วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“หมอกระต่าย” ไม่ใช่คนเดียวที่ตายจากอุบัติเหตุบนถนน แต่คนไทยต้องตายเพราะเหตุนี้ถึงปีละ 20,000 คน 10 ปี ก็ 200,000 คนมากกว่าที่ตายเพราะโควิด หรือตายในสงคราม ที่บาดเจ็บอีกปีละหลายแสนคน สะสมคนพิการให้เพิ่มขึ้นๆ ทุกปี เป็นการสูญเสียมหาศาลที่ต้องแก้ไขให้ได้ ทั้งนี้ แม้จะมีความพยายามหลายอย่างในอดีตที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ผลจริงจังอันใด ที่ไม่ได้ผลเพราะขาดการขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจร ทำเป็นบางส่วนหรือเป็นส่วนๆ ก็เหมือนวงจรไฟฟ้า ถ้าไม่ครบวงจรไฟก็เดินไม่ได้
การขับเคลื่อนระบบนโยบายครบวงจรมีทั้งหมด 12 ขั้นตอน ถ้าทำครบก็สำเร็จทุกเรื่อง ไม่ว่ายากอย่างไรก็สำเร็จ จึงเรียกวิธีการนี้ว่า “สัมฤทธิศาสตร์” หรือศาสตร์แห่งความสำเร็จ (Delivery Science) ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ต่างทำงานเฉพาะส่วนของตนๆ ไม่ถนัดหรือมีทักษะในการขับเคลื่อนนโยบาย เรื่องดีๆ ที่มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อไปสู่หน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานแบบแยกส่วน เรื่องดีๆ นั้นก็ไม่นำไปสู่ความสำเร็จ จึงต้องมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถนัดและมีทักษะในการขับเคลื่อน
“คำกุญแจคือขับเคลื่อน เมื่อมีการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ที่อยู่แยกๆ กัน จึงจะเคลื่อนเข้ามาเชื่อมโยงกันครบวงจรได้ ถ้าไม่มีการขับเคลื่อน แม้มีนโยบาย แม้มีแผน ก็เป็นแผนนิ่ง คือ หน่วยงานต่างๆ ยังนิ่งอยู่กับที่แยกๆ กันเหมือนเดิม เรื่องนั้นๆ ก็ไม่สำเร็จ อย่างเรื่องนโยบายหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทอง ที่สำเร็จเพราะมี หมอสงวนนิตยารัมภ์พงศ์ และคณะ เป็นผู้ขับเคลื่อน
นโยบายควบคุมการบริโภคยาสูบที่สำเร็จ เพราะมีคุณหมอหทัย คุณหมอประกิต และคุณบังอร เป็นผู้ขับเคลื่อน ฉะนั้น ทุกฝ่ายที่สนใจเรื่องการควบคุมการตายจากอุบัติเหตุบนถนน ควรทำความเข้าใจเรื่องกลุ่มขับเคลื่อนนโยบายให้ดีๆ ไม่ใช่สักแต่จะตั้งใครแล้วจะทำได้ คนอยากได้รับการแต่งตั้งมีมากแต่คนที่ทำงานเป็นมีน้อย แต่งตั้งผิดคนก็ไม่สำเร็จ”
ต้องเข้าใจหลักการคณะกรรมการอิสระ ที่ตั้งๆ กัน ในชื่อนี้มักไม่ใช่หลักการของคณะกรรมการอิสระ คือต้องหาตัวประธานที่มีปัญญาและบารมีให้ได้ แล้วให้ประธานเฟ้นหาตัวกรรมการที่เหมาะสมเอง โดยรัฐบาลไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องการสรรหาตัวกรรมการและวิธีทำงานของคณะกรรมการ ให้อิสระเต็มที่โดยรัฐบาลให้ความสนับสนุนและความสะดวกในการทำงานทุกอย่าง คอยรับข้อเสนอแนะไปปฏิบัติ ควรออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอิสระ
“คณะกรรมการอิสระขับเคลื่อนนโยบายควบคุมอุบัติเหตุบนถนน ที่มีสมรรถนะสูงจะเชื่อมโยงการกระทำ 12 ขั้นตอน เมื่อครบวงจร ไฟหรือผลสัมฤทธิ์ก็เกิดได้ ซึ่งในที่สุดจะลดการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน จากปีละ 20,000 คน ลงมาใกล้ศูนย์ คณะกรรมการอิสระขับเคลื่อนนโยบายนี่แหละคือหน่วยสัมฤทธิศาสตร์ (Delivery Unit) ถ้ามีหน่วยสัมฤทธิศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายควบคุมอุบัติเหตุจราจรสำเร็จดังกล่าว คนทั้งปวงจะติดใจ อยากให้ขับเคลื่อนนโยบายอื่นๆไปสู่ความสำเร็จอีก
ประเทศไทยอาจมีประเด็นใหญ่ (Thailand Big Issues) ประมาณ 20-25 ประเด็น ถ้าปรึกษาหารือกัน ก็ไม่เป็นการยากที่จะร่วมกันกำหนดประเด็นใหญ่เหล่านั้น ประเด็นใหญ่ 20-25 ประเด็นนั่นแหละ คือนโยบายสาธารณะ อย่างเช่น การขจัดความยากจนลดความเหลื่อมล้ำ เป็นประเด็นใหญ่อย่างหนึ่งแน่นอน หรือการปฏิรูประบบความยุติธรรม และการปฏิรูประบบพลังงาน ฯลฯ เป็นตัวอย่าง”
สมมุติว่าได้ประเด็นนโยบาย 25 ประเด็น ก็สื่อสารให้รู้ทั่วกันเพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นร่วมกัน แล้วจัดตั้งกลุ่มสัมฤทธิศาสตร์ขึ้น 25 กลุ่ม ทำการขับเคลื่อนนโยบายแต่ละอย่าง ไปสู่ความสำเร็จทั้ง 25 นโยบาย ประเทศไทยหลุดจากสภาวะวิกฤตเรื้อรัง เกิดความเจริญรุ่งเรือง และคนไทยรักกันมาก จากการมีส่วนร่วมในความสำเร็จ นโยบายเป็นเรื่องที่มีผลใหญ่ อย่างนโยบายบัตรทองทำให้คนจนทั้งประเทศได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวง คุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยจึงได้รับความนิยมจากคนยากคนจนสืบมาช้านานจนกระทั่งบัดนี้
พรรคการเมืองจึงควรเลือกขับเคลื่อนนโยบายดีๆ ให้สำเร็จเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้มีรัฐบาลที่มีสมรรถนะสูงอย่างรัฐบาลจีน แต่เป็นในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะเป็นสถาบันพัฒนานโยบาย นักการเมืองจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนนโยบาย การเมืองจะลงตัว ไม่มีใครอยากทำปฏิวัติรัฐประหารอีกต่อไป
บ้านเมืองลงตัวบนเส้นทาง “สันติปัญญาประชาธรรม”!!!
ศ.(เกียรติคุณ) นพ.ประเวศ วะสี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี