สกู๊ปแนวหน้า : โรงงานระเบิดที่กิ่งแก้ว ถอดบทเรียนหลัง1ปีผ่าน

สกู๊ปแนวหน้า : โรงงานระเบิดที่กิ่งแก้ว ถอดบทเรียนหลัง1ปีผ่าน

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2564 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่หนึ่งของประเทศไทย กับกรณีของโรงงาน “หมิงตี้เคมิคอล” ในซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้ามืด และต้องใช้เวลานานกว่า 1 วัน จึงจะควบคุมเพลิงไว้ได้ เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นอาสากู้ภัยซึ่งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบโรงงานต้องอพยพออกจากที่พักชั่วคราวเพื่อไม่ให้เสี่ยงอันตรายจากสารเคมีในโรงงานที่เกิดไฟไหม้และระเบิดขึ้น และมีบ้านเรือนโดยรอบเป็นจำนวนมากได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด

ในวงเสวนา “ครบรอบ 1 ปี หมิงตี้เคมิคอล : หลังเพลิงสงบ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน” ซึ่งร่วมจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 5 ก.ค. 2565 นภพรรณ นันทพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย เล่าย้อนงานของฝ่ายสาธารณสุขที่เข้าไปช่วยดูแลประชาชนในศูนย์อพยพ โดยต้องคำนึงถึง 4 ด้าน คือ 1.การจัดการมูลฝอย คนมาอาศัยรวมกันบวกกับมีผู้นำอาหารมาส่ง จึงต้องดูแลเรื่องขยะ รวมถึงขยะติดเชื้อด้วย


2.ห้องน้ำ-ห้องส้วม และสิ่งปฏิกูล เช่น มีน้ำล้างมือ รวมถึงเจลแอลกอฮอล์เพียงพอหรือไม่ 3.สุขาภิบาลอาหารและคุณภาพน้ำ เช่น ต้องหลีกเลี่ยงเมนูอาหารบางประเภทที่เน่าเสียง่ายมีการระบุวัน-เวลาที่ผลิตอาหารในแต่ละชุด เพื่อแจกจ่ายได้เป็นลอตๆ อย่างถูกต้อง ป้องกันปัญหาอาหารเน่าเสียสูญเปล่า ตรวจสอบคุณภาพน้ำ การจัดเก็บอาหารและน้ำต้องให้สูงจากพื้นพอสมควรเพื่อป้องกันสุนัขมาสัมผัส และ 4.ประเมินคุณภาพอากาศในอาคาร นอกจากนั้นยังต้องเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย เพราะต่างคนต่างบ้านต่างที่มาแต่ต้องมาอยู่รวมกัน

“ต้องบอกว่าคนไทยจิตใจดี เวลาเกิดเหตุแบบนี้จะมีคนเอาอาหารมาบริจาค มาช่วยเหลือเยอะมาก ซึ่งเวลาที่มาอาจต้องมีคนที่ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลว่าอันนี้มาตอนกี่โมง เพราะมากี่โมงแปลว่าต้องมองย้อน มาส่ง 7 โมงเช้า อาจจะทำตั้งแต่ตี 3-ตี 4 กินได้ไม่เกินเที่ยง 7 ชั่วโมงมันก็บูดแล้ว มันต้องมีคนบริหารจัดการ มีการประเมินน้ำบริโรค ไปเก็บตัวอย่างน้ำตรวจ เราพบว่าน้ำส่วนใหญ่ถ้าเป็นน้ำดื่มจะเป็นน้ำบรรจุดขวดหรือน้ำผ่านเครื่องกรอง น้ำใช้ก็เป็นน้ำประปานครหลวง น้ำดิบอยู่ห่างออกไป”นภพรรณ กล่าว

แต่ประเด็นสำคัญของงานครั้งนี้คือ “1 ปีผ่านไปเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?” ดังการเปิดเผยของ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า ยังมีโรงงานประเภทเดียวกับ บ.หมิงตี้ฯ หรือโรงงานลำดับที่ 44 (โรงงานผลิตยางเรซินพลาสติก หรือเส้นใยสังเคราะห์) และอีก 2 ประเภทที่คล้ายกัน คือโรงงานลำดับที่ 53 (โรงงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลาสติก) กับโรงงานลำดับที่ 53 (5) (โรงงานทำพลาสติกเป็นเม็ด แท่ง ท่อ หลอด แผ่น ชิ้น ผง หรือรูปทรงต่างๆ) อีกหลายแห่ง ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนค่อนข้างหนาแน่น

เมื่อมองออกไปดูในต่างประเทศที่เคยเกิดเหตุมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมรั่วไหลออกสู่พื้นที่สาธารณะ เหตุการณ์ได้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง อาทิ ญี่ปุ่น จากเหตุการณ์ที่รัฐและบริษัทเอกชนที่ปล่อยมลพิษต้องร่วมกันจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ จนเกิดความตระหนักว่า การลงทุนปรับปรุงโรงงานให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยมีต้นทุนน้อยกว่าการต้องมาจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุขึ้น, จีน เผชิญปัญหาฝุ่น2.5 ไมครอน (PM2.5) และมลพิษทางอากาศอื่นๆ จากภาคอุตสาหกรรม ในเบื้องต้นจีนสั่งปิดโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามด้วยการสร้างระบบที่ให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผลพิษผ่านแอปพลิเคชั่นแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ไปตรวจสอบ,สหรัฐอเมริกา ไม่รอให้เกิดปัญหาในบ้านตนเอง เพียงเห็นข่าวก๊าซรั่วที่โบพาล ประเทศอินเดีย ในปี 2527 สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก็รีบปฏิรูปกฎหมาย เปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมแจ้งเหตุมลพิษ และตั้งหน่วยงานมาดูแลเป็นการเฉพาะ เป็นต้น

อนึ่ง จากตัวอย่างทั้งจีนและสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการให้ประชาชนร่วมเฝ้าระวังอย่างมาก เพราะลำพังภาครัฐฝ่ายเดียวมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร จึงเป็นที่มาของข้อเสนอ “ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register)” หรือกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ทราบข้อมูลว่า พื้นที่เสี่ยงมลพิษแต่ละแห่งมีสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเตรียมรับมือและควบคุมได้อย่างทันท่วงที

“ปัจจุบันทั่วโลกมีกฎหมายแบบนี้ใช้อยู่ 50 กว่าประเทศแล้ว และ JICA (องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น) ก็เคยแนะนำรัฐบาลไทยว่า ถ้าจะแก้ไขปัญหามลพิษอากาศในประเทศไทย โดยเฉพาะที่มาบตาพุด (นิคมฯ มาบตาพุดจ.ระยอง) ต้องมีกฎหมาย PRTR โดยกฎหมาย PRTR จะทำให้กรณีแบบหมิงตี้ลดน้อยลงหรือไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย”เพ็ญโฉม ระบุ

ขณะที่ รศ.ดร.เกษมสันต์ มโนมัยพิบูลย์ กรรมการวิชาการ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ และอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า เป็นสิทธิของประชาชนในการได้รับทราบว่า ณ ปัจจุบัน สารก่อมลพิษกระจายตัวไปไกลเพียงใดและในอีก 1 วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า จะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารสำหรับประกอบการตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป ดังนั้น “ควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีคาดการณ์มลพิษทางอากาศ” ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการของหน่วยงานที่มีศักยภาพ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา ที่พยากรณ์อากาศได้แม่นยำ พร้อมกับมีกฎหมาย PRTR ที่ทำให้รู้ประเภทของสารก่อมลพิษ

“การวิจัยและพัฒนาคงจะต้องมองประเด็นนี้ ตรงนี้เราอาจจะถามว่าแบบจำลองมันก็มีอยู่เยอะแยะ ฝุ่นจิ๋วอะไร แต่อันนั้นมันเป็นสภาพการณ์ปกติ อันนี้เป็นสภาพการณ์ที่เรียกว่าอุบัติเหตุขึ้นมา กลวิธี กระบวนการในการคาดการณ์ ทำวิจัยในการทำ Operation (ปฏิบัติการ) มันแทบไม่เหมือนกันเลย การวิจัย พัฒนา และความร่วมมือ ความร่วมมือหมายถึงฐานข้อมูล ทีมโดรน หรือข้อมูลอะไรต่างๆ ก็ต้องมานั่งดู นั่งร้อยเรียงกัน” รศ.ดร.เกษมสันต์ กล่าว

ด้าน ธีรพร วิริวุฒิกร นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเชี่ยวชาญกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ระหว่างปี 2560-2565 เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานอุตสาหกรรม 203 ครั้ง (เก็บรวบรวมข้อมูลจากข่าวและจากการรับแจ้งเหตุ) ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลาสติก เพราะสารเคมีที่ใช้ในการผลิตมีความไวไฟ หากไม่จัดเก็บให้ดีก็จะมีความเสี่ยงเกิดเพลิงไหม้ได้ ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงและการลดความเสี่ยงของแต่ละสถานประกอบการ ได้แก่

1.การบำรุงรักษา โดยเฉพาะเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานนาน หากขาดการบำรุงรักษาที่ดี ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดประกายไฟลามไปติดเชื้อเพลิงในโรงงานได้ 2.กระบวนการผลิตที่ใช้ความร้อนแปรรูป หากไม่มีกระบวนการกำกับที่ดี ผู้ปฏิบัติงานขาดความระมัดระวัง 3.การจัดเก็บสารเคมี หากไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการจัดเก็บวัตถุอันตราย และ 4.การเตรียมความพร้อม หากไม่มีแผนรับมือและไม่ฝึกซ้อมตามแผนจนชำนาญ

“กรณีหมิงตี้ ข้อมูลตอนที่เราเข้าไปวันแรกๆ สิ่งที่เราต้องตามหาคือข้อมูลพื้นฐานว่าโรงงานเก็บอะไรไว้บ้าง เรายังไม่รู้เลยว่าไฟไหม้มันเกิดอะไร ถ้าเราสังเกตว่ามันมีการระเบิด เราไม่รู้ว่ามันใช้น้ำดับไฟไม่ได้ เพราะสารเคมีในนั้นมันไม่สามารถใช้น้ำได้ พอใช้น้ำเข้าไปมันก็ก่อให้เกิดการระเบิด เราไม่รู้ว่าเชื้อเพลิงที่มันทำให้เกิดเพลิงไหม้คือสไตรีน กว่าเราจะทราบ กว่าเราจะไประดมทรัพยากรมามันก็ล่าช้า คือเกิดระเบิดไปแล้ว เกิดความเสียหายกับทรัพย์สินบ้านเรือนที่อยู่ละแวกใกล้เคียง” ธีรพร ระบุ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่เรื่องของ “ผังเมือง” ซึ่งปล่อยกันมายาวนานจนมีสภาพแบบที่เห็นในปัจจุบันดังอย่างกรณี บ.หมิงตี้ฯ ซึ่งเริ่มตั้งโรงงานในปี 2532 ในเวลานั้นพื้นที่โดยรอบยังไม่มีชุมชน กระทั่งวันดีคืนดีชุมชนก็ขยับขยายประชิดเข้ามา ด้านหนึ่งคนในชุมชนก็ต้องแบกรับความเสี่ยงจากโรงงาน แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับโรงงาน เพราะได้เลือกที่ตั้งห่างไกลชุมชนแต่แรกแล้ว

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา นายกสมาคมนักผังเมืองไทย ให้ความเห็นว่า มีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งที่ไม่เคยถูกนำมาใช้จริง คือ พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 มาตรา 37 (กฎหมายเดิม ฉบับปี 2518 อยู่ในมาตรา 27) สาระสำคัญคือ แม้กิจการที่อยู่มาก่อนกฎหมายบังคับใช้จะยังอยู่ต่อไปได้ แต่หากการดำรงอยู่ขัดกับ 3 เรื่อง คือ ความปลอดภัยสาธารณะ ความเป็นอยู่ที่ดีสาธารณะ และสุขอนามัยสาธารณะ คณะกรรมการผังเมืองหรือคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดมีอำนาจกำหนดให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่ระงับ แต่ “ค่าทดแทน” เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากจ่ายเพื่อชดเชยให้โรงงาน

“วรรคสาม (พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 มาตรา 37)บอกให้กำหนดค่าทดแทน หมิงตี้บอกผมอยู่มาก่อน วันที่ผมอยู่ถูกต้องไม่ผิด เมืองขยายมาแล้วผมผิดหรือ? สมมุติโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งตั้งถูกต้องส่งเสียงดัง ชุมชนมาอยู่โดยรอบโวยวายว่าส่งเสียงดัง ต้องสร้างกำแพงกันเสียง ใครจ่าย? วันที่ผมอยู่ผมถูก ดังนั้นค่าตอบแทนคือยาขม คนมาอยู่ทีหลังต้องจ่ายตามหลักการ แล้วใครจ่าย? คนรอบๆ จ่ายไหม? นั่นคือต้นเหตุของปัญหา” รศ.ดร.พนิต กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top