วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
“ปากท้อง-ข้าวปลาอาหาร” เป็นอีกประเด็นที่ชาวกรุงเทพมหานคร (กทม.) รวมถึงชาวไทยกังวลกันมาก เห็นได้จากผลโพลล์ทุกสำนักและทุกยุคสมัย ทั้งในแง่ต้นทุนค่าครองชีพตลอดจนความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้มีวงเสวนา “ปากท้องของคนกรุง ชวน (ว่าที่) ผู้ว่าฯ ออกแบบอนาคตเมืองด้วยพื้นที่อาหาร” ที่หอศิลปฯ กรุงเทพฯให้ภาคประชาชนได้สะท้อนปัญหาโดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลายท่านเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กล่าวว่า เรื่องการขาดแคลนอาหารไม่ใช่ปัญหาของคนรวยแต่เป็นปัญหาของคนจน ดังนั้นทางออกจึงอยู่ที่การสร้างรัฐสวัสดิการ และการมีกฎกติกาที่เป็นธรรม เช่น นำรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเป็นงบประมาณของท้องถิ่น ไปเติมให้กับสวัสดิการสังคม อาทิ เบี้ยผู้สูงอายุ สวัสดิการเด็กแรกเกิดในครอบครัวยากจน เป็นต้น โดยเริ่มที่ กทม. ก่อน ในฐานะเมืองหลวง เพื่อนำไปสู่การผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการด้วย
เพราะหากคนวัยทำงานเห็นว่าพ่อแม่รวมถึงตนเองในวันที่แก่ตัวลงได้รับการดูแลที่ดีจากเมือง ก็จะตั้งใจทำงานหรือไล่ตามความฝันได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับนโยบายบ้านคนเมือง เพื่อที่คนจะไม่ต้องถูกไล่ออกไปอยู่นอกเมืองเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัยไม่ไหว แล้วก็ต้องไปหมดค่าใช้จ่ายกับการเดินทางเข้ามาทำงานในเมือง จนไม่เหลือกำลังการบริโภค ซึ่งเมื่อคนได้รับสวัสดิการที่ดีก็จะกล้าใช้จ่ายมากขึ้น เมืองก็จะดึงดูดการลงทุนมากขึ้น
“คุณเห็นนายทุนที่ซอยที่แปลงใหญ่เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว มีที่ตาบอดข้างใน ที่ใหญ่ๆ ไม่ชอบ ทำเป็นที่ตาบอดเพื่อเลี่ยงภาษีใช่ไหม? ทำไมผู้ว่าฯ ไม่เสนอโครงการ เสนอรัฐบาลในการเวนคืนที่ดินไปเลย ในเมื่อราคาที่ดินก็ถูกลง ราคาค่าเวนคืนก็ถูกลง ถูกไหม? เอามาทำตลาดสิ เอามาทำพื้นที่สาธารณะสิ คุณไปไล่จับพ่อค้าแม่ขาย คุณแก้ที่ปลายเหตุหรือเปล่า? เพราะตราบใดก็ตามที่ความต้องการในการซื้อมันมี แต่พื้นที่ขายมันไม่มี ทำไมคุณไม่เอาที่รกร้างเหล่านี้ขอสิทธิ์คนรวยที่ครอบครองพื้นที่ นายทุนที่ครอบครองพื้นที่ คุณยังไม่ใช้ที่ใช่ไหม? ไม่อยากเสียภาษีใช่ไหม? มอบสิทธิ์ใน กทม. ทำพื้นที่ตลาดสิ เราก็จะมีพื้นที่ตลาด” วิโรจน์ กล่าว
ขณะที่ รสนา โตสิตระกูล กล่าวถึงการกระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่ โดยมีนโยบาย 50 ล้าน 50 เขต ให้ประชาชนในแต่ละเขตนำเสนอโครงการเข้ามาขอรับการสนับสนุน เช่น ข้อเสนอเรื่องเกษตรในเมือง นอกจากนี้ กทม. ควรสำรวจพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เพื่อนำมาทำเป็นพื้นที่เกษตรในเมือง ทั้งเพื่อคนจนเมืองและผู้ที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์ เพราะการมีแหล่งอาหารใกล้ตัวเป็นเศรษฐกิจที่ลดคาร์บอน ลดระยะการเดินทางที่ทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน
รวมถึงส่งเสริมการแยกขยะอาหาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 55 ของขยะทั้งหมดใน กทม. เพราะสามารถนำไปหมักเป็นก๊าซชีวภาพหรือก๊าซหุงต้ม โดยมีแรงจูงใจสำหรับครัวเรือนที่แยกขยะเป็นประจำด้วยการให้ก๊าซหุงต้มเดือนละ 1 ถัง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน ขยะอาหารยังนำไปหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ในเมืองได้ด้วย อีกทั้งต้องสนับสนุนให้ผู้มีที่ดินที่ไมได้ใช้ประโยชน์ ทำข้อตกลงกับรัฐบาลเพื่อให้ กทม. นำไปใช้เป็นพื้นที่เกษตรหรือปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองให้ได้ 9 ตร.ม./คนตามมาตรฐานสากล
“เรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เราจะให้ความเป็นธรรม เพราะสำหรับบ้านเรือนที่เขาได้รับมรดกมาแต่เดิม แต่อาจจะอยู่ในที่ Prime Area (ทำเลศักยภาพสูง) และมีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสูงมาก จนจะกลายเป็นการไล่คนที่มีที่ดินอยู่ใน Prime Area ออกไปจากบ้าน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ถ้าเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะให้ความเป็นธรรมในเรื่องนี้
การเก็บภาษีที่ดินที่เป็นไปตามระบบนั้น จะเก็บต่อเมื่อมีการขายที่ดิน แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณยังอยู่อาศัยในที่ดินเดิมต้องคิดตามความเป็นจริงว่าที่ดินอาจจะราคาแพงแต่เจ้าของบ้านไม่ได้มีรายได้อะไร ที่จะมาจ่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น มันเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมกับเขา เป็นการไล่เขาออกไปจากพื้นที่ แล้วก็จะกลายเป็นช่องทางที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่จะเข้ามาครอบครองที่ดินใน Prime Area เรื่องนี้จะให้ความเป็นธรรม เพราะพิกัดภาษีทั้งหลายเมื่อนำมาใช้ องค์กรท้องถิ่นสามารถปรับตามความเหมาะสมตรงนี้ได้” รสนา กล่าว
ด้าน น.ต.ศิธา ทิวารี กล่าวว่า ในเรื่องพื้นที่อาหารของเมือง เบื้องต้นคือที่ดินของ กทม. เอง ต่อมาคือที่ดินของรัฐวิสาหกิจ ตามด้วยที่ดินส่วนราชการ สุดท้ายคือที่ดินรกร้างว่างเปล่าของเอกชน ซึ่งหากเป็นหน่วยงานของรัฐนั้นไม่ยากในการขอความร่วมมือ แต่ในส่วนของเอกชนต้องใช้กฎหมาย เช่น เจ้าของที่ดินที่เลี่ยงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วยการอ้างว่าใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร
อาทิ กฎหมายระบุว่าใน 1 ไร่ต้องปลูกพืชกี่ต้น ก็ใช้วิธีไปปลูกติดกันไว้เฉพาะบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำ แม้จะเกิดประโยชน์บ้างเรื่องพื้นที่สีเขียว แต่ไม่ได้ประโยชน์กับชุมชนเรื่องพื้นที่อาหาร ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ต้องถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เช่น ทำสวนสาธารณะให้ประชาชนมีพื้นที่ออกกำลังกาย หรือทำสวนครัวตัวอย่างของเมือง โดย กทม. เป็นคนกลาง ระหว่างภาคประชาสังคมที่ทำงานรณรงค์ด้านแหล่งอาหารปลอดภัยในเมือง กับผู้บริโภคที่ต้องการพืชผักและมีกำลังทรัพย์พร้อมจ่าย รวมถึงส่งเสริมหาบเร่แผงลอย ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย
“มันคือเอกลักษณ์ไทยๆ เราขายของอยู่หน้าบ้าน คนเดินไปเดินมาต้องได้ซื้อได้ขาย แต่เราจะเปลี่ยนเทศกิจ ที่ถามหาบเร่แผงลอยไม่มีสักคนเลยที่ชอบ จากคนที่ไปเป็น Inspectorผู้ตรวจสอบเขา เป็น Facilitator คือคนที่สนับสนุนให้พี่น้องประชาชนสามารถขายของได้โดยไม่กีดขวางทางเท้า ไม่กีดขวางการจราจร และถูกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีการไปเบียดเบียนรายได้ของผู้มีรายได้น้อย” น.ต.ศิธา กล่าว
ปิดท้ายด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ร่วมให้ความเห็นเข้ามาผ่านช่องทางออนไลน์ เสนอแนะนโยบาย 1.แยกขยะตั้งแต่ต้นทางเพื่อนำขยะเปียกไปทำปุ๋ยอินทรีย์ เป็นการส่งเสริมเกษตรปลอดสารเคมี ซึ่ง กทม. ต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน เช่น มีรถเก็บขยะเปียกโดยเฉพาะเพื่อนำไปส่งโรงงานผลิตปุ๋ย ส่งเสริมให้ประชาชนผลิตปุ๋ยได้เองโดยสร้างแรงจูงใจ อาทิ รับซื้อปุ๋ยจากประชาชนไปใช้ในสวนสาธารณะ มีการตั้งเป้าที่ชัดเจนและเริ่มต้นเป็นรายเขต
2.ส่งเสริมสวนเกษตรอินทรีย์ใกล้บ้าน ซึ่งนิยามใกล้บ้านคือ 15 นาที โดยหาพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น ใน กทม. มีชุมชน 2,000 ชุมชน หากทุกชุมชนมืพื้นที่เกษตรอินทรีย์ก็จะช่วยให้เข้าถึงแหล่งอาหารได้ หรือส่งเสริมพื้นที่เกษตรบนดาดฟ้าอาคาร 3.หาตลาดให้ผู้ผลิต สามารถเทคโนโลยีแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาสนับสนุน โดยผู้บริโภคสามารถดูได้ว่ามีพืชผลทางการเกษตรชนิดใดเท่าไร และมีบริการขนส่งทั่วกรุงเทพฯ เป็นการจ้างงานได้อีกทางหนึ่ง
“ต้องทำแผนที่ว่างเพื่อให้ทราบว่าตรงไหนมีที่ว่าง เผื่อประชาชนจะขอหรือเช่าไปทำแปลงเกษตรของแต่ละชุมชน เราต้องเอาจริงเอาจังกับการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้เจ้าของไม่ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า อาจจะมีแรงจูงใจให้กับอาคารที่มีการใช้พื้นที่ในการทำแปลงเกษตร” ชัชชาติ กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี