วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
“การศึกษาไทย” สะดุดขาตัวเอง!
“แนวหน้า ออนไลน์” ย้อนเวลาไปช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ตรงกับ พ.ศ.2412 นับเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกับประเทศไทย โดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตั้งโรงเรียนในวัดตามพื้นที่มณฑลต่างๆ ทั่วประเทศ และทรงให้โรงเรียนทั้งหมดอยู่ในความดูแลของ “กรมศึกษาธิการ” ซึ่งต่อมา พ.ศ.2435 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งกรมศึกษาธิการเป็น “กระทรวงธรรมการ” โดยมีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็น “เสนาบดี” กระทรวงธรรมการคนแรก หลังจากนั้นใน พ.ศ.2475 เมื่อเกิดการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการเปลี่ยนมาใช้ตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ” โดยมีเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นรัฐมนตรีคนแรก และใน พ.ศ.2484 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีพลเรือเอกสินธุ์ กมลนาวิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนแรก ซึ่งจากปี 2435-2564 นับเป็นเวลา 129 ปี ที่ประเทศไทยมีระบบ “การศึกษา” ชัดเจนและมีผู้คุมกระทรวงนี้ถึง 55 คน
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า “กระทรวงศึกษาธิการ” แม้ว่าจะมีผู้กุมบังเหียนมากถึง 55 คนในระยะเวลา 129 ปีแต่ก็พบว่าระบบการปกครองนั้นมีผลต่อระยะเวลาการนั่งบริหารงานของเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นั้น “เสนาบดีกระทรวงธรรมการ” มีระยะเวลาในการบริหารราชการงานแผ่นดิน ต่ำสุดคือ 5 ปี สูงสุด คือ 11 ปี ผลดีก็คือ เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน
ไทม์แมนชีนของ “ประวัติศาสตร์” สะท้อนให้เห็นว่า “พระมหากษัตริย์” ของไทยให้ความสำคัญกับ “การศึกษา” และทรงทำให้เกิดความมั่นคงในการบริหารราชการแผ่นดิน
แต่เมื่อมีการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง ส่งผลให้เสมือน “ไฟช๊อต” ระบบการเมืองการปกครองอย่างกระทันหัน ทำให้ประเทศไทยเกิดอาการ “สะดุดขาตัวเอง” ในหลายๆเรื่อง และ เรื่องที่เห็นชัด คือ การบริหารระบบการศึกษาของไทย โดยเหตุการณ์รัฐประหาร 2475 ส่งผลให้ระบบการบริหารงานด้านการศึกษาของไทยสะดุดตาม เพราะนับจากนั้น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” มีช่วงเวลานั่งบริหารงานราชการแผ่นดินในช่วงสั้นๆ นับระยะเวลาเป็นเดือน เป็นปี สูงสุด 3 ปีเท่านั้นเพราะเหตุผลภาวะทาง “การเมือง” ที่ไม่มั่นคงของไทย จึงเกิดปรากฎการณ์ที่ถูกกล่าวขานว่า เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็น “สมบัติผลัดกันชม” จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาในช่วง พ.ศ.2523-2531 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 นับเป็นช่วงที่มีความมั่นคงทางการเมืองมากที่สุด แต่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกลับไม่มั่นคง โดยมีระยะเวลาสั้นๆเพียง 1-3 ปี
กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็น “ดาว” ที่ใครๆ ก็หมายปอง มานั่งคุมบังเหียน ทำให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญสำหรับเส้นทางการเมือง และ การเมืองก็มีบทบาทสำคัญกับกระทรวงศึกษาธิการเช่นกันอย่างแยกไม่ออก ไม่เพียงเท่านั้นยังพบว่า ผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย บางคนผ่านการเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมาแล้วทั้งสิ้น เช่น ทวี บุณยเกตุ, ชวน หลีกภัย, ทักษิณ ชินวัตร และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ต่อมาในปี 2542 “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการมีรัฐมนตรีมาจากโควต้าพรรคชาติไทย คือ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ทำให้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงเกิดขึ้น ภายใต้การรับรองสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 โดยมีเป้าหมายในการยกระดับการศึกษาไทย 5 ข้อ ได้แก่ 1.ด้านโอกาส และการเข้ารับการศึกษา, 2.ด้านคุณภาพการศึกษา, 3.ด้านความเสมอภาคในสิทธิทางการศึกษา, 4.ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และ5.ความสามารถในการแข่งขันด้านอื่น ๆ
อีก 8 ปีต่อมา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2550 ได้รับรองให้ “การปฏิรูป” การศึกษายังเดินหน้าต่อ แต่ก็พบว่า ปัจจุบันการปฏิรูปการศึกษายังไปไม่ถึงไหน ท่ามกลางความพยายามผลักดันให้เกิดมิติใหม่ๆทางการศึกษามาตลอดทุกยุคทุกสมัยโดยล่าสุดปี 2564 ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ตรีนุช เทียนทอง” มีการคลอด “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ซึ่งวัดผลนักเรียนแบบสมรรถนะ ด้วยการนำความรู้มาใช้งานได้จริง แทนการท่องจำ ซึ่งจะเป็นหลักสูตรที่นำมาแทนหลักสูตรปัจจุบันที่ใช้ในการสอนการวัดผลเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักทดสอบทางการศึกษาวิเคราะห์กรอบโครงสร้างจากนิยามสมรรถนะ ซึ่งมีเครื่องมือประเมินสมรรถนะเพื่อให้ครูผู้สอนประเมินผลผู้เรียน
เส้นทางการพัฒนาระบบศึกษาไทยท่ามกลางการเมืองที่แปรปรวน ยังพบว่า ใน พ.ศ. 2551 เคยมีการออกหลักสูตรที่มีเนื้อหาคล้ายๆกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ นั่นคือ “หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551” โดยเน้น “ผู้เรียน” เป็นศูนย์กลาง ครูเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และออกแบบการเรียนให้เหมาะสมกับผู้เรียนที่เรียกว่า Backward Design โดยปัจจุบันเรียกวิธีการเรียนรู้แบบนี้ว่า การจัดกิจกรรมให้เด็กพัฒนาโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง หรือ Child-centered

แต่ในปี 2551 นั้นเป็นปีที่เส้นทางการเมืองในประเทศไทย “สั่นคลอน” มากที่สุด โดยเพียงปีเดียว การเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรี 5 คนด้วยกัน ได้แก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายใน 1 ปี มีรัฐมนตรีถึง 4 คน ได้แก่ ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ศรีเมือง เจริญศิริ และ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะกลับมาอยู่ในความดูแลของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 แต่ก็ต้องถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ถูกกดดันทางเมืองหลายด้าน จนต้องประกาศยุบสภา ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554
ต่อมาเดือนสิงหาคม พ.ศ.2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และเพียงไม่ถึง 3 ปี เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลัดเปลี่ยนกันนั่ง 4 คน ได้แก่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช, พงศ์เทพ เทพกาญจนา และ จตุรนต์ ฉายแสง
ส่วนในรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 5 คน
“แนวหน้า ออนไลน์” ยังได้ทำการ X-RAY ข้อมูลงบประมาณ 10 ปีย้อนหลังนับตั้งแต่ 2564 ถอยหลังไปจนถึงปี 2554 พบว่างบประมาณประจำปีที่ใช้เพื่อบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการรวมกัน 4,619,219 ล้านบาท หรือกว่า 4,600 ล้านบาท (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา) โดยในปีที่ใช้งบประมาณมากที่สุด คือ ปี 2559 จำนวน 517,077 ล้านบาท และในปี 2564 กระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 358,361 ล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ ปี 2565 กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ 332,398.6 เป็นอันดับหนึ่งเช่นเดิม แต่ลดลงจากปี 2564 จำนวน 6.7% เพราะรัฐบาลต้องหั่นงบประมาณลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19
ด้วยความที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่มีผลในการวางรากฐานเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ทุกรัฐบาลจึงให้ความสำคัญ เพราะ “การศึกษา” เชื่อมโยงกับทุกจุดของประเทศ ตั้งแต่ครอบครัวจนถึงองค์กร แต่เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการก็มาพร้อมกับข้อครหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เป็นเก้าอี้ที่ใครๆ ก็อยากนั่ง ด้วยมี “ตัวแปร” คืองบประมาณที่สูงสุดกว่าทุกกระทรวง โดยเหตุผลการศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติบ้านเมือง ทุกรัฐบาลจะตั้งงบสำหรับกระทรวงศึกษาธิการไว้มากเป็นอันดับหนึ่ง
ขณะที่ห้วงเวลานี้ เกิดปรากฎการณ์ “Digital Disruption” ขึ้นมา ทำให้ “การศึกษาไทย” ต้องเจอการ “ชาร์ตไฟ” ระบบการศึกษาแบบเร่งด่วน เพื่อเร่งพัฒนาเยาวชนให้มีคุณสมบัติตามที่โลกดิจิตอลต้องการ ท่ามกลางภาวะ “สะดุดขาตัวเอง” ของการศึกษาไทยมา 89 ปี ด้วยเหตุผลทางการเมือง ที่เปรียบเสมือน Disruption ตัวเองล่วงหน้า นับตั้งแต่รัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ซึ่งเป็น “ตัวแปร” สำคัญ ที่ทำให้การศึกษาไทยมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ - 003
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี