั้งข้อสังเกตไปยังหน่วยงานต้นน้ำเสียก่อน
ข้อจำกัดในการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในประเทศไทย เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายรณรงค์นโยบาย องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ภัทรานิษฐ์ เยาดำ กล่าวว่าทั่วโลกต่างประสบปัญหานี้เช่นกัน หลายประเทศผู้ต้องขังมีปัญหาเดิมคือข้อจำกัดเชิงพื้นที่ทำให้รักษาระยะห่างไม่ได้ ไม่ว่าเรือนจำจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ตาม ปัญหาการขาดการดูแลทางโภชณาการทำให้ร่างกายอ่อนแอ เสี่ยงต่อการติดโรคโดยง่าย ซึ่งรวมถึงโรคอื่นๆ นอกเหนือจากโควิด-19 อีกด้วย
ด้านที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หรรษา บุญรัตน์ เปิดเผยว่า จากที่ กสม. ได้พูดคุยกับกรมราชทัณฑ์ ทราบว่าทางกรมมีมาตรการต่างๆ เช่น ตรวจคัดกรองผู้เข้าต้องขังหน้าใหม่ และกักบริเวณ 21 วันและมีการตรวจเชิงรุก 100 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ที่ติดเชื้อจะถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลด้านนอกเพื่อให้การรักษา และมุ่งมั่นรักษาปอดเป็นสำคัญ
รวมถึงให้สมุนไพรไทย เช่น ฟ้าทลายโจรในการรักษาผู้ป่วย ขณะเดียวกัน ยังมีการตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นด้วย ทั้งยังติดต่อขอวัคซีนให้ผู้ต้องขัง และเท่าที่พูดคุยนั้นทางสาธารณสุขก็จะมอบวัคซีนให้อย่างทั่วถึง โดยจะให้มาเป็นลอตๆ เนื่องจากปริมาณวัคซีนไม่เพียงพออยู่แล้ว จากนั้นทางกรมราชทัณฑ์จะกระจายไปยังเรือนจำที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และเร่งฉีดให้ผู้ต้องขังสูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยง
หรรษา กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากผ้า และเจลแอลกอฮอล์ก็มีเพียงพอ แต่ในเรือนจำมีสภาพแออัดมากทำให้ไม่สะดวกในการเว้นระยะห่าง หรือพบความยากลำบากในการสวมใส่หน้ากากตลอดเวลา ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์นั้นก็ขาดแคลนอย่างมาก ลำพังไม่มีโรคระบาดนั้นการจะเข้าถึงบริการสุขภาพก็ยากลำบากอยู่แล้ว โดยกรมราชทัณฑ์ได้ขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังทหารทั้งสามเหล่าทัพ
“เรือนจำพยายามลดความแออัดของผู้ต้องขังให้มากขึ้นซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 2563 ที่มีการระบาดมาก่อนแล้ว เช่น มีการอภัยโทษ ซึ่งลดผู้ต้องขังไปได้หลายหมื่น แต่ในระยะยาวนั้นคือต้องแก้กฎหมายยาเสพติดเพราะผู้ต้องขังจำนวนมากต้องโทษจากคดียาเสพติด เช่น มีครอบครองจำนวนเล็กน้อยเพื่อลดจำนวนผู้ต้องขังที่จะเข้าไปอยู่ในเรือนจำนั้นเป็นผู้กระทำผิดอย่างร้ายแรงจริงๆ” ที่ปรึกษา กสม. กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี