วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ยังคงอยู่ที่การบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “โลกขยับ ราชการต้องปรับเปลี่ยน” จัดโดย ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี ซึ่งมี สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้บรรยาย โดยเมื่อวันเสาร์สัปดาห์ก่อนได้กล่าวถึงสภาพปัญหาและเงื่อนปมที่ประเทศไทยต้องคลายเพื่อแก้ไข ส่วนครั้งนี้จะว่ากันด้วย “บีซีจี (BCG)” หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่จะเป็น “ทางรอด” อย่างยั่งยืน
สุวิทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยผ่านยุค “โชติช่วงชัชวาล”มีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ เกิดโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) จากนั้นเข้าสู่ยุค“เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ใช้การพัฒนาทางเศรษฐกิจแก้ปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงในขณะนั้นอย่างลัทธิคอมมิวนิสต์ จนไทยกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค กระทั่งปัจจุบันมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งกับยุค “4.0” เมื่อเทคโนโลยีโลกเปลี่ยนแปลง ประเทศก็ต้องปรับตัวตาม ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
“ถ้าเราเชื่อว่า BCG คือหลักคิดที่ถูกต้อง มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะ BCG เป็นการลงทุนที่เราเน้นเรื่องการยกระดับรายได้ของเราบนฐานนวัตกรรมของเรา บนสิ่งที่เรามี บนการพัฒนาทักษะในอุตสาหกรรมที่เราไม่ได้ไปยืมของคนอื่นมา มันไม่ใช่เทคโนโลยีระดับสูงซึ่งเราไปไม่ถึงแต่มันเป็นสิ่งที่พวกเรามีอยู่แล้วแต่เราจะต่อยอดอย่างไร เมื่อถึงจุดที่เราสามารถต่อยอดได้บนฐานของ BCG ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร เรื่องของสุขภาพและการแพทย์ เรื่องของพลังงานโดยเฉพาะพลังงานสะอาด พลังงานชุมชน
เรื่องของการท่องเที่ยว แล้วก็เรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เราจะสามารถที่จะสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนในระดับ 5-6% ต่อปี มันจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะว่ามันจะมีโอกาสที่จะกระจายไปให้ทุกพื้นที่ได้ เมื่อความเหลื่อมล้ำลดลงการเมืองก็จะมีเสถียรภาพเมื่อการเมืองมีเสถียรภาพคนที่เข้ามาก็จะมีคุณภาพมากขึ้นระบบราชการก็จะถูกยกระดับขึ้นเพื่อที่จะชี้นำทิศทางยุทธศาสตร์ต่างๆ ในทิศทางที่มีการลงทุน แต่เป็นการลงทุนเชิงคุณภาพมากขึ้น ไม่ใช่ลงทุนในเชิง Quantitative (ปริมาณ)หรือเชิงตัวเลขอย่างเดียว” สุวิทย์ กล่าว
อดีต รมว.อว. กล่าวต่อไปแบบรายภาค ไล่ตั้งแต่ 1.ภาคเหนือ “ลานนา 4.0” เช่น ยกระดับข้าวคุณค่าด้วยนวัตกรรม ระบบเกษตรปลอดภัยมาตรฐานส่งออก ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเชื่อมโยงวัฒนธรรม นำวัฒนธรรมเชิงพื้นที่ เช่น วัฒนธรรมล้านนา มาสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ พัฒนาสินค้าและบริการ 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “อีสาน 4.0” เช่น โปรตีนทางเลือกจากแมลง ระบบแก้ไขปัญหาและป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ ระบบบริหารจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็ก ส่งเสริมการท่องเที่ยวตามวิถีชีวิต วัฒนธรรมและความเชื่อริมฝั่งโขง
3.ภาคกลาง 4.0 เช่น ประเทศไทยไร้ขยะ นวัตกรรมเพื่อสังคมผู้สูงอายุ พัฒนาวัฒนธรรม ต่อยอดกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ 4.ภาคตะวันออก 4.0 พัฒนาผลผลิตทางด้านการเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มไม้ผล พัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอนาคต สร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่และ 5.ภาคใต้ “ด้ามขวาน 4.0” เช่น นวัตกรรมด้านฮาลาล ท่องเที่ยวมูลค่าสูงใน 3 จังหวัดภาคใต้ นวัตกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นำเสนอเรื่องราวของปักษ์ใต้ยุคใหม่ พัฒนาพื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงพหุวัฒนธรรม ซึ่งจะเห็นว่าแต่ละภาคมีรูปแบบการพัฒนาที่แตกต่างกัน
“เมื่อแตกต่างกันมันก็ไม่ต้องมานั่งแข่งกัน ไม่เหมือนปลูกข้าวเหมือนกันหมด ปลูกยางปลูกมันเหมือนกันหมด แต่นี่คือสีสันของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่าง นำมาสู่เรื่องของ InclusiveGrowth (การเติบโตในภาพรวม) ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ถ้าเราซูมลงไปในระดับพื้นที่ เราจะเห็นภาพของจากภาคสู่ระดับ 18 คลัสเตอร์ ประเทศไทยเรามี 6 ภาค 18 คลัสเตอร์ ถ้าเรามาดูแต่ละภาคจะมีศักยภาพในการพัฒนาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ BCG หรือรวมทั้ง Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ที่เกี่ยวข้องกับ BCG นั้นแตกต่างกัน
เรากำลังพูดถึงแต่ละพื้นที่ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นภาพนี้คือการถอดรหัสความหลากหลายเชิงชีวภาพและความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม นำมาสู่ความมั่งคั่ง แต่เป็นความมั่งคั่งในลักษณะกระจายตัว เป็นความมั่งคั่งที่ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสมีส่วนร่วม แล้วก็ไม่ใช่ใช้ทุนจากภายนอก เกิดจากการลงทุนจากต่างประเทศ การลงทุนจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเอาทรัพยากร เอาภูมิปัญญา และเอาสิ่งต่างๆ ในพื้นที่นั้น ให้มันสามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาเปลี่ยนคุณค่าให้กลายเป็นมูลค่าอย่างแท้จริง” สุวิทย์ ระบุ
สุวิทย์ ยกตัวอย่าง “ภาคกลางตอนบน” ซึ่ง จ.สระบุรี ก็เป็นจังหวัดอยู่ในกลุ่มนี้ พร้อมด้วย พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง มีเป้าหมายการพัฒนา “ลุ่มน้ำแห่งประวัติศาสตร์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” มีประเด็นการพัฒนา เช่น เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตอาหารปลอดภัย ยกระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดย่อม(SME) ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เพื่อรองรับเศรษฐกิจ 4.0
ฟื้นฟูและยกระดับแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมท่องเที่ยวผลิตภัณฑ์ชุมชน และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย ตามมาตรฐานการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว การบริหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนอย่างสมดุลและยั่งยืน พัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคม โลจิสติกส์ ขนส่งมวลชน เพื่อส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ
อนึ่ง ปัจจุบันประเทศไทยมีเมืองหลักราว 15 เมืองทั่วประเทศ สิ่งที่ควรทำคือสร้างเมืองหลักให้มากขึ้น และพัฒนาเมืองทั่วไปให้ขึ้นมาเป็นเมืองรอง เช่น ภาคเหนือมีเชียงรายกับเชียงใหม่เป็น 2 เมืองหลัก ควรขยายไปยังลำปางกับน่านหรือไม่ หรือภาคกลางตอนบน-ภาคตะวันตก มีพิษณุโลกและพระนครศรีอยุธยาเป็น 2 เมืองหลัก ควรขยายไปยังตากและสระบุรีหรือไม่เป็นต้น แต่การกระจายความเจริญจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีปัจจัยดึงดูด และ BCG สามารถเป็นปัจจัยนั้นได้ด้วยการดึงศักยภาพของแต่ละพื้นที่เติมเต็มด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมและการบริหารจัดการ
อดีต รมว.อว. ยังฝากข้อคิด “นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว” อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องของภาคเอกชน “นวัตกรรมเกิดได้แม้ในระดับชุมชน” แต่การทำให้ภาคเอกชนหรือชุมชนมีวัฒนธรรมการสร้างนวัตกรรมนั้นภาครัฐมีบทบาทสำคัญ เช่น “โครงการ1 หมู่บ้าน 1 นวัตกรรมเกษตร” แม้ภาคเกษตรต้องรักษาวิถีชีวิตไว้เพราะเป็นเสน่ห์ แต่รูปแบบการผลิตต้องเป็นเกษตรสมัยใหม่และอยู่บนความหลากหลายของพื้นที่ อาทิ แม้กล่าวถึง “ข้าว” เพียงพืชชนิดเดียว ก็ยังมีถึงหลายสายพันธุ์ การสร้าง “เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis)” หรือ “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในพื้นที่เมืองหรือจะทำอย่างไรให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งใกล้ตัววิสาหกิจชุมชน เป็นต้น
“เราถูกบ่นมาเยอะในเรื่องของความไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ขนาดของราชการใหญ่เกินไป อะไรเยอะแยะหมด นี่คือสิ่งที่คนอื่นเขามองเรา แต่ผมเชื่อว่าข้าราชการก็มีศักดิ์ศรี และรู้ว่าถ้าทำดีๆ แล้วประชาชนของเรา เอกชนของเรา พื้นที่ของเราจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ฉะนั้นวันนี้อยากให้พวกเราเห็นภาพว่า หนึ่ง! โลกมันเปลี่ยนไปแต่ถ้าเราไม่ปรับเราตายแน่ เมื่อโลกปรับคนต้องเปลี่ยน ประเทศต้องเปลี่ยน ไทยต้องเปลี่ยน แล้วที่จะเปลี่ยนเราต้องมามองดูว่าหลายๆ ภาคส่วนตอนนี้อ่อนแอ ยังอ่อนแออยู่ ยังบาดเจ็บอยู่
ก็มีภาครัฐเท่านั้นที่ยังพอยืนอยู่ได้ แม้ว่ากลายเป็นกลไกที่ ณ วันนี้ยังไม่ตอบโจทย์ แต่เราเชื่อว่าไม่ใช่เราจะไม่ตอบโจทย์ Forever (ชั่วนิรันดร์) แต่อยู่ที่ว่าเรามีแนวคิดอย่างไร ฉะนั้นวันนี้จึงมองว่าอย่ามัวแต่พร่ำบ่นว่าอย่างโน้นอย่างนี้แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยประเทศไทยจริง ณ วันนี้ผมเชื่อว่าอย่างน้อยมีแพลตฟอร์มกลางที่จะทำให้ทุกคนเห็นความสว่างที่ปลายอุโมงค์ ก็คือ BCG” สุวิทย์ กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี