วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
สัปดาห์ก่อน ได้กล่าวถึงที่มาของผู้ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชนชาวไทยว่า การมีที่มา ซึ่งกำหนดคุณวุฒิและคุณสมบัติขั้นต่ำ การกำหนดว่าต้องมีประสบการณ์มาก่อนอย่างไรบ้างเป็นอย่างน้อย การสอบแข่งขัน การผ่านหลักสูตรการฝึกอบรม การศึกษาเพิ่มเติม และการหล่อหลอม การพัฒนา การคัดเลือกเพื่อให้อยู่ในองค์กรที่ให้ความเป็นธรรม และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของปวงชนชาวไทย นั้นได้ผลดีอย่างไร
ยังไม่ถึงสัปดาห์ ศาลฎีกาก็ได้พิพากษาให้นักการเมืองที่มีชื่อเสียงทางภาคใต้ 2 ท่าน รับโทษจำคุก 2 ปี และไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งถึง 10 ปี
ถึงแม้เราอดไม่ได้ที่จะเห็นใจผู้รับโทษ เพียงเพราะไปทานเลี้ยงกับบรรดาหัวคะแนนก่อนการเลือกตั้ง แต่เราก็อดชมเชยตุลาการของศาลสูงสุดไม่ได้ ว่าเป็นผู้ที่มี ความดีความเก่ง ความกล้า อย่างมากที่ได้ตัดสินขั้นสุดท้ายไปเช่นนั้น
ความดี เพราะยึดถืออยู่ในความโปร่งใส ความถูกต้องและหลักนิติธรรม
ความเก่ง ที่มีความรอบรู้ในตัวบทกฎหมายเป็นอย่างดีสมกับที่ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ
ความกล้า คือกล้าตัดสินใจออกคำพิพากษา โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่มีการลูบหน้าปะจมูก
ทีนี้เรามาลองพิจารณากันถึงที่มา ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยบ้างว่า มีที่มาอย่างไร มีการกำหนดวุฒิ ประสบการณ์ขั้นต่ำของความเป็นนักบริหาร เช่น ที่มาของผู้ใช้อำนาจตุลาการบ้างหรือไม่ มีการกลั่นกรอง
การคัดเลือกที่เข้มงวดมาก่อนหรือไม่ และผลลัพธ์ของการเข้ามาใช้อำนาจบริหารแทนประชาชนคนไทยได้มากน้อยเพียงใด
นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันปี พ.ศ.2565 ก็ครบ 90 ปีเราก็พอจะแยกแยะถึงที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหาร อันได้แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่เป็นส่วนสูงสุดของพีระมิด ลงไปถึงข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และลงไปถึงการปกครองส่วนท้องถิ่น
อันได้แก่ นายกเทศมนตรี, นายก อบจ., นายก อบต. ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 5 ประเภทดังนี้
1.ประเภทแรก มีที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง
2.ประเภทที่สอง มีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร
3.ประเภทที่สาม มีที่มาจากผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ (พรรคการเมือง หรือ สส. เป็นต้น)
4.ประเภทที่สี่ มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น นายกเทศมนตรี, นายก อบจ., นายก อบต. เป็นต้น
ก.ประเภทแรก ผู้ใช้อำนาจบริหาร (รัฐบาล) ที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง
ตัวอย่างที่ 1 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เพื่อเป็นการประนี
ประนอมระหว่างอำนาจใหม่ (คณะราษฎร) กับอำนาจเก่า(พระมหากษัตริย์, ราชวงศ์และขุนนาง ที่จงรักภักดี) สมาชิกคณะราษฎร จึงได้เลือก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อนหุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จบเนติบัณฑิตไทย จบเนติบัณฑิตอังกฤษจาก The Middle Temple เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดีศาลฎีกา อาจารย์สอนวิชากฎหมาย องคมนตรี และเสนาบดีกระทรวงการคลัง ในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 และภรรยาก็เป็นนางสนองพระโอษฐ์ ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7
พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เพื่อเป็นคนกลางประสานระหว่างกลุ่มผู้นิยมการปกครองในระบอบกษัตริย์ กับกลุ่มผู้นิยมการปกครองแบบใหม่
แต่การที่เป็นคนกลาง เพื่อประสานสองขั้วที่มีความเห็นแตกต่างกัน นั้นมิใช่ของง่าย ถึงแม้จะมีการศึกษาอย่างดี
ที่สุด มีประสบการณ์จากตำแหน่งที่สูงมากมาแล้ว และมีเครือข่ายลูกศิษย์ลูกหาและผู้นิยมชมชอบมากมาย ในที่สุดก็ต้องถูกรัฐประหารในเดือนมิถุนายน 2476 โดยหัวหน้าคณะราษฎร(พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา) และถูกส่งตัวออกนอกประเทศไปอยู่ที่ปีนัง จนถึงบั้นปลายแห่งชีวิต
ตัวอย่างที่ 2 ได้แก่ ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 12 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ “วันวิปโยค” ในตอนเช้าวันที่ 14 ตุลาคม โดยพระบาท
สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เรียกจอมพลถนอม กิตติขจร เข้าเฝ้าฯ ณ พระราชวังดุสิต และจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศลาออกและเดินทางออกนอกประเทศไป เพื่อความสงบของบ้านเมือง พระองค์จึงได้ทรงแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (หัวหน้ารัฐบาล หรือ ผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย) ซึ่งมีที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง
ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2517 และได้ขอลาออก จากตำแหน่ง แต่สภานิติบัญญัติในขณะนั้น ก็มีมติให้ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งต่อไป โดยทูลเกล้าฯเสนอชื่อไปยังพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 2 จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 และจัดการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว นับว่าได้ทำภารกิจสำคัญให้แก่ประเทศจนเป็นผลสำเร็จ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านทั้งสองที่ได้กล่าวถึงไว้ ว่ามีที่มาจากความจำเป็นในเหตุการณ์บ้านเมือง ทำให้ต้องมารับหน้าที่ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ล้วนแล้วแต่มีภูมิหลัง (Back Ground) อย่างดี เป็นนักบริหารที่ดีและประสบความสำเร็จ (มีความซื่อสัตย์สุจริต มีศีลธรรมมีจริยธรรม มีประสบการณ์จากตำแหน่งหน้าที่การงาน ว่าสามารถเป็นผู้บริหารประเทศได้ และมีความกล้าในการตัดสินใจต่างๆ เพื่อความเจริญของประเทศไทยและของปวงชนชาวไทย โดยมิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือของพรรคพวกเลยแม้แต่น้อย
ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จบเนติบัณฑิตไทย และจบเนติบัณฑิตอังกฤษ จากสำนัก The Middle Temple เคยเป็นประธานศาลฎีกา ปลัดกระทรวงยุติธรรม เคยเป็นอธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรีเมื่อพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งอนุสรณ์สถานของท่าน ก็มีเป็นอนุสาวรีย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) จนทุกวันนี้
เขียนมาแค่นี้ก็คงจะเห็นได้ว่า “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจอธิปไตย (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ) แทนปวงชนชาวไทย มีความสำคัญอย่างมาก ที่จะนำความยุติธรรม ความอยู่ดีกินดี ความเจริญของประเทศ ความเป็นอารยประเทศ ความเป็นนิติรัฐ มีความสำคัญเพียงใด
ที่มา ของผู้ใช้อำนาจตุลาการ ที่ประกอบด้วย
ภูมิหลัง (Back Ground) อันได้แก่ การศึกษา ในสาขาที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ (นิติศาสตรบัณฑิต,
เนติบัณฑิต)
ประสบการณ์ เคยทำงานด้านกฎหมายมาแล้วพอสมควร เช่นทนายความ นิติกร เจ้าหน้าที่ศาล ฯลฯ
การสอบแข่งขันหรือการสอบคัดเลือก เพื่อเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา
การฝึกอบรม เพื่อทราบและยึดถือเป็นวิธีปฏิบัติ ของวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty), จริยธรรม (Ethics), ความโปร่งใส (Transparency)
การศึกษา เพื่อศึกษาถึงกฎหมายที่ผู้พิพากษาจำเป็นต้องรู้ ระเบียบข้อบังคับของศาล และของกระทรวงยุติธรรม ของอัยการ ของตำรวจ ที่จำเป็นต่อการใช้อำนาจตุลาการ
และ การคัดเลือก เป็นอันดับสุดท้าย ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา
จึงพิสูจน์ได้ว่า “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจตุลาการ นำความยุติธรรมและสันติสุข มาสู่ปวงชนชาวไทยได้เป็นอย่างดี
แล้วเราก็จะได้ดูถึง “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ที่ประเทศไทยใช้มา 90 ปี ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด
ศิริภูมิ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี