วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
เป็นเหตุภัยพิบัติสะเทือนขวัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณี “ระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมคอล จำกัด ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ” ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 5 ก.ค.2564 และต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืนกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าอากาศบริเวณใกล้โรงงานปลอดภัยเพียงพอเนื่องจากสารเคมีอันตราย จึงอนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าที่อยู่อาศัย
ซึ่งหลังเกิดเหตุ หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมากคือ “จะทำอย่างไรกับโรงงานเสี่ยงอันตรายที่สร้างมาก่อนชุมชน” ดังกรณีของหมิงตี้ฯ ที่อยู่มาก่อนการจัดผังเมือง โดยเมื่อค่ำวันที่ 6 ก.ค. 2564 มีงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “มุมมองทางผังเมืองกรณีระเบิดโรงงานกิ่งแก้ว เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” จัดโดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ภาควิชาผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา นายกสมาคมนักผังเมืองไทยกล่าวว่า โรงงานหมิงตี้ฯ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2532 ขณะนั้นพื้นที่รอบๆ ที่ตั้งโรงงานยังเป็นท้องทุ่ง ตามปกติของโรงงานที่เก็บสารเคมีอันตรายที่มักเลือกทำเลห่างไกลชุมชน ต่อมาในปี 2537 ผังเมืองรวมของ จ.สมุทรปราการ กำหนดให้ฝั่งซ้ายของ ถ.กิ่งแก้ว เป็นสีม่วง และในแผนนี้ยังเพิ่ม สนามบินสุวรรณภูมิ เข้ามาด้วย จากนั้นในปี 2544 ผังเมืองเปลี่ยนอีกครั้งเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมการบิน แต่ปัญหาคือ โรงงานไม่ได้ถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขสภาพให้เหมาะสมกับความเป็นเมืองที่เพิ่มขึ้นด้วย
เพราะแม้โรงงานจะตั้งมาก่อนมีกฎหมายบังคับใช้ แต่คณะกรรมการผังเมืองสามารถสั่งระงับการประกอบกิจการ หรือให้แก้ไขปรับปรุงได้เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม อย่างไรก็ตาม “การสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขตลอดจนระงับการประกอบกิจการ ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนด้วยเพราะโรงงานจึงไม่ได้ทำผิดอะไร” คำถามคือ “จะหา
งบประมาณที่ไหนมาใช้” ในการเยียวยาตามสิทธิของโรงงาน
“หลักการทางผังเมืองคือสมดุลและเป็นธรรม ดังนั้นคนที่ได้ประโยชน์ก็ต้องจ่ายกลับให้คนเสียประโยชน์อันเกิดจากการได้ประโยชน์ของคุณ ตามหลักการที่เดิมๆ เคยเป็นทุ่งเป็นนาแล้วได้สิทธิในการพัฒนาเพิ่มจนโรงงานนี้อยู่ไม่ได้ ที่ตอนต้นเขาอยู่มาอย่างถูกต้อง ต้องจ่ายคืนเขา ต้องหาวิธีมาจ่ายคืนเขา จะจ่ายเต็ม จ่ายบางส่วน รัฐช่วย Support (สนับสนุน) บอกว่าค้ำประกันที่ดิน ไม่เก็บภาษีที่ดิน ให้ BOI (สิทธิส่งเสริมการลงทุน) กับที่ใหม่และอื่นๆ แต่ก็ต้องมีกลไกในการจ่าย แต่เราไม่เคยมีกลไกนี้” รศ.ดร.พนิต กล่าว
รศ.ดร.พนิต กล่าวต่อไปว่า “แต่การจะไปเก็บเงินจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาที่ดินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก รัฐบาลใดที่คิดทำแบบนั้นให้เป็นไปตามหลักกฎหมายคงไม่พ้นโดนประชาชนด่า แม้ว่าเงินนั้นจะไม่ได้เข้ารัฐ แต่นำไปให้ผู้ประกอบการใช้เป็นทุนปรับปรุงโรงงานให้ปลอดภัยกับชุมชนหรือย้ายโรงงานออกไปที่อื่นก็ตาม” จึงให้บทสรุปว่า ประเทศไทยเป็นแบบนี้เพราะประชาชนเป็นแบบนี้เอง
ด้าน พรสรร วิเชียรประดิษฐ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทีประเทศ “ญี่ปุ่น” เหตุการณ์ผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษลงสู่พื้นที่สาธารณะ จนประชาชนจำนวนมากล้มป่วยด้วยโรค “มินามาตะ” ที่มีการฟ้องคดีกันหลายสิบปี จึงนำไปสู่จุดเปลี่ยนด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “การย้ายโรงงานเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม” จนโรงงานที่ตั้งโดดๆ (Stand Alone) เหลือไม่มากนัก
รวมถึงการกำหนดผังเมืองบางจุดเป็นพื้นที่กึ่งอุตสาหกรรม โดยจำกัดประเภทของโรงงานที่อนุญาตให้ประกอบกิจการ และประชาชนที่เลือกอยู่ในพื้นที่นี้ก็จะคาดหวังกับคุณภาพชีวิตไม่สูงนักหากเทียบกับพื้นที่อื่นๆ และราคาที่ดินก็จะไม่สูงมาก “แต่รัฐเองก็ต้องลงทุนด้วย” เช่น ถมทะเลสร้างนิคมอุตสาหกรรม แล้วนำที่ดินกลับมาขายหรือแลกกับที่ดินเดิมของโรงงาน
“ที่โยโกฮามา ที่มินาโตะมิไรที่ผู้คนชอบไปเที่ยว มันเป็นโรงต่อเรือเก่า โรงซ่อมเรือใหญ่มาก ปรากฏว่าถึงวันหนึ่งอุตสาหกรรมมันไม่เหมาะที่จะอยู่ในเมือง แล้ว
จุดนั้นกลายเป็นจุดคั่นระหว่างเนื้อเมือง 2 ส่วน ศูนย์กลางเมือง 2 ส่วนซึ่งมันห่างกันอยู่ รัฐก็ทำโครงการย้ายพื้นที่อุตสาหกรรมลงไป ถมทะเลทำนิคมให้ใหม่แล้วขอแลกที่กับนิคมเดิม คือต้องให้อะไรเขาบ้างในการที่จะเข้าไปขอแลกแล้วก็เอาที่ตรงนี้ที่แลกเอากลับมาฟื้นฟูเมือง ทำให้เกิดพื้นที่เมืองสำหรับประชาชนต่อไป
อันนี้เป็นกลไกที่มันคงใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะเป็นสภาพที่เราอยู่ตอนนี้ คือตราบใดที่เขาไม่ไปเขาก็จะอยู่ตรงนั้น แต่รัฐต้องดำเนินการในเชิงรุกในการหาที่หาทางให้ หรือว่ามีข้อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความเป็นไปได้ทางการเงินมันเป็นไปได้ แล้วเขาพร้อมใจที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่มีการจัดการ” พรสรร ยกตัวอย่าง
อีกด้านหนึ่ง ช่วงเย็นของวันที่ 7 ก.ค. 2564 ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ภายหลังคณะทำงานของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงผู้อพยพจากเหตุระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ฯ ว่า หลังจากนี้คงจะต้องมีการหารือในระดับนโยบาย ว่าโรงงานลักษณะนี้ที่ตั้งมาก่อนมีกฎหมายบังคับใช้จะต้องทำอย่างไร ควรย้ายออกหรือไม่
หรือหากไม่สามารถย้ายได้ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงเปิดเผยการใช้สารเคมีในโรงงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมรับรู้ ดังที่เห็นจากโรงงานที่ติดตั้งระบบตรวจวัดและแสดงผลปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ให้ผู้ที่ผ่านไป-มาได้เห็น ซึ่งเป็นนโยบายของกรมควบคุมมลพิษ ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอว่าควรมีมาตรการจูงใจให้โรงงานที่เสี่ยงอันตรายย้ายออกจากชุมชนไปเข้าอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด ยอมรับว่าทำจริงได้ยาก
“ย้ายโรงงานนี่ลำบากรัฐบาลหาเงินชดเชย และตัวผู้ประกอบการเขาอาจจะเห็นว่าเหมาะแล้ว คือที่ตรงนั้นโลจิสติกส์มันดี เขาอาจจะไม่พึงพอใจที่จะย้ายเข้าไปอยู่อีกที่หนึ่ง นึกออกไหม? เวลาตั้งโรงงานมันดูโลจิสติกส์ด้วยนะไม่ใช่นึกจะตั้งก็ตั้ง ดูเส้นทางการขนส่งด้วย ของเราก็จะมองทั้ง 2 ด้าน” ศยามล กล่าว
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศไม่อนุญาตให้หมิงตี้ฯ ประกอบกิจการในพื้นที่เดิม โดยต้องย้ายเข้านิคมอุตสาหกรรมและให้ยื่นขอสิทธิประโยชน์กับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงให้ตรวจสอบโรงงานลักษณะเดียวกันอีก 446 แห่งประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและกำกับดูแลให้เข้มข้นขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก
และให้มั่นใจว่าสถานประกอบการสามารถระงับเหตุได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี