วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ใครๆ ก็ล้วนอยากมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ไปตลอดอายุขัย ซึ่งหนึ่งในตัวช่วยสำคัญคือ “อาหารและยา” ที่มีการโฆษณาร่ำลือกันถึงสรรพคุณวิเศษ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่การอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงหรือแม้แต่เป็นสินค้าอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่การทำมาค้าขายง่ายดายบนโลกออนไลน์ ซึ่งหลายกรณีก็มีคนหลงเชื่อมาเสียเงินเสียทองซื้อมากินมาใช้ เบาหน่อยคือไม่ได้ผลเพราะไม่มีคุณภาพหรือหลักวิชาการรองรับ แต่หนักเข้าก็อาจได้รับอันตรายต่อร่างกายต้องเข้าโรงพยาบาลหรือถึงขั้นเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ล่าสุดกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โรคร้ายที่อยู่กับมนุษยชาติมาปีกว่าและยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใด ซึ่งเมื่อทุกคนอยากอยู่รอดปลอดภัย โฆษณาสินค้าประเภทที่เกี่ยวข้องกับการรับมือโควิด-19 จึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค องค์กรภาคประชาสังคมที่จับตาเฝ้าระวังสินค้าบริการที่ไม่ได้คุณภาพหรืออาจเข้าข่ายหลอกลวง ได้จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “รู้เท่าทัน ..โฆษณาอาหารยารักษาโควิด-19 ได้หรือไม่” เพื่อให้ความรู้กับประชาชน
สมศักดิ์ ชมภูบุตร ประธานศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค จ.ลำปาง ตัวแทนเครือข่ายเฝ้าระวังฯ ในทางภาคเหนือ เปิดเผยว่า การทำงานของมูลนิธิฯในช่วงเดือนเม.ย. 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการเฝ้าระวังการขายสินค้าในสังคมออนไลน์อย่าง อินสตาแกรม ซึ่งได้พบผลิตภัณฑ์ที่ควรเฝ้าระวังมากถึง 22 ราย ส่วนใหญ่เป็นการขายผลิตภัณฑ์ผิวขาว ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ซึ่งไม่แสดงเลขที่ใบรับจดแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อีกทั้งยังโฆษณาเกินจริง
นอกจากนี้ได้มีการเฝ้าระวังทางโทรทัศน์ โดยได้แจ้งให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เฝ้าระวังในสื่อโทรทัศน์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลิตภัณฑ์รักษาโรคได้ โดยพบมากกว่า 30 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นการโอ้อวดเกินจริง อ้างผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลที่น่าเชื่อถือ ที่สำคัญมีการจัดโปรโมชั่นที่ชักชวนจูงใจโฆษณาเกินจริง ปัญหาที่พบคือหลังเฝ้าระวังแจ้งเรื่องแล้วมีการเปลี่ยนเพจและชื่อสินค้านำมาจำหน่ายเหมือนเดิม
“ข้อเสนอเครือข่ายในการแก้ปัญหา กรณีที่เจอผลิตภัณฑ์ที่ขายในสื่อออนไลน์ ถ้าหากเจอในระบบแล้วอยากให้มีการลบออกจากสาระบบให้หมด พบว่าหลังเฝ้าระวังผ่านไป 1 ปี ยังคงพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในระบบและอยากให้มีการส่งคืนข้อมูลหลังจัดการปัญหาให้คืนเข้ากลับไปในพื้นที่เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้บริโภคต่อไปได้” สมศักดิ์ กล่าว
เช่นเดียวกับ ธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ที่เปิดเผยว่า ทางสมาคมเพื่อนโรคไตได้พบโฆษณาเกินจริง จากการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่น่าสนใจ ผ่านช่องทางออนไลน์ และจากช่องทางการขายตรง โดยมีการชักจูงให้เกิดความสนใจ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยโรคไตที่ติดเชื้อโควิดเข้าใจผิด ซื้อสินค้าที่ถูกหลอกขายที่อ้างสามารถรักษาโรคโควิดได้
เช่น อ้างว่าสามารถทดแทนยาฟาวิพิราเวียร์ แต่ปรากฏเป็นเพียงยาถ่ายพยาธิ ซึ่งเกิดผลกระทบกับสุขภาพทรุดหนักขึ้นอีก และผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สรรพคุณที่ไม่ได้เหมาะกับกลุ่มผู้ป่วยบางกลุ่ม ซึ่งต้องเลือกเพราะอาจเกิดผลกระทบมากกว่าที่จะรักษาให้หาย ผู้บริโภคเมื่อเจอโฆษณาผลิตภัณฑ์และซื้อรับประทาน เมื่อถึงช่วงรักษา ไม่สามารถรักษาได้ก็เป็นปัญหาหนักสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ป่วยให้มากขึ้นไม่ให้หลงเชื่อการโฆษณาเกินจริงขายยารักษาโควิด
ขณะที่ ภญ.อรัญญา เทพพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปราม การกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ศรป.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่าจากสถิติเรื่องร้องเรียน มีเรื่องเรียนกว่า 1,010 เรื่อง พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคมากกว่า 576 เรื่อง หรือร้อยละ 62 โดยมักเป็นเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเครื่องสำอาง ยารักษาโรค หน้ากากอนามัย และผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย
ปัญหาที่พบปัจจุบันคือระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจจับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มักเกิดในสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ที่เมื่อมีการพูดถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนัก จะมีผลิตภัณฑ์โผล่มาให้เห็นจำนวนหลายยี่ห้อ มีการโฆษณาซ้ำๆ จนให้เกิดความเชื่อว่าสามารถรักษาได้จริง และเชื่อว่าเมื่อมีการโฆษณาแบบน่าเชื่อถือ การขึ้นทะเบียนคงถูกต้องเรียบร้อย การระมัดระวังจึงไม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ อย. มีความร่วมมือกับทางเฟซบุ๊ค ทำเรื่องการตรวจจับการขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย หรือผิดมาตรฐานชุมชน หากมีการแจ้งรายงาน ทางทีมงานเฟซบุ๊คจะดำเนินการปิดกั้นให้ภายใน 48 ชม. แต่สิ่งที่ผู้บริโภคจะช่วยได้อีกทางคือ 1.ไม่แชร์โพสต์นั้น และ 2.ให้กดอีโมชั่นหน้าโกรธและกดรีพอร์ต เพื่อให้ AI เว็บเพจนั้นๆ ได้เรียนรู้ว่าคำต่างๆ ที่ผิดกฎหมายไม่ควรอยู่ในทุกแพลตฟอร์ม หากมีการเผยแพร่ข่าวปลอมช่วยกันแชร์เพื่อจะได้ทราบทั่วถึงกันในกลุ่มผู้บริโภค
“กระบวนการโฆษณาที่เกิดขึ้นได้ง่าย การเปรียบเทียบปรับ การจัดการทางกฎหมายใช้เวลานาน ทำให้ต้องออกแบบในการจัดการให้เร็วขึ้น คือการเข้าไปแจ้งเรื่องร้องเรียน การกีดกั้นการมองเห็น หรือ รีพอร์ตโฆษณานั้นๆ อำนาจหน้าที่ของ อย. ไม่สามารถจัดการได้หมด อย่างกรณีการตรวจจับต้องส่งต่อให้ ตำรวจเพื่อให้ดำเนินการต่อ การส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และที่สำคัญได้สร้างจริยธรรมร่วมกับผู้ประกอบการในการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย” ภญ.อรัญญา กล่าว
ด้าน ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากข้อมูลปี 2562 พบการบริโภคสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นเกือบถึงร้อยละ 40 และประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่ง1 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่าง สั่งผลิตภัณฑ์สุขภาพออนไลน์จำพวกอาหารเสริม มากถึงร้อยละ 41.2 ยาผิดกฎหมาย ร้อยละ 20 และวิตามินต่างๆ ร้อยละ 5 ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นของที่คนกลุ่มใหม่ๆ ชอบสั่งซื้อ
ปิดท้ายด้วย ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา กล่าวว่า อยากเน้นย้ำ เรื่องการสร้างข่าวเฟคนิวส์ พบว่าประเทศไทย พบ 9 เดือน พบคนไทยแชร์ข่าวปลอม 20 ล้านคน (สถิตินับจากวันที่ 1 ต.ค.-30 มิ.ย. 2564) พบพฤติกรรมการเผยแพร่ข่าวปลอมของคนไทยจำนวนโพสต์ข่าวปลอม 587,039 คน และจำนวนผู้แชร์ข่าวปลอม 20,294,635 คน ขณะที่กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 90% อยู่ในช่วงอายุ 18-34 ปี และพบว่า 70% ข้อมูลปลอมที่แชร์เป็นเรื่อง สุขภาพ การโฆษณาชวนเชื่อ เช่น เครื่องออกซิเจนทำให้โควิด-19 หาย หรือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ผสมยาสมุนไพรที่บอกว่าสามารถรักษาโควิดได้ ซึ่งการใช้คำที่ผิด
“การทำงานการเฝ้าระวังต้องทำร่วมกัน เพื่อจะได้ไม่ต่างคนต่างทำในการแก้ไขปัญหากรณีโฆษณาเกินจริงเพราะว่าปัจจุบันมีหน่วยงานหลายหน่วยที่ทำเรื่องการตรวจจับโฆษณาผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย การเปิดแหล่งตรวจสอบข่าวปลอม (Fake News) และให้ผู้บริโภคทราบแหล่งตรวจสอบ ทำให้ประชาชนไม่หลงเชื่อโฆษณาเกินจริงหรือผิดกฎหมายได้” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี