วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
สภาการสื่อฯเปิดวงชำแหละกม.'PDPA' ปชช.-สื่อ-นักรีวิว ต้องระวังเรื่องอะไร?

สภาการสื่อฯเปิดวงชำแหละกม.'PDPA' ปชช.-สื่อ-นักรีวิว ต้องระวังเรื่องอะไร?

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 21.38 น.
Tag : สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาการสื่อฯ กม.PDPA พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
  •  

ผู้ก่อตั้ง‘PDPA Thailand’เตือนสื่อเก็บข้อมูลแหล่งข่าวต้องระวัง ชี้ทำหายแล้วถูกนำไปเผยแพร่อาจผิดกม. ขณะที่นายกสมาคมสื่อออนไลน์เตือน‘นักรีวิว’อ่านกม.ให้แตก ผลิตเนื้อหาสร้างรายได้ระวังละเมิด

4 มิ.ย. 2565 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดวงพูดคุยในรายการ “รู้ทันสื่อ” ทางคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5 ในหัวข้อ “ทำข่าวอย่างไรภายใต้ PDPA” โดย นายอุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ PDPA Thailand เลขาธิการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด และ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาและทดสอบทักษะดิจิทัล (DDTI) เปิดเผยว่า แม้ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA แต่ก็ได้เห็นร่างกฎหมายตั้งแต่ต้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: 'เธียรชัย'เคลียร์ปมกม.'PDPA' โยนองค์กรวิชาชีพชี้ใครเข้านิยามสื่อบ้าง?)


ดังนั้นในบทบาทของสื่อมวลชน อีกทั้งต้องไปบรรยายให้ความเห็นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับแวดวงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องบอกว่า กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ไม่เหมือนกับร่างฉบับดั้งเดิม กล่าวคือ ร่างฉบับดั้งเดิมไม่กำหนดความผิดทางอาญา แต่ก็เข้าใจว่าเหตุที่ต้องกำหนดโทษอาญาเนื่องจากความกังวลว่าหากไม่มีจะทำให้ผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลข้อมูลผลข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรนิติบุคคลไม่ปฏิบัติตาม โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ ต้องการบังคับใช้กับองค์กรไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ไม่ใช่กับบุคคลทั่วไป
โดย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โทษทางอาญาจะอยู่ในมาตรา 79 คือการเก็บข้อมูลอ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง กรุ๊ปเลือด ม่านตา หรือข้อมูลใดที่เก็บแล้วหากนำไปใช้อาจเกิดความเสียหายระดับร้ายแรงกับเจ้าของข้อมูล

ดังนั้นหากเก็บข้เอมูลเหล่านี้โดยไม่แจ้งกับเจ้าของข้อมูลก็อาจจะมีความผิดทางอาญาได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้อกังวลเรื่องการถ่ายรูปแล้วไปติดบุคคลอื่นมาด้วย เพราะไมได้เก็บข้อมูลอ่อนไหวของใครกับอีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 80 เป็นความผิดฐานนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น เจ้าของข้อมูลให้ความยินยอมในการใช้เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการอย่างหนึ่ง แต่ผู้เก็บข้อมูลนำไปใช้กับสินค้าหรือบริการอีกอย่างหนึ่งที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอม เพื่อป้องกันบริษัทที่เก็บข้อมูลผู้บริโภคแล้วนำไปขายต่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายคนได้รับโทรศัพท์หมายเลขแปลกๆ ที่รู้จักชื่อเจ้าของหมายเลขด้วยไม่ใช่การสุ่ม ส่วนเรื่องการขอและให้หมายโทรศัพท์ระหว่างบุคคล เช่น ตนมีหมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อนคนหนึ่ง แล้วมีเพื่อนอีกคนมาขอ หากตนให้ไปโดยไม่บอกเจ้าของเบอร์ก็จะผิด อย่างไรก็ตาม ในแง่เพื่อนฝูงคนรู้จักให้กันไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้

“ติดคุกติดตะรางไม่มีในกฎหมายฉบับนี้ 1.ถ้าเราเป็นบุคคลปกติ 2.ถ้าเราเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้เก็บข้อมูลอ่อนไหว หรือไม่ได้เอาข้อมูลอ่อนไหวไปใช้ผิดประเภทผิดวัตถุประสงค์ หรือเอาไปขายคนอื่น ประมาทเลินเล่อทำให้มันเสียหายร้ายแรง อันนี้ก็ไม่ต้องกลัวแล้ว สบายใจได้” นายอุดมธิปก กล่าว

นายอุดมธิปก กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจตนารมณ์ก็ไม่ได้มุ่งเน้นเอาผิดกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม (SME) ดังนั้นการขายสินค้าในช่องทางออนไลน์สามารถทำได้ตามปกติ เช่น ตนขายของอยู่ มีคนอยากซื้อ ตนขอให้ลูกค้าโอนเงินมาและต้องถามที่อยู่สำหรับส่งสินค้าไปให้ เรื่องนี้เป็นสัญญาต่อกันไม่ใช่การขอความยินยอม เพราะหากตนส่งลินค้าให้ลูกค้าไม่ได้ตนก็เป็นฝ่ายผิด 

เช่นเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์ เหตุที่ผู้ขายต้องหมายเลขโทรศัพท์ผู้ซื้อก็เพื่อนัดหมายให้ลูกค้าอยู่รอรับสินค้า แต่หากผู้ซื้อไม่ประสงค์ที่จะให้ ก็สามารถบอกผู้ขายได้ว่าเมื่อสินค้ามาส่งให้ฝากไว้ที่ รปภ. หรือวางไว้หน้าบ้าน แต่ก็มีบางกรณีต้องระมัดระวัง เช่น ผู้ขายมีเพจหลายเพจ การนำข้อมูลส่วนบุคคลจากเพจหนึ่งไปใช้กับอีกเพจหนึ่งเพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้า อาจผิดเรื่องใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ได้

อย่างไรก็ตาม SME ก็มีความเสี่ยงเรื่องการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล 1.ข้อมูลพนักงาน บริษัทไหนมีพนักงานมากก็เสี่ยงมาก มีพนักงานน้อยก็เสี่ยงน้อย 2.ข้อมูลลูกค้า-คู่ค้า จะมีความเสี่ยงในการเก็บข้อมูลบุคคลธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคล เช่น โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนานำไปสีแล้วส่งขายตามร้านขายข้าวสาร ความเสี่ยงของโรงสีจะอยู่ที่การเก็บข้อมูลชาวนาที่นำข้าวมาขาย ไม่ใช่ข้อมูลร้านขายข้าวสาร

ขณะที่ในส่วนขององค์กรสื่อได้รับการยกเว้นในส่วนของการรายงานข่าวเท่านั้น แต่การเก็บข้อมูลแหล่งข่าวต้องระมัดระวังและต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วย นอกจากนี้ ปัจจุบันองค์กรสื่อไม่ได้หารายได้แต่เพียงการโฆษณา แต่ยังมีกิจกรรมการจัดงานต่างๆ รวมถึงระบบสมาชิก เรื่องนี้น่ากังวลเพราะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผู้รับสารจำนวนมาก

“ผมจดข้อมูลแหล่งข่าวทั้งหมดไว้ในกระดาษ บอกทั้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ มีความสัมพันธ์กับใคร ผมลืมทิ้งไว้แล้วมีคนอื่นหยิบสมุดเล่มนั้นไปได้แล้วเอาไปเผยแพร่ ถามว่าผมผิดไหม ผิดนะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการรายงานข่าว เป็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลแล้ว ผมมีข้อมูลเก็บในทรัมป์ไดรฟ์เยอะเลย แหล่งข่าว ภาพข่าวที่ระบุตัวบุคคลได้ ผมทำทรัมป์ไดรฟ์นั้นหาย ผิดตามกฎหมายฉบับนี้นะ” นายอุดมธิปก ระบุ

ด้านนายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA เป็นกฎหมายที่ต่างประเทศทำกันมานานแล้ว เช่น ในยุโรปใช้คำว่า GDPR ซึ่งมีทั้งการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลทั่วไปและโดยสื่อมวลชน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า การมีกฎหมายนี้เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้สื่อหาข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและไม่ละเมิดผู้อื่น

ทั้งนี้ มีคำถามที่ว่า กฎหมาย PDPA จะซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือไม่ ซึ่งตนมองว่าไม่ซ้ำซ้อน เพราะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มุ่งเน้นเอาผิดผู้ที่ได้มาและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จไปละเมิดผู้อื่น แต่กฎหมาย PDPA จะทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น ตนจะไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวแล้วจะถ่ายภาพก็ต้องขออนุญาตก่อน หรือจะขอเนื้อหาจากเพจเฟซบุ๊กของแหล่งข่าวมาแชร์ต่อพื้นที่ของสำนักข่าวก็ต้องขออนุญาตเจ้าของโพสต์นั้นก่อน โดยทั้งหมดต้องเก็บหลักฐานความยินยอมไว้ด้วย

ส่วนประเด็นอดีตผู้สื่อข่าวออกจากงานที่มีต้นสังกัดแล้วไปทำเว็บไซต์หรือเปิดเพจเฟซบุ๊กเอง แต่ไม่ได้มีจำนวนทีมงานและไม่ได้ทำชิ้นงานข่าวมากพอจนเข้าเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ได้ จะทำอย่างไรไม่ให้เข้าข่ายผิดกฎหมาย PDPA เบื้องต้นขอชี้แจงก่อนว่าปัจจุบันการเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยปัจจุบันมีสมาชิก 38 ราย ซึ่งรวมทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค 

ซึ่งในยุคที่สมาคมก่อตั้งขึ้นสื่อออนไลน์ยังมีไม่มาก แต่เมื่อมีมากขึ้นก็ได้ปรับเงื่อนไข เช่น จากเดิมที่กำหนดว่ากองบรรณาธิการต้องมีไม่ต่ำกว่า 50 คน ก็มองว่ามากเกินไปเพราะสื่อออนไลน์ใช้คนน้อยลง อย่างไรก็ตาม การเป็นสื่อต้องมีความรับผิดและรับชอบ อาทิ สมมติตนเปิดเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำต่อเนื่องยาวนานแต่ไม่มีหน้าเว็บไซต์ของตนเอง ไม่มีการจดแจ้งเป็นบริษัท วันหนึ่งเกิดตนไปโพสต์ภาพที่เข้าข่ายละเมิดบุคคลที่ 3 แล้วจะถูกฟ้อง ตนก็สามารถปิดเพจหนีได้ทันที

“เรากำลังใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศซึ่งไม่ได้มองว่าเราเป็นหรือไม่เป็นสื่อ เขามองว่าเราเป็นคนคนหนึ่งที่เปิดเพจ ผมปิดยูทูบ ผมปิดเฟซบุ๊กหนีได้ แต่ถ้ามีเว็บไซต์แล้วทำงานเป็นเชิงนิติบุคคลที่มีบริษัท มีกรรมการบริษัทที่จดทะเบียนเว็บไซต์ ทำมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน อย่างน้อยมันมีความมั่นใจว่าบุคคลที่ 3 ที่ถูกละเมิดฟ้องบุคคลไม่ได้ ปิดเพจหนีไป แต่เว็บไซต์ยังอยู่ นิติบุคคลยังอยู่ ดังนั้นความรับผิดตรงนี้มันยังอยู่ เขามีสิทธิ์ที่จะฟ้องในนามนิติบุคคล ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เปิดเพจเปิดยูทูบแล้ววันหนึ่งก็ปิดทิ้ง” นายระวี กล่าว

นายระวี กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นการเข้าเป็นสมาชิกสมาคมไม่จำเป็นต้องมีกองบรรณาธิการใหญ่โต แต่ขอให้มีระบบกองบรรณาธิการ ไม่ใช่ทำเองคนเดียว เพราะการทำหลายคนอย่างน้อยยังมีการคัดกรองข้อมูลข่าวสารตามจริยธรรมหรือวิชาชีพสื่อมวลชน อีกทั้งบนเว็บไซต์ของสมาคม ยังให้ช่องทางไว้ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ครบองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งก็ขอให้ติดต่อเข้ามาก่อนเพื่อจะได้พูดคุยกัน แต่ที่สำคัญคือต้องมีความเป็นนิติบุคคลและมีการจดทะเบียนเว็บไซต์ แล้วทางคณะกรรมการก็จะมาพิจารณาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม ก็สามารถดำเนินการบนนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้เช่นกัน ในทางตรงข้าม หากเป็นสมาชิกสมาคมแต่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นก็มีความผิดตามกฎหมาย โดยในกฎหมายมีการยกเว้นไว้กรณีนำเสนอข่าวตามหลักจริยธรรมวิชาชีพและเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การไปนำโพสต์เฟซบุ๊กมาเผยแพร่โดยไม่ขออนุญาต หากโพสต์นั้นเกี่ยวข้องกับคดีดังและเป็นประโยชน์ในเชิงหลักฐาน จะถือเป็นประโยชน์สาธารณะเพราะนำไปใช้ต่อทางคดีได้

แต่หากจู่ๆ ไปถ่ายภาพบ้านเลขที่คนนั้นคนนี้มาโพสต์ก็จะมีความผิดได้หากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังต้องระวังในเรื่องการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปหารายได้ และหากไม่ใช่เป็นการหารายได้ก็จะต้องดูในเรื่องของจริยธรรม ส่วนประเด็นข้อจำกัดในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ขณะนี้ยังไม่มีสำนักข่าวออนไลน์สำนักใดที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมีการเตรียมตัวกันมานานแล้ว

“สิ่งที่จะไปมีผลและใช้วิธีการจัดการค่อนข้างเยอะ นั่นคือเวลาเรามีเว็บไซต์เราจะมีโฆษณา ในโฆษณานี่ละที่จะมีผลเรื่องนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ที่เราเรียกว่าคุกกี้ (Cookies) เพราะเวลาเราทำข่าว คนที่อ่านข่าวเราเมื่อก่อนก็อ่านไปเรื่อยๆ ไม่ได้ติด วันดีคืนดีเราก็เห็นโฆษณาสินค้ายี่ห้อหนึ่งอยู่ในหน้าเว็บที่เราอ่าน แล้วก็ไปโผล่ในเฟซบุ๊กที่เราดู อันนี้มันคือจะติดคุกกี้ตามไปเรื่อยๆ ดังนั้นวันนี้เว็บไซต์ของสื่อในไทยหรือในระดับโลก เขาก็จะมีปุ่มให้เลือกว่าคุณยอมรับที่จะเข้ามาอ่านตามข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ไหม ยอมเปิดเผยไหม คุณสามารถปิดก็ได้ ไม่ยอมรับก็ได้ หรือจะยอมรับทั้งหมดก็ได้ มันจะมีชอยส์ให้เลือก” นายระวี ระบุ

นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ยังกล่าวอีกว่า สื่อเป็นเนื้อหาที่เป็นสาธารณะ ดังนั้นไม่สามารถกำหนดตั้งค่าว่าหากไม่ยอมรับเงื่อนไขคุกกี้จะไม่สามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้ ส่วนกรณียูทูบเบอร์หรือคนทำเพจ มีข้อแนะนำ 1.หากไปถ่ายภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วติดบุคคลอื่นมาด้วย หากไม่ได้เน้นหาผลกำไรเชิงรายได้ถือว่าไม่มีความผิด 2.หากเป็นการทำเพื่อหารายได้ ต้องมีหลักฐานความยินยอมจากเจ้าของสถานที่ และต้องหลีกเลี่ยงการถ่ายติดบุคคลที่ 3 แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเบลอภาพบุคคลทิ่ติดมาด้วย

ส่วนบุคคลทั่วไป ต้องระวังเรื่องการไปได้ภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วนำมาโพสต์หรือแชร์ต่อเพื่อหารายได้ หากเป็นภาพหรือคลิปที่ผู้ผลิตต้นทางผิดมาตั้งแต่ต้น เช่น ไม่มีการเบลอภาพบุคคลที่ 3 ก็อาจถูกฟ้องได้เช่นกัน ทั้งนี้ ยอมรับว่า ประเด็นธุรกิจเป็นเรื่องอ่อนไหว กฎหมายที่ออกมาค่อนข้างทำให้คนทำงานเหนื่อยไม่น้อย อาทิ ยูทูบเบอร์ไปรีวิวร้านอาหาร โพสต์อาทิตย์ละ 1 คลิป แล้วต้องมาเก็บหลักฐานะว่าได้ขออนุญาตเจ้าของร้าน ลองคิดว่าในรอบ 1 ปี จะต้องเก็บหลักฐานไว้มากเพียงใด ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ

อีกทั้งไม่รู้ว่าจะถูกฟ้องเมื่อใด เช่น คลิปยูทูบโพสต์วันนี้ ปีหน้าอาจถูกฟ้องก็ได้เพราะผู้ฟ้องพิ่งมาเห็น ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการ PDPA ในช่วง 6 เดือนแรกเพื่อดูว่ามีกรณีใหม่ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง อนึ่ง โดยสรุปแล้ว กฎหมายนี้ออกมาเพื่อปกป้องประชาชนจากโทรศัพท์แปลกๆ ที่อ้างว่าเป็นคอลเซ็นเตอร์ เป็นการปกป้องข้อมูลจากการรั่วไหล ซึ่งหมายถึงโอกาสสูญเสียทรัพย์สินก็จะลดน้อยลง และต้องย้ำกับประชาชนว่าอย่ากังวล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งโลกเดินหน้าไปแล้ว ไม่ใช่ไทยทำอยู่ประเทศเดียว และพื้นฐานทั่วไปก็ไม่ได้ต่างกัน

“ผมจะบอกว่ายุโรปหนักกว่านี้ อย่างเฟซบุ๊กเคยโดนฟ้องเป็นพันล้านเพราะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลนำไปใช่เรื่องการโฆษณา ผมว่าคนทำสื่อและประชาชนทั่วไปไมได้กังวล แต่ผู้ผลิตเนื้อหาที่เพิ่งเคยทำ ผมไม่ตีเหมาว่าเป็นสื่อหรือนักข่าวนะ เป็นผู้ผลิตทั่วไปเลย เพิ่งเคยทำ ยังไม่รู้ อันนี้ต้องอ่านข้อกฎหมายดีๆ เช่นจะไปรีวิวร้านอาหารจะไปรีวิวมั่วซั่วไม่ได้แล้วนะ ต้องขออนุญาตด้วยนะ จะไปถ่ายติดคนอื่นมาหรือถ่ายแกล้งคนอื่นโดยที่เขาไม่ยินยอมไม่ได้นะ ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเยอะเลย แต่ถ้าถ่ายแล้วใช้ในพื้นที่ส่วนตัว คำว่าส่วนตัวคือเฟซบุ๊กตัวเอง ไมได้มีการหารายได้ ยูทูบไม่ได้หารายได้ อันนี้ไม่ได้ผิด ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าจะทำเป็น Content Creator (นักสร้างสรรค์เนื้อหา) เป็นยูทูบเบอร์ แล้วมีการหารายได้ หวังประโยชน์จากรายได้ตรงนั้นมา อันนี้ต้องอ่านกฎหมายดีๆ” นายระวี กล่าวทิ้งท้าย

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

สุชัชวีร์ นำทัพไทยก้าวใหม่ หาเสียงบ้านเกิดระยอง ชูสร้างบ้านพักครูคุณภาพ อาหารเช้าเด็กฟรี

จับผิด เท้ง บนเวทีดีเบต ชูวิทย์ ซัดเดือด สิ้นชาติ หรือ ชังชาติ

หนูคะแนนพุ่ง นำเท้ง เชน มาร์ค แต่คนไทยกว่า 23% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่

ปชน.ปราศรัยเมืองสองแคว พิธา ขอประชาชนกาส้มสองใบยกจังหวัดไม่ปันใจ

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved