สกู๊ปแนวหน้า : ‘อากาศสะอาด’  สิทธิในคุณภาพชีวิต

สกู๊ปแนวหน้า : ‘อากาศสะอาด’ สิทธิในคุณภาพชีวิต

วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

“ขาดอาหารอาจอยู่ได้หลายวัน ขาดน้ำอาจอยู่ได้เป็นวันแต่ขาดอากาศอาจตายได้ไม่กี่นาที” คำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “อากาศ” ในฐานะปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตซึ่งมาก่อนปัจจัย 4 เสียด้วยซ้ำไป“อากาศจึงเกี่ยวพันกับสิทธิในการมีชีวิต” ทำให้มีความพยายามเรียกร้อง “อากาศสะอาด” ถึงขั้นต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ เช่น “PM2.5” ฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ มีเวทีเสวนาทางวิชาการออนไลน์ ในหัวข้อ “PM2.5 กับร่างกฎหมายอากาศสะอาดในบริบทของประเทศไทย” มีวิทยากรหลายท่านร่วมให้มุมมอง อาทิ ผศ.ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวว่า กรณีฝุ่น PM2.5 ต้องแยกปัญหาเป็นหลายระยะ เช่น 1.ก่อนเกิดปัญหา กฎหมายต้องเข้ามามีบทบาทในการป้องกันไม่ให้เกิดฝุ่น 2.ระหว่างเกิดปัญหาเป็นช่วงเวลาที่ป้องกันไม่ได้ จะมีมาตรการแก้ปัญหาอย่างไร และ 3.หลังเกิดปัญหา ภาครัฐควรจะเยียวยาอย่างไรเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น


“เรื่องของการเยียวยานั้น ผู้ที่อาศัยแถวบริเวณโรงงานที่เกิดเหตุ สามารถฟ้องร้องทางแพ่งกับเจ้าของโรงงานได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐในฐานะที่กำกับดูแลถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าภาครัฐประมาทในการบริหารจัดการ จะเป็นอีกช่องทางที่ประชาชนอาจจะฟ้องภาครัฐได้เนื่องจากภาครัฐมีหน้าที่รักษาชีวิต ความปลอดภัย และทรัพย์สินของประชาชน

แต่มีความยุ่งยากในการพิสูจน์ว่าได้รับความเสียหายจากการปล่อยฝุ่น PM2.5 อย่างไร เนื่องจากประชาชนไม่ได้มีความรู้ในการพิสูจน์ นอกจากนี้ผลกระทบต่อสุขภาพอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่อาจจะเกิดขึ้นภายหลัง 10 ปี จึงทำให้เป็นความยุ่งยากในการพิสูจน์ความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พูดถึงผลกระทบจาก PM2.5 ที่สามารถใช้ปกป้องสิทธิ์และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้” ผศ.ดร.กฤษฎากร กล่าว

เรื่องล่าในระดับพื้นที่ “ภาคเหนือ” ซึ่งเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 มานาน วิทยา ครองทรัพย์ ผู้ประสานงานสภาลมหายใจภาคเหนือ ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ 1.รัฐไม่จริงจังกับดัชนีการชี้วัดคุณภาพอากาศ เพราะเครื่องวัดอากาศของภาคเหนือมีเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้น 2.ความล้มเหลวในการจัดการไฟในเขตป่าซึ่งอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ เมื่อป่าอุทยานเกิดไฟไหม้
จะแก้ไขปัญหาอย่างไร

3.การบริหารจัดการพื้นที่เกษตร ยังไม่มีเป้าหมายสู่ความยั่งยืน 4.การกระจายอำนาจร่วมจัดการไฟให้กับชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันยังไม่ครบถ้วนในการถ่ายโอนอำนาจ 5.เร่งรัดนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในทุกจังหวัดอย่างเท่าเทียม 6.เร่งกระบวนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนเชิงรุก 7.ส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และ 8.สุขภาพของประชาชนต้องมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีมาตรการในการปกป้องประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่ บัณรส บัวคลี่ สมาชิกสภาลมหายใจเชียงใหม่ เทียบเหตุโรงงานสารเคมีระเบิดที่ย่านกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ กับฝุ่น PM2.5 ว่า กฎหมายที่น่าสับสนของไทยก่อให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งทำให้การจัดการปัญหามีความยากขึ้น เนื่องจากมีหลายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผังเมือง พ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ร.บ.อุบัติภัย พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย เป็นต้น จึงทำให้รัฐกับรัฐมีปัญหากันเอง ซึ่งไม่ได้นึกถึงสิทธิของประชาชนที่ได้รับอากาศสะอาดเป็นอันดับแรก

“ที่กิ่งแก้วมีการร้องเรียนเรื่องปัญหากลิ่นเหม็นมา 2 ปี แต่ไม่คืบหน้า เนื่องจากหน่วยงานที่เข้าไปจัดการนั้นเอื้อต่อโรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับฝุ่นละออง PM2.5 เพราะว่ามลพิษฝุ่นควันไฟในไทยต้นตอของปัญหาเกิดขึ้นจากการเกษตร โดยเฉพาะไร่อ้อย ซึ่งจะมีแต่ละหน่วยงานเป็นเจ้าภาพดูแล แต่ไปส่งเสริมให้เผาพืชเกษตร จึงทำให้ปัญหาควันไฟในพื้นที่ภาคเหนือเกิดขึ้นทุกปี” บัณรส ระบุ

บัณรส ยังกล่าวอีกว่า สำหรับภาคเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นระบบนิเวศป่า ซึ่งสัดส่วนป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ร้อยละ 65 ของประเทศ ซึ่งพื้นที่แม่ฮ่องสอนมีพื้นที่มากถึง ร้อยละ 84 แต่มีประชากรถึง ร้อยละ 86 ที่อาศัยอยู่ในป่า ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ป่า ร้อยละ 79รวมทั้งจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก แต่ก็มีสถิติการเกิดไฟสูงเช่นเดียวกัน สำหรับการจัดการไฟในป่าก็พบว่าอยู่ในเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ด้วย

แม้หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาควิชาการมาช่วยกันกระตุ้นแต่ยังไม่กระเทือนถึงรัฐบาลที่จะใส่ใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จึงจำเป็นต้องให้สิทธิอากาศสะอาดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งอยู่ในกฎหมายใดก็ได้และหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาต้องมีความชัดเจน นอกจากนี้จำเป็นต้องใช้กฎหมายในการจัดการปัญหา แต่ปัญหาคือพื้นที่ต่างจังหวัดถูกดึงอำนาจให้อยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่สามารถใช้กฎหมายได้อย่างท่วงที

ด้าน ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ โฆษกศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กล่าวว่า จากเหตุไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้ว สื่อและนักวิชาการมักจะมุ่งเน้นเรื่องสารเคมีที่เป็นสารตั้งต้นที่ออกมาจาก
โรงงาน แต่ความเป็นจริงนอกจากสารเคมีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีสารเคมีที่ใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกและโฟมอีกด้วยซึ่งจากการระเบิดทำให้มี “ปฏิกิริยาทุติยภูมิ” หรือมีสารพิษตัวใหม่เกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยาด้วย เช่น สาร PAH และสารจำพวกโลหะหนัก ได้แก่ สารหนู สารปรอท เป็นต้น

“ความซับซ้อนที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทางภาครัฐมีการออกประกาศให้มีการอพยพ แต่ไม่ทราบว่าจะกลับพื้นที่ได้เมื่อไร สิ่งแรกที่จะทำให้รู้ได้ คือ สารพิษที่ไม่ได้มีเพียงสารไม่กี่อย่างที่ออกมา แต่มีสารพิษอีกหลายอย่างที่ยังตกค้างอีกเท่าไรในสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้มีแต่ชั้นบรรยากาศอย่างเดียว ซึ่งทางกรมมลพิษได้เก็บตัวอย่างน้ำ เพื่อดูการปนเปื้อนของสารพิษในสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากมลพิษมีจำนวนเยอะมาก และหลายตัวมีผลกระทบต่อสุขภาพ ปัญหาคือไม่ได้มีเกณฑ์ในการควบคุม

จึงเรียกร้องให้มีค่ามาตรฐานในการควบคุมสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศ เมื่อไม่มีค่ามาตรฐานจึงทำให้ไม่มีข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการที่ตัดสินใจในการประกาศให้ประชาชนกลับสู่พื้นที่ รวมไปถึงงบประมาณสิ่งแวดล้อมถูกตัด จึงทำให้ขาดการบำรุงรักษาเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดสารพิษ สิ่งที่จำเป็นคือภาคเอกชนต้องได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ และให้ภาคประชาชนอย่าง อบต. และ อบจ. จัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อเข้าไปดูแลและตรวจสอบโรงงานไม่ให้เกิดเหตุอีก” ศ.ดร.ศิวัช กล่าว

มุมมองจากภาคการเมือง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เล่าว่า เคยร่วมผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด แต่ถูกตีตกไป ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะบังคับให้ผู้ที่ปล่อยแหล่งกำเนิดฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานขยะ และโรงไฟฟ้าต่างๆ ต้องมีการรายงานสารมลพิษที่มีอยู่ รวมไปถึงการปลดปล่อยสารมลพิษว่ามีปริมาณเท่าไร ซึ่งจะต้องเป็นสารมลพิษที่กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้กำหนดขึ้นมา และเป็นผู้ประมวลข้อมูลต่างๆ เพื่อกำหนดปริมาณสารมลพิษที่จะปลดปล่อยออกสู่อากาศ

จากนั้นกรมควบคุมมลพิษจะมีหน้าที่รายงานในส่วนของข้อมูลต่างๆ ให้กับประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้จะรู้ถึงความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับสารพิษอะไรในแต่ละวัน ส่วนภาครัฐก็สามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ในกรณีที่มีการรั่วไหลของสารต่างๆที่จะเข้าไปเจือปนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้การเตรียมความพร้อมต่างๆ ในการรับมือกับภัยพิบัติทำได้ตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้จะต้องผลักดันให้แหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ทำประกันภัย เพราะหลายครั้งที่เกิดเหตุขึ้นแล้วทำให้โรงงานต้องปิดตัวลง ประชาชนก็ไม่สามารถไปเรียกร้องอะไรได้

ด้าน เถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษมีการพูดถึงกฎหมาย PRTR และกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าแก้ไขปัญหาได้จะมีผลประโยชน์ต่อทุกคนในไทย โดยมีการศึกษาร่วมกับต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศนั้น เรื่องของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตต้องมาก่อน จึงจำเป็นต้องผลักดันกฎหมายตัวนี้ให้หน่วยงานอื่นเห็นคล้อยตามด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top