สกู๊ปแนวหน้า : ปรับกฎหมาย-แก้ทัศนคติ เลิก‘ชายเป็นใหญ่’ลด‘คดีเพศ’

สกู๊ปแนวหน้า : ปรับกฎหมาย-แก้ทัศนคติ เลิก‘ชายเป็นใหญ่’ลด‘คดีเพศ’

วันเสาร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

“ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศหรือความรุนแรงทางเพศ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แล้วก็เป็นประเด็นที่ได้รับความสำคัญในระดับสากล ในส่วนของ UN (องค์การสหประชาชาติ) ได้มีการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศในเรื่องสตรีไว้ แล้วก็มีเรื่องของความรุนแรงทางเพศด้วย ในส่วนของอนุสัญญา CEDAW (อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ) ก็พูดถึงมิติสิทธิมนุษยชนในเรื่องของความรุนแรงทางเพศไว้ด้วยหลายด้าน”

หรรษา บุญรัตน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ : ปกป้อง คุ้มครองสิทธิผู้ตกเป็นเหยื่ออย่างไร?” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศและความรุนแรงทางเพศในระดับสากล


ทั้งนี้ แม้อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) จะกำหนดให้รัฐผู้ร่วมภาคีต้องมีมาตรการปกป้องคุ้มครอง รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดด้วย แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ผู้ถูกล่วงละเมิดไม่ค่อยกล้าแจ้งความด้วยความกลัวอับอาย กลัวถูกตีตรา ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา อาทิ มีการตั้งคำถามย้อนกลับไปยังผู้หญิงว่ามีส่วนให้เกิดเหตุนั้นขึ้นหรือไม่ เป็นต้น ขณะที่ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การแจ้งความ ความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่ หรือการที่เจ้าหน้าที่มีทัศนคติบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อผู้ที่ถูกล่วงละเมิด

“สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทางอนุสัญญาให้ความสำคัญก็คือกระบวนการช่วยเหลือผู้เสียหาย ตั้งแต่ก่อนพิจารณาคดีระหว่างพิจารณาคดี และหลังพิจารณาคดี ตั้งแต่การคุ้มครองความปลอดภัย เรื่องของความเป็นส่วนตัวที่ได้รับความคุ้มครอง เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง และกระบวนการพิจารณาคดีที่มีการคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางเพศ เรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีคุณภาพ บางครั้งท่านอาจมาจากครอบครัวที่ไม่มีฐานะมีทนายอาสา บางครั้งทนายอาสาก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้ แล้วจริงๆ คดีทางเพศก็เป็นเรื่องที่ยาก เรื่องของหลักฐานก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ บางครั้ง
เกิดในสถานที่ที่ไม่มีคนอื่นที่เป็นพยาน” หรรษา กล่าว

มุมมองจากฝั่งผู้บังคับใช้กฎหมาย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีของประเทศไทย ปัจจุบันยังต้องใช้แนวคิด “ปราบปรามนำป้องกัน” เช่น คดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กยังมีผู้กระทำผิดอยู่มากเนื่องจากไม่เกรงกลัวกฎหมาย และในระดับท้องถิ่นก็ยังมีผู้มีอิทธิพลอยู่ อาทิ คดีหนึ่งในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี สิ่งแรกคือต้องพิสูจน์ตัวตนของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดให้ได้ก่อน เพื่อสืบสวนต่อไปยังผู้ใช้บริการ โดยในเบื้องต้น คดีนี้จับกุมผู้เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมามีข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีความพยายามกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่และข่มขู่พยาน รวมถึงพบว่า มีผู้ต้องหาคนหนึ่งเป็นลูกนักการเมืองที่มีประวัติเคยก่อคดีฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและคดีข่มขืนกระทำชำเรา แต่หลุดคดีทั้งหมดเพราะอยู่ในท้องถิ่น คนในพื้นที่รู้จักกันทำอะไรก็เกรงใจกัน จึงประสานกับหัวหน้าศาลจังหวัดเพื่อขอถอนการประกันตัวผู้ต้องหารายนี้ นำตัวกลับไปขังในเรือนจำเพื่อป้องกันไม่ให้ไปข่มขู่พยานได้ ซึ่งศาลก็สั่งถอนประกันแล้ว รวมถึงตำรวจยังแจ้งข้อหารองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ที่พยายามช่วยเหลือผู้ต้องหาในคดีนี้ด้วย

“ในเรื่องของเด็ก สำหรับบ้านเรายอมรับว่าความเข้าใจยังน้อย สิ่งสำคัญคือผมพยายามถ่ายทอดความรู้ลงไปยังพื้นถิ่นให้มาก ผมก็กราบเรียนว่าเมื่อ 17 ปีที่แล้วผมไปเรียนหลักสูตรFBI ที่สหรัฐอเมริกา สิ่งสำคัญที่โรงเรียน FBI สอนเขาพูดถึงเรื่องค้ามนุษย์ พูดถึงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศของเด็ก มากกว่าเรื่องยาเสพติดด้วยซ้ำ แต่เมื่อ 17 ปีก่อน ประเทศไทยยังไม่รู้จักการค้ามนุษย์เลย จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ในระดับกรุงเทพฯ ทราบแล้วแต่ในระดับต่างจังหวัดน้อยมาก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ระบุ

ขณะที่ น้ำแท้ มีบุญสล้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด ยกตัวอย่างการดำเนินคดีล่วงละเมิดทางเพศในต่างประเทศ เช่น “ไม่แสดงท่าทีขัดขืนหรือไม่มีบาดแผลตามร่างกายไม่ได้หมายความว่ายินยอมเสมอไป” เพราะต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ อาทิ ความเกรงกลัวในอำนาจหรือแรงกดดันต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานช่วยเหลือเหยื่อในมิติด้านกฎหมาย ด้านจิตใจ ด้านปัจจัยการดำรงชีวิตเพื่อไม่ต้องพึ่งพาผู้กระทำผิด เพื่อให้ผู้เสียหายผ่อนคลายและให้ข้อมูลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความยินยอมจริงหรือไม่ หรือ “ประวัติทางเพศของเหยื่อในอดีตไม่สามารถนำมาตัดสินคดีในปัจจุบันได้” จึงไม่มีการนำสืบในส่วนนี้ เป็นต้น

สำหรับข้อเสนอแนะการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในคดีล่วงละเมิดทางเพศ 1.สอบผู้เสียหายให้เรียบร้อยแล้วบันทึกวีดีโอไว้ เพื่อใช้ในการดำเนินคดีในวันที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ ดีกว่าที่จะให้ผู้เสียหายมาเบิกความเมื่อเวลาล่วงเลยไปนานแล้ว หลายคนแต่งงานมีลูกก็ไม่อยากจะให้ครอบครัวรู้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต 2.อัยการควรมีส่วนร่วมในการตรวจที่เกิดเหตุทันทีที่มีคดีเกิดขึ้น เพราะการอ่านแต่สำนวนจะไม่มีทางรู้บริบทของเหตุได้เลยว่าเป็นอย่างไร เช่น ร่องรอยในที่เกิดเหตุ การลงพื้นที่ทำให้เห็นหลักฐาน หรือขอตรวจหลักฐานก่อนที่จะเสื่อมสลายไป

3.อัยการควรมีส่วนร่วมในการสอบสวน เพื่อลดการสอบสวนเพิ่มเติมที่จะทำให้เหยื่อต้องถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า 4.ใช้มาตรการความปลอดภัยเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถูกข่มขู่คุกคาม เพราะบางคดีผู้เสียหายกับผู้กระทำผิดยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เมื่อประกอบกับการพิจารณาคดีกินเวลายาวนานผู้เสียหายอาจจะถอดใจได้ 5.ใช้วิธีที่ทำให้ผู้เสียหายผ่อนคลาย เช่น มีนักจิตวิทยา ใช้ฉากกั้น เพื่อทำให้เหยื่อรู้สึกปลอดภัยและสะดวกใจที่จะเบิกความ แต่ข้อเสนอทั้งหมดนี้ล้วนต้องแก้กฎหมายให้รองรับเสียก่อน

“การที่อัยการทำงานเชิงรุก ลงไปตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของพนักงานสอบสวน จะทำให้พนักงานสอบสวนสามารถทำงานได้มีอิสระ บางเคสที่มีแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชาลงมาว่าเป็นลูกผู้ใหญ่นายโต อยากจะให้ทำการสอบสวนทิศทางนั้นทิศทางนี้ แต่ถ้าอัยการลงไปไม่กล้าแล้ว พนักงานสอบสวนทำอะไรบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไม่ได้ ฉะนั้นความเป็นอิสระเขาจะเกิดขึ้น

แล้วเวลาเขาทำความเห็น พนักงานสอบสวนจะเสนอความเห็น อัยการจะเป็นคนสั่งการ มันจะลดการสั่งการซ้ำๆ ซากๆ ที่พนักงานสอบสวนจะต้องทำงานซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าเราลงไปดู ลงไปสั่งการได้ตั้งแต่ต้น สั่งการตำรวจทำงานตั้งแต่ต้นเลยว่าอยากได้อะไร คดีมันจะสมบูรณ์แบบแล้วมันจะได้ประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรม และเป็นการป้องปรามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย” น้ำแท้ กล่าว

ข้างต้นเป็นเรื่องของการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม แต่จะแก้ให้ถึง “รากเหง้า” อยู่ที่การเปลี่ยนทัศนคติ โดยจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมถึง “การคุกคามทางเพศ” ที่ลักษณะพฤติกรรมกว้างขวางกว่าการถูกเนื้อต้องตัว เช่น การใช้คำพูด การใช้สายตา เพราะก่อนจะไปถึงการข่มขืนมักจะเริ่มต้นที่พฤติกรรมดังกล่าว อาทิ พูดจาทำนอง “หมาหยอกไก่” หรือมองด้วยสายตาเย้ายวน หรือตามตื๊อตามจีบไปจนถึงพื้นที่ออนไลน์ เป็นต้น

อนึ่ง วัฒนธรรม “ชายเป็นใหญ่” เป็นสิ่งที่ถูกบ่มเพาะกันมาตั้งแต่ครอบครัว การศึกษาและสื่อต่างๆ ทำให้เข้าใจว่า “ผู้ชายเจ้าชู้เป็นเรื่องปกติ” เห็นได้จากเวลาผู้ชายจับกลุ่มคุยกัน บางครั้งมีการพนันขันต่อว่าใครในกลุ่มจะสามารถจีบผู้หญิงสวยที่คนในกลุ่มต่างหมายปองได้สำเร็จ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องชัดเจน หากเป็นชุดความคิดที่ไปตอกย้ำวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และนำไปสู่การคุกคามมากขึ้นก็ต้องเลิกชุดความคิดนั้น

“ถ้าผู้หญิงเป็นคนเจ้าชู้สังคมรับได้ไหม? ก็รับไม่ได้ อันนี้เป็นผู้หญิงไม่ดีไปเลย สังคมไทยมันบ่มเพาะว่าผู้ชายเป็นอย่างนี้ ผู้หญิงเป็นอย่างนี้ แล้วผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกสังคมตีตราว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี คุณกินเหล้า คุณทำตัวไปหาเขาเอง ผมว่าชุดความคิดแบบนี้เราก็ต้องวิพากษ์กัน แล้วก็รื้อมันออกมาว่ามันมีปัญหา มันทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน” ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าว

เช่นเดียวกับ เสาวลักษณ์ ทองก๊วย นายกสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ และกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ ให้ความเห็นว่า ขอให้ผู้ที่สงสัยกับชุดความคิดเรื่องความเจ้าชู้ของผู้ชาย ลองถามตนเองว่าหากมีแฟนแล้วแฟนไปคบหาผู้ชายหลายคนจะรู้สึกอย่างไร ในทางกลับกัน หากมีภรรยาแล้วยังไปจีบผู้หญิงอื่นอีกจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งความเชื่อหรือวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่โบราณ หากยังคงทันสมัยและไม่ได้ไปกดทับลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของใคร ก็ยังสามารถทำได้

“ทัศนคติแบบเจ้าชู้ประตูดิน มันได้สร้างคุณค่าอะไรให้กับสังคม แล้วมันได้ไปเชิดชูศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ของใครบ้าง?” เสาวลักษณ์ ฝากคำถามทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top