วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ผ่านพ้นไปแล้วกับงานสัปดาห์ค้นหาข้อเท็จจริง ในวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก ประจำปี 2565 ช่วงปลายเดือนมี.ค.-ต้นเดือนเม.ย. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีการเสวนาหัวข้อ “รับมือปัญหามิจฉาชีพยุค 5G ถึงเวลาวาระแห่งชาติ” หยิบยกปัญหา “ข้อความสั้น (SMS) หลอกลวง” และ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีหลายคนตกเป็นเหยื่อเสียเงินเสียทองไปเป็นจำนวนมาก ตามมาด้วยคำถาม “ทำไมถึงปราบไม่หมดเสียที?” ขึ้นมาพูดถึง
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อธิบายวิธีการหลอกหลวงด้วยการส่ง SMS ว่า จะมีบริษัทที่รับ-ส่ง SMS แบบกระจายวงกว้าง ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการก็จะมีทั้งลูกค้าที่ดี คือหน่วยงานหรือบริษัทห้างร้านที่ให้บริการตามปกติทั่วไป เช่น ธนาคารหรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่แจ้งรหัส OTP กับผู้สมัครใช้งาน การสื่อสารประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ เป็นต้น
แต่ก็จะมีลูกค้าที่ไม่ดีมาใช้บริการนี้ด้วยเพื่อส่ง SMS หลอกลวง ดังนั้นสิ่งที่ กสทช. ดำเนินการคือกวดขันให้บริษัทที่รับ-ส่ง SMS คัดกรองลูกค้าที่จะมาใช้บริการ โดยเฉพาะการห้ามกำหนดชื่อผู้ส่งเองตามใจชอบ เพื่อป้องกันการแอบอ้างเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชนต่างๆ ส่วนการปิดกั้นยอมรับว่าทำได้ยากและส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วๆ ไป เช่น รหัส OTP ที่ลูกค้าจะใช้งานไม่ถูกส่งมาเพราะเมื่อปิดกั้นก็ต้องปิดทั้งหมด อีกทั้งบริษัทใหญ่ๆ เองหลายแห่งก็มีเครือข่ายธุรกิจหลายประเภทด้วย การปิดกั้นจึงต้องทำเท่าที่จำเป็นและต้องละเอียดรอบคอบ
ส่วนการหลอกลวงแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพจะไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการอยู่ในต่างประเทศแล้วโทรศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เนตเข้ามาหลอกลวงคนในประเทศไทย มีการปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ให้เหมือนกับที่ใช้กันในไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากกว่า เพราะการสืบสวนจับกุมนั้นไทยต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศที่มิจฉาชีพใช้ก่อเหตุด้วย อีกทั้งต้นทุนการโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เนตข้ามประเทศมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูก
สำหรับการดำเนินการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ใช้หลักการเดียวกับ SMS หลอกลวง คือ 1.กรณีโทร.จากต่างประเทศแต่ปลอมให้เหมือนหมายเลขโทรศัพท์ในประเทศไทย (หรือปลอมเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ให้ปิดกั้นทันทีเพราะมีเจตนาหลอกลวงชัดเจน 2.กรณีโทร.จากต่างประเทศแล้วใช้รหัสประเทศที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งแต่ละชาติจะมีอยู่ เช่น ไทยคือ 066 สหรัฐอเมริกาคือ 001 อังกฤษคือ 044 บราซิลคือ 055 เป็นต้น
แต่จะมีรหัสที่สำรองอยู่และยังไม่ได้จัดสรรให้ประเทศไหน ซึ่งรหัสเหล่านี้หากมิจฉาชีพเอามาใช้ก็แปลว่าเป็นความพยายามปลอมแปลงเช่นกัน เพราะเมื่อสืบค้นก็พบว่าเป็นประเทศที่ไม่มีอยู่จริง ก็ให้ปิดกั้นเช่นกัน 3.กรณีโทร.จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย แล้วขอให้ผู้ให้บริการในไทยแปลงให้เหมือนกับหมายเลขที่ใช้ในไทย เรื่องนี้กำชับแล้วว่าห้ามผู้ให้บริการทำให้เด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้สวมรอยเป็นหน่วยงานรัฐและเอกชนในไทย
“ตอนนี้ตกลงกันอยู่ว่าเพื่อทำให้ประชาชนตระหนักและสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพได้ไหม? อาจจะพยายามใส่รหัสเข้าไป ในเบื้องต้นทางสำนักงานก็แถลงว่าจะให้ใส่รหัสเป็น +66 บวกคือโทร.จากต่างประเทศ 66 คือรหัสประเทศไทย ถ้าโทร.จากต่างประเทศแต่เป็นรหัสประเทศไทยให้สันนิษฐานว่าเป็นเบอร์มิจฉาชีพหรือเปล่า? อันนี้ไม่ 100% ว่าจะเป็นมิจฉาชีพ จะต่างจากการปลอมแปลงเบอร์ เพราะบางทีคนไทยหรือคนที่อยู่ต่างประเทศ ซื้อซิมราคาถูกแล้วโทร.ข้ามประเทศกันผ่านระบบ VoIP มันก็สามารถใช้งานได้
ถ้าเรามาแปลงให้ทุกเบอร์เป็นเบอร์ 66 ก็แปลว่าจะมีทั้งคนที่ไม่ใช่มิจฉาชีพกับคนที่ใช่มิจฉาชีพใช้ ถ้าบล็อกทั้งหมดการสื่อสารก็อาจเป็นปัญหาสำหรับสุจริตชน ที่เราทำได้คือแปลงเบอร์ให้ผิดสังเกตแต่ไม่สามารถบล็อกได้ ผู้บริโภคพอรับสายเสร็จพอรู้ว่าเป็นมิจฉาชีพก็วางสายไป แต่ถ้าเป็นญาติหรือผู้ที่ติดต่อมาอย่างสุจริตชนก็พูดคุยต่อได้ ตรงนี้ในเบื้องต้นพยายามกำหนดตัวเลขอยู่ เบื้องต้นอาจเป็นตุ๊กตาไว้คือ +66 แต่ตอนนี้ผู้ให้บริการหลายค่ายบอก +66 อาจจะไม่ดี อาจจะหาเลขอื่น” นพ.ประวิทย์ กล่าว
ขณะที่ ชลดา บุญเกษม อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ประชาชนต้องเผชิญกับมิจฉาชีพหลายรูปแบบนอกจาก SMS ที่เผลอกดเข้าไปดูกลับกลายเป็นสมัครแล้วและต้องเสียเงินแต่การยกเลิกนั้นยากมาก หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นบริษัทรับ-ส่งพัสดุบ้าง ตำรวจบ้าง ศาลบ้างแล้ว ยังมีการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น การประกาศผ่านเฟซบุ๊ค โฆษณาชวนเชื่อว่ามีแหล่งเงินกู้ที่อนุมัติได้ง่ายๆ
“พอสมัครกู้ไปแล้วทำไมโอนเงินไม่ไป? เพราะฉะนั้นคุณต้องติดปัญหาอะไรสักอย่างหนึ่ง คุณต้องสมัครค่าธรรมเนียมก่อน ก็โอนเงินค่าธรรมเนียมไปให้เขาอีก พอโอนเงินค่าธรรมเนียมไปแล้วก็ยังไม่ได้อีก ถามว่าติดอะไรก็บอกว่าติดระบบนี้ คุณต้องปลดล็อกนี้ก่อน โอนไปอีก ก็คือทำให้ผู้บริโภคเองต้องเสียเงิน ที่บอกว่าเสียเงินเป็นหมื่นเป็นแสนเขาก็ใช้วิธีนี้” ชลดายกตัวอย่าง
เช่นเดียวกับ สว่าง ศรีสม สมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภค เล่าว่า เคยตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แล้วพบปัญหาคือหากถูกหลอกและโอนเงินไปในช่วงเย็น การจะไปแจ้งธนาคารให้อายัดบัญชีก็ไม่ทันเพราะธนาคารให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจก่อนแล้วนำเอกสารการแจ้งความมาติดต่อสาขาของธนาคาร แต่กว่าจะไปถึงธนาคารก็หมดเวลาทำการไปแล้ว และคิดว่าธนาคารควรมีบทบาทมากขึ้นในการป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพมาใช้บริการเพื่อหลอกลวงประชาชน
“การที่เปิดบัญชีม้าแล้วก็โอนกันไปหลายทอด มันก็ควรจะต้องสงสัยได้แล้วว่ามีความผิดปกติ อันนี้ก็อยากจะฝากให้ทางธนาคารคิดระบบที่จะมาตรวจสอบตรงนี้ อย่างน้อยก็เป็นต้นทางในการตรวจสอบแล้วลดปัญหาให้ได้มากที่สุด” สว่าง ระบุ
ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย และอดีตกสทช. ถอดบทเรียนการรับมือมิจฉาชีพในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย มีหน่วยงาน ACMA ทำหน้าที่แบบเดียวกับ กสทช. ของไทย มีกฎหมายที่ระบุให้ผู้ประกอบการสินค้าและบริการ ที่จะส่ง SMS ต้องได้รับความยินยอมจากผู้บริโภคด้วย ซึ่งผู้บริโภคสามารถร้องเรียนกับ ACMA ได้หากถูกละเมิด มีหน่วยงาน ACCC ซึ่งตั้งแผนก Scamwatch มาเพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะ รวมถึงบูรณาการการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
สิงคโปร์ มีหน่วยงาน IMDA ทำหน้าที่คล้ายกับ กสทช. มีการปิดกั้นเว็บไซต์ต้องสงสัย ซึ่ง IMDA ทำงานร่วมกับตำรวจ การปิดกั้นการโทรศัพท์จากต่างประเทศกรณีเป็นหมายเลขต้องสงสัย หรือการแสดงเครื่องหมายเป็นหมายเลขจากต่างประเทศเพื่อเตือนผู้บริโภค มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยคัดกรอง และ IMDA ยังทำงานกับธนาคารกลางแห่งชาติสิงคโปร์ สร้างระบบยืนยันตัวตนผู้ส่ง SMS แล้วให้ธนาคารต่างๆ เข้าร่วม
อังกฤษ มีหน่วยงานกำกับดูแลคือ Ofcom มีสายด่วน 7726 ให้ผู้ได้รับผลกระทบจาก SMS หลอกลวงร้องเรียนและแจ้งเบาะแส โดย Ofcom มีฐานข้อมูลและยังทำงานร่วมกับตำรวจ อีกทั้งทบทวนการทำงานทุกปีเพื่อรับมือการหลอกลวงรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกา มีหน่วยงาน FCC นอกจากดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว ยังวิเคราะห์รูปแบบการหลอกลวงต่างๆ มาจัดทำเป็นชุดข้อมูลเพื่ออธิบายให้ประชาชนเข้าใจเพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ
“โดยสรุปถ้าจะทำเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ ก็จะต้องบูรณาการหน่วยงานภาครัฐบาล องค์กรกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมอย่าง กสทช. องค์กรที่ทำด้านธนาคารอย่างแบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ร่วมทั้งธนาคารต่างๆ ผู้ให้บริการค่ายมือถือทั้งหลาย หน่วยงานดิจิทัลที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดีอี แล้วก็สภาองค์กรของผู้บริโภค แล้วก็ตำรวจ” สุภิญญา กล่าว
ปิดท้ายด้วย มีธรรม ณ ระนอง รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยว่า ระยะหลังๆ มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ เช่น จ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ หรือสินค้าไม่ตรงปกชี้ให้เห็นว่าปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์ทวีความรุนแรงขึ้นผู้ตกเป็นเหยื่อก็มีทุกช่วงวัยและระดับการศึกษา และเทคโนโลยียังเอื้อต่อการก่อเหตุ อาทิ เมื่อรวบรวมเงินจากการหลอกลวงได้แล้ว มีการโยกย้ายถ่ายเทเงินผ่านระบบสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การไล่ตรวจสอบบัญชีธนาคารต้องใช้เวลา
“ด้วยเทคโนโลยีเก่าๆ หรือที่เราใช้อยู่คงไม่ทัน ต้องมี AI ต้องทำในลักษณะ Active (เชิงรุก) มากขึ้น ในปีหน้าเราก็จะมีการทำเรื่องของ Social Monitoring แล้วก็การพัฒนาให้เป็นเชิงรุก ดีกว่านั่งรอแล้วก็รับคนที่จะโทร.เข้ามาอย่างเดียว สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย ภาครัฐแต่ละหน่วยงานถ้ายังไม่บูรณาการกัน ในอนาคตคิดว่าก็น่าจะไปไม่ทันวิวัฒนาการของผู้หลอกลวง” มีธรรม กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี