วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“การศึกษา” เป็นหนทางยกระดับบุคคลไปสู่การมีงานมีรายได้ดีและมั่นคง และเป็นการเสริมศักยภาพประชากรในฐานะผู้ขับเคลื่อนประเทศ สำหรับประเทศไทย แม้จะมีความพยายามดึงเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษาจากหลากหลายนโยบาย ทั้งโรงเรียนขยายโอกาส การเรียนฟรี 15 ปี จนถึงกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ถึงกระนั้น ก็ยังมีเด็กและเยาวชนอีกส่วนหนึ่งที่ “หลุดออกจากระบบ” ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายปลายทางที่แต่ละคนฝันไว้
เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ มีการจัดเสวนาหัวข้อ “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ปฏิรูปนโยบายเรียนฟรี ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 15 ปี ยังเท่าเดิม” โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่ง รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยมีนโยบายเรียนฟรี เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง อีกทั้งต้องบอกว่าประเทศนี้ใจดีเพราะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแม้กระทั่งกับลูกหลานคนต่างชาติ

โดยการดำเนินนโยบาย รัฐจะส่งเงินไปยังโรงเรียน ซึ่งจะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ คือ 1.ค่าจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะได้แบบ “รายหัว” ตามจำนวนนักเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ยิ่งมีนักเรียนมากโรงเรียนก็จะได้งบประมาณส่วนนี้มากไปด้วย2.กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น ทัศนศึกษา เข้าค่าย จัดแข่งกีฬา ฯลฯ โดย 2 รายการนี้เป็นงบประมาณให้กับโรงเรียนโดยตรง ส่วนอีก 3 รายการ คือ หนังสือเรียน เครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตคือ “เงินอุดหนุนเด็กยากจน ไม่ครอบคลุมชั้นก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) และมัธยมศึกษาตอนปลาย” ขณะเดียวกัน “เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองพบว่าเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียนไม่เพียงพอ”โดยเฉพาะเครื่องแบบ นอกจากชุดนักเรียนแล้วยังมีชุดลูกเสือชุดพละ ชุดประจำถิ่น ฯลฯ อีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนมีค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพิ่มขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์เครื่องมือที่ต้องใช้ฯลฯ” ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19
“ถ้ามองด้วยใจที่เป็นธรรม นโยบายเรียนฟรี 5 รายการพวกนี้ ถ้าคิดว่ารัฐบาลพอจะมีรายได้ก็ปรับได้ แต่วันนี้เราต้องมาดูรายละเอียด เพราะปรับทีหนึ่งไม่ได้ปรับแค่สังกัดเดียว แต่ปรับเด็กทั้ง 10 ล้านคน พูดง่ายๆ 8 หมื่นล้าน สมมุติเรามีเด็ก 10 ล้าน ปรับ 100 บาท เจอเข้าไปพันล้าน ฉะนั้นขยับนิดหนึ่งแล้วขยับหมด แล้วก็จะเป็นภาระต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้นมันก็จะเป็นประเด็นที่เราต้องมาคิดว่า ถ้ามันจำเป็นต้องปรับจะปรับอย่างไร” รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว
รศ.ดร.ชัยยุทธ เสนอแนวทางปรับปรุงไว้ 2 รูปแบบ 1.อุดช่องว่างชั้นอนุบาลและ ม.ปลาย กรณีเด็กยากจน การช่วยเหลือเด็กอนุบาลยากจน ที่มีอยู่ประมาณ 2.4 แสนคน อัตรา 1,000 บาทต่อหัว จะใช้งบ 240 ล้านบาท ส่วนชั้น ม.ปลาย หากเริ่มปรับที่ชั้น ม.4 ก่อน จะมีเด็กกลุ่มนี้ประมาณ 2.8 หมื่นคนใช้งบ 255 ล้านบาท รวมแล้วอยู่ที่ราว 500 ล้านบาทกับ 2.เพิ่มการอุดหนุนชั้น ม.ต้น ด้วย หากมีงบเหลือ โดยส่วนนี้จะใช้งบเพิ่มอีกเกือบ 700 ล้านบาท เมื่อรวมกับรูปแบบในข้อแรก จะใช้งบทั้งหมดประมาณ 1 พันล้านบาท
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในทางวิชาการมีผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า “การลงทุนในเด็กช่วง 6 ปีแรกของชีวิตให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด” คิดเป็นผลกำไรถึงร้อยละ 13-14 เช่นเดียวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น รถไฟฟ้า) แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานใช้ไปสัก 20 ปีก็จบต้องสร้างกันใหม่ มนุษย์ที่ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพ ก็จะกลายเป็นพ่อแม่ที่มีคุณภาพของประชากรรุ่นถัดไป
ซึ่งจุดนี้เป็นมูลค่าที่ไม่สามารถคำนวณได้
“จำนวนมากยากจนเพราะไม่ได้รับบริการจากภาครัฐ คนยากจนไม่ได้ยากจนเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ยังยากจนทางความคิดว่าตัวเองต่ำต้อยด้วย คนยากจนจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยไม่มีบัตรประชาชน เพราะไม่กล้าเดินขึ้นไปบนอำเภอเพื่อทำบัตรประชาชน เพราะคิดว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่มีหลักฐานยืนยันได้ ฉะนั้นการให้เงินอุดหนุนส่วนนี้จะช่วยให้กำลังใจเขา ว่ามีคนสนใจเขา แคร์เขา ให้แรงผลักดันและดูแลลูกต่อไปข้างหน้า” รศ.ดร.วรากรณ์ ระบุ
รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการสนับสนุนในระดับ ม.ปลาย (ทั้งสายสามัญและอาชีวะ) แม้จะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่ก็มีความสำคัญ ด้านหนึ่งช่วยเพิ่มโอกาสการหางานที่มั่นคงทำได้ แทนที่จะเป็นแรงงานไร้ทักษะก็จะได้เป็นแรงงานมีฝีมือ อีกด้านหนึ่ง ที่ผ่านมาไทยลงทุนกับการเรียนระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) หลักแสนล้านบาทต่อปี แต่มีผู้ได้ประโยชน์เพียงร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 70 ไปไม่ถึงมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ ม.ปลาย เสียด้วยซ้ำไป การอุดหนุนเด็กยากจนให้เรียนชั้น ม.ปลาย ก็จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้
ขณะที่ ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวถึงผลการศึกษา ที่พบว่า ในแต่ละปี ครัวเรือนจะมีภาระค่าเล่าเรียนบุตรหลานเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นบาท รองลงมาเป็นค่าเดินทาง ปีละ 4,000 บาท ค่าเครื่องแบบ ปีละประมาณ 1,300 บาท ค่าหนังสือและอุปกรณ์ต่างๆ ราว 1,100 บาท เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อแยกเป็นรายพื้นที่ ครัวเรือนใน กรุงเทพฯ จะมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงที่สุด ซึ่งอาจเป็นเพราะพื้นที่นี้มีทั้งโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนของรัฐที่มีหลักสูตรราคาแพง
“กรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงกว่าค่าใช้จ่ายของประเทศประมาณ 2 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือค่าเดินทางของประเทศเฉลี่ย 4,000 บาทต่อปี กรุงเทพฯ ก็ประมาณเกือบ 7,000 ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับครอบครัว โดยเฉพาะชนชั้นกลางล่างๆ หน่อย หรือว่าคนยากจน ค่าเดินทางไม่ได้ถูก แล้วยิ่งปัจจุบันค่าน้ำมันก็แพง ก็น่าจะเยอะขึ้นด้วย อันนี้ตัวเลขเก่า ด้วยราคาน้ำมัน ราคาสาธารณูปโภคในยุคใหม่ ก็น่าจะยิ่งทำให้ค่าเดินทางแพงขึ้น ส่วนค่าอุปกรณ์ถือว่าไม่หนักมาก จะไปหนักค่าเล่าเรียนมากกว่า” ภูมิศรัณย์ กล่าว
อีกด้านหนึ่ง ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญการพิเศษ กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) กล่าวว่า การให้เงินอุดหนุนนั้นจำเป็น แต่ควรมีกลไกอื่นเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในมุมมองของสภาพัฒน์ แม้จะมีความพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แต่ครัวเรือนยังมีเรื่องของต้นทุนค่าเสียโอกาสในการทำงาน
“หลายครัวเรือนเราพบว่าเด็กไม่ไปเรียนไม่ใช่ว่าเขา (พ่อแม่ผู้ปกครอง) ไม่สามารถส่งเด็กไปเรียน แต่จะเป็นว่าคุ้มกว่าถ้าจะให้ลูกหลานไปทำงาน เพื่อมาช่วยค่าแรงเขาอีกแรง ฉะนั้นกลไกที่เราอยากจะขับเคลื่อนในอนาคต ก็คือมองไปที่ครัวเรือนเป็นสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับเด็ก แต่ดูศักยภาพของครัวเรือน ของพ่อแม่โดยรวมด้วยว่าสามารถรับรู้และเข้าใจความสำคัญของการศึกษา รวมถึงสามารถที่จะมีงานทำเพื่อจะมาเลี้ยงเด็กด้วย” ปฏิมา กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี