บทความพิเศษ : ลดช่องว่างระหว่าง ‘เมือง’ กับ ‘ชนบท’  ด้วยการ ‘ปลดล็อก’ สุราพื้นบ้าน

บทความพิเศษ : ลดช่องว่างระหว่าง ‘เมือง’ กับ ‘ชนบท’ ด้วยการ ‘ปลดล็อก’ สุราพื้นบ้าน

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

ตามที่ทราบกันดีว่า สุราเป็นสินค้าควบคุม และผูกขาดของบริษัททุนใหญ่มาเป็นเวลาช้านาน และด้วยกฎหมายที่เอื้อต่อการควบคุม และผูกขาดเช่นนี้ จึงปิดกั้นไม่ให้สุรา เบียร์ หรือ สาโท รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่างๆ อันมีคุณภาพสูง และรสชาติดี ของชาวบ้าน ของเกษตรกร ของวิสาหกิจชุมชนและของ SME ที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ สามารถที่จะกลายเป็นรายได้ อาชีพ และเครื่องมือในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้แก่พวกเขาเหล่านั้นได้

คงปฏิเสธได้ยากว่า ประเทศไทยวันนี้กำลังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท คำถามก็คือว่า เรามีอะไรบ้างที่ชนบทจะแข่งขันกับเมือง และสามารถเอาชนะเมืองได้ สำหรับผมแล้ว มีน้อยมาก ส่วนใหญ่เมืองจะได้เปรียบทุกอย่าง ทั้งกฎหมายก็ได้เปรียบ เทคโนโลยีก็ได้เปรียบ ยิ่งเรื่องทุนยิ่งได้เปรียบมาก เพราะฉะนั้น การที่เราจะทำให้ชนบทสามารถเติบโตขึ้นมาได้ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ผมมองว่า เราต้องพยายามค้นหาสิ่งที่จะทำให้ชนบทสามารถเอาชนะเมืองได้


 สำหรับผมให้ความสำคัญต่อชนบทอยู่ 3 เรื่อง คือ หนึ่ง ธรรมชาติ เรามีภูเขา มีน้ำ มีทะเล มีป่า สิ่งเหล่านี้
เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับเรา เรามีจุลินทรีย์มากมายเกิดขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ ตรงนี้เองที่เป็นความได้เปรียบที่ชนบทมีมากกว่าเมือง สอง ชนบทมีของแท้ เพราะจุลินทรีย์ หรือยีสต์คือของแท้ ที่ในเมืองไม่มี และเป็นของเฉพาะในแต่ละพื้นที่ที่มีความโดดเด่นอันแตกต่างอย่างน่าภาคภูมิใจ และสาม ชนบทมีวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตของผู้คน อันเป็นอัตลักษณ์ที่สะท้อนถึงรากเหง้า เอกลักษณ์ และบริบทของชีวิตที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าจนมิอาจเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้

 ความได้เปรียบดังกล่าวเหล่านี้ ได้ปรากฏออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวของอาหาร เครื่องดื่มและการท่องเที่ยว แต่บนพื้นที่ตรงนี้ ต้องขออนุญาตนำเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับเครื่องดื่มมาบอกเล่า เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญ และโอกาสของประเทศไทย ในการใช้ “สุราพื้นเมือง” เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และพลิกชีวิตชาวบ้านในชนบททั่วประเทศของเรา ให้มีรายได้ทัดเทียมกับประชาชนคนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเมือง

 รู้หรือไม่ครับ เหล้าสาโท หรือเหล้าขาวต่างๆ นั้น เกิดมาจากก้อนแป้งที่แม่จะเป็นคนเก็บรักษาไว้ แล้วส่งต่อให้กับลูกสาวเป็นมรดกที่จะเอาไว้ทำเครื่องดื่มให้กับสามีของเธอในอนาคต เพื่อที่เขาคนนั้นจะได้ดื่มเหล้าที่ดี นี่คือวัฒนธรรม และเรื่องราวที่สืบทอดกันมา จากช่วงอายุหนึ่ง ไปสู่อีกช่วงอายุหนึ่งอย่างงดงาม คุณค่าที่เกินบรรยายตรงนี้ เหล้าดีๆ ที่มาจากความรักของแม่ที่มีต่อลูก ของภรรยาที่มีต่อสามี กลายเป็นสิ่งที่กฎหมายห้าม อาจทำกินได้บ้างตามพระราชบัญญัติชุมชน แต่ไม่สามารถเอามาเลี้ยงชีวิตได้ ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก  

 เมื่อเป็นเช่นนี้ การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติสรรพสามิต เพื่อปลดล็อกสุราพื้นเมือง ให้ชาวบ้านตามชนบท หรือ
ผู้ประกอบการในกลุ่มฐานราก จึงไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาสามารถนำมาทำกินได้เท่านั้น แต่เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสให้กับคนยากคนจน หรือเกษตรกรในชนบท ให้สามารถมีกำลังในการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ด้วยการผลิตเหล้าที่ดีที่สุดขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำไปแข่งขันกับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีโอกาสในการสร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เหนือกว่าหลายร้อยเท่านัก ให้มาอยู่ในกรอบกติกาที่เป็นธรรมระหว่างกัน และโอกาสของชีวิตที่สามารถจะไขว่คว้าได้ในระยะทางที่ไม่ห่างกันนัก อันเชื่อมโยงถึงช่องว่างของความ
เท่าเทียมที่จะขยับเข้ามาชิดกันมากขึ้น รวมไปถึงประโยชน์ที่จะตกไปอยู่ที่ผู้บริโภค ซึ่งจะได้ชิมรสชาติของสุราพื้นเมืองอันหลากหลาย ที่สำคัญ ถ้าความสำเร็จตรงนี้เกิดขึ้น เราจะสามารถต่อยอดไปยังเรื่องต่างๆ ได้อีกมากมาย อาทิ การท่องเที่ยวการส่งออก รวมไปถึงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชนบทที่จะได้รับการพัฒนาขึ้นตามลำดับอย่างต่อเนื่อง  

 ยกตัวอย่างที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร มีสาโทที่อร่อยมาก ที่อำเภอพาน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มีสาโทที่ดีที่สุด ที่จังหวัดตาก มีเหล้าขาวที่เด่นเหลือเกิน ที่แพร่ ก็มีเหล้าขาวที่มีประสิทธิภาพ และรสชาติอันเป็นเลิศ “คุณเทอดพงษ์ ไชยนันทน์” สส.อาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนที่ดื่มเหล้าพื้นเมืองเก่งที่สุด ท่านยืนยันกับผมว่า เหล้าพื้นเมืองเหล่านี้ สู้เหล้าของบริษัทใหญ่ๆ ได้สบายมาก เพราะความสามารถของยีสต์ ที่ทำงานอยู่ในแต่ละพื้นที่ และในแต่ละหมู่บ้านไม่เหมือนกันเลย จึงทำให้รสชาติของเหล้าพื้นเมืองตามพื้นที่ต่างๆ มีความอร่อยอันแตกต่างกันไป

ดังนั้น การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย การท่องเที่ยวของจังหวัดตาก การท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ และการท่องเที่ยวของจังหวัดสกลนคร ถ้าเอาเหล้าพื้นเมืองมาเป็นตัวดึง เช่น ถ้าจะดื่มเหล้านี้ คุณจะต้องไปที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงรายเท่านั้น คุณไปที่อื่นไม่มี เพราะยีสต์ตัวนี้อยู่ที่อำเภอพานจังหวัดเชียงราย หรือเหล้าสาโทแบบนี้ ต้องไปที่สกลนครเท่านั้น ตรงนี้ก็จะกลายเป็นความสนใจของนักท่องเที่ยวในทันทีทันใด และแน่นอนว่า นักดื่มทั่วโลกก็จะเดินทางมาลิ้มรสชาติที่แตกต่างกันอย่างเนืองแน่น สร้างรายได้เข้าประเทศ ลงสู่ชนบทได้อย่างมากมาย

ร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยของเรา มีความได้เปรียบในเรื่องของเครื่องดื่ม อาหาร และการท่องเที่ยว เหมือนเราไปญี่ปุ่น เราชื่นชมสาเกในหมู่บ้านต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน และเขาก็บอกว่า เพราะน้ำแร่ของเขาไม่เหมือนกัน ยีสต์ของเขาจึงไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยก็มีเช่นเดียวกัน ส่วนตัวผมนั้นมีรายการยีสต์เป็นร้อยๆ ซึ่งแต่ละรายการก็ไม่เหมือนกันเลย ผมจึงแปลกใจ ว่าทำไมกฎหมายประเทศไทย จึงไม่เปิดโอกาสให้พวกเราเอาความได้เปรียบทางการแข่งขันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศของเรา

ถ้าเป็นเพราะข้อกังวลในเรื่องของความปลอดภัย ก็ต้องบอกว่า ด้วยความที่ผมทำงานกับพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศไทย ก็ขอยืนยันได้เลยว่า วันนี้เทคโนโลยีทางด้านการกลั่นของประเทศไทย เรามีดีเกินพอที่จะรับประกันความปลอดภัยได้อย่างสนิทใจแล้ว ไม่มีอันตรายใดๆ ทั้งนั้น ที่สำคัญ เราสามารถนำไปถ่ายทอดได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

สำหรับผมจึงไม่มีเหตุผลอันใด ที่จะไม่แก้ไขพระราชบัญญัติสรรพสามิต เพื่อปลดปล่อยสุราพื้นบ้านของประเทศไทย ให้ออกไปสู่มิติทางการแข่งขัน ทั้งตลาดในประเทศ และตลาดโลก เพราะนี่คือกุญแจของการกระตุ้นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ทรงประสิทธิผล และทำให้คนชนบทกับคนเมืองกลับมาอยู่ใกล้กันมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของรายได้ และการให้คุณค่าในฐานะประชาชนของประเทศนี้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top