วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เมื่อเร็วๆ นี้ อ็อกแฟม อินเตอร์เนชั่นแนล (Oxfam International) ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน (CSO Coalition) จัดเวทีพูดคุยในหัวข้อ “Battling Inequality in Food Supply Chains : a post-pandemic talk on living wage” มีตัวแทนจากภาคประชาสังคมด้านแรงงานและบริษัทเอกชนชั้นนำ ร่วมอภิปรายเกี่ยวกับ “ค่าจ้างเพื่อชีวิต (living Wage)” แนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่อุปทานอาหาร
จอห์น ซามูเอล ผู้อำนวยการอ็อกแฟมในภูมิภาคเอเชีย ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับโลก ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงได้รับกำไรและโบนัสจำนวนมาก แรงงานในอุตสาหกรรมอาหารกลับได้รับค่าจ้างเพียงน้อยนิด ไม่พอต่อการเลี้ยงชีพในแต่ละเดือน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเอารัดเอาเปรียบและไม่ยุติธรรมต่อแรงงานจึงเรียกร้องให้บริษัทเอกชนทั่วโลกให้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับค่าจ้างเพื่อชีวิตให้เป็นจริงโดยเร็ว
สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) กล่าวว่า วิกฤตค่าแรงมีมานานก่อนสถานการณ์โรคโควิด-19 เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำไม่มีการขยับขึ้นมาแล้วหลายปี ขณะที่ค่าครองชีพขยับขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี อาทิ แรงงานอาหารทะเลจำนวนมากได้ค่าจ้างเฉพาะวันที่ทำงานเท่านั้น ดังนั้น แรงงานจะได้ค่าจ้างสูงสุดราว 26 วันต่อเดือน แต่ในความเป็นจริงแรงงานไม่ได้กินข้าวแค่ 26 วัน ต้องกินข้าว 30 วันต่อเดือน พวกเขาควรได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมเพื่อให้มีชีวิตรอด
“การที่บริษัทเอกชนเริ่มพูดถึงค่าจ้างเพื่อชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่มีเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย บริษัทต่างๆ ควรทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและแรงงานมากขึ้นเพื่อร่วมกันกำหนดเกณฑ์ที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ในทางกลับกัน การสร้างเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตขึ้นมาโดยไม่มีวิธีการที่น่าเชื่อถือ ปราศจากความโปร่งใส่ และขาดการมีส่วนร่วมกับแรงงาน อาจจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ และไม่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำลดลง”สุธาสินี กล่าว
คารา ฟลาวเออร์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านอาหาร ฟาร์มและประมงของ Ethical Trade Initiative (ETI) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิแรงงานและส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม อธิบายว่าค่าจ้างเพื่อชีวิตนั้นจะต้องมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ การที่แรงงานมีรายได้แค่เพียงพอต่อการมีชีวิตรอดนั้นไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างเพื่อชีวิต เพราะค่าจ้างเพื่อชีวิตต้องทำให้แรงงานสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเข้าถึงความต้องการพื้นฐานอย่างอาหาร การรักษาพยายาล การศึกษา บ้าน ตลอดจนการจ้างงานที่เป็นธรรมได้จริงด้วย
“เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างมาก เมื่อแรงงานซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารให้เรากลับกลุ่มที่กำลังลำบากมากที่สุด พวกเขาขาดความมั่นคงทางอาหาร ขาดโภชนาการที่ดี
และตกอยู่ในภาวะยากจน แม้ว่าเราจะไม่ได้กำหนดเกณฑ์ของค่าจ้างเพื่อชีวิตไว้อย่างชัดเจน แต่ที่แน่ๆ มันต้องมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำการพูดคุยเกี่ยวกับค่าแรงหลายครั้งมักเป็นการพยายามหาค่าแรงต่ำที่สุดที่จะทำให้แรงงานมีชีวิตรอดได้ แต่เราไม่ได้มองแค่การมีชีวิตรอด เรายังมองไปถึงโอกาสในการเจริญก้าวหน้าและคุณภาพชีวิตของพวกเขาด้วย” คารา กล่าว
มุมมองของภาคเอกชน โชค กิตติพงษ์ถาวรรองกรรมการผู้จัดการด้านการบริหารค่าจ้างและค่าตอบแทน เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) เปิดเผยว่า ทางซีพีเอฟประกาศเป้าหมายว่าจะจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตให้กับพนักงานทุกคนภายในปี 2566 โดยเชื่อว่าการจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วย เนื่องจากช่วยลดอัตราการลาออกและลดต้นทุนด้านการหาพนักงานใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม “ค่าจ้างเพื่อชีวิตเป็นการเดินทางที่ต้องการเวลาและการสร้างความเข้าใจ” บริษัทต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีเวลาสำหรับการปรับตัว
ตลอดจนการเห็นชอบของฝ่ายต่างๆ โดยในขั้นตอนแรกทางซีพีเอฟระบุว่าจะกำหนดเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตโดยใช้ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายเป็นฐาน จากนั้นจะพิจารณาว่าบริษัทมีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างเพิ่มเติมได้มากน้อยแค่ไหน
ขณะที่ ราเชล คาวเบิร์น-วอลเดน ผู้อำนวยการระดับโลกด้านสิทธิมนุษยชนของยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทระดับโลกเจ้าแรกๆ ที่ประกาศพันธะการจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิตแก่พนักงาน ระบุว่า ตอนนี้ทางยูนิลีเวอร์ได้ขยายแผนดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงแรงงานทุกคนที่ผลิตและจัดส่งสินค้าและบริการให้กับยูนิลีเวอร์โดยตรงด้วย โดยมีเป้าหมายจะทำให้สำเร็จภายในปี 2573 ซึ่งการจ่ายค่าจ้างที่เหมาะสมให้กับแรงงานเป็นผลดีต่อธุรกิจ เพราะหากแรงงานไม่ได้ค่าจ้างที่เพียงพอ ก็จะไม่มีเงินป้อนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยสินค้า
ทั้งนี้ หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญคือชุดข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอที่จะสามารถนำมากำหนดเกณฑ์ค่าจ้างเพื่อชีวิตที่ชัดเจน เหมาะสม และน่าเชื่อถือได้ เนื่องจากบริบทของแต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันมากอีกทั้งมีการเสนอทางออก โดยเฉพาะบริษัทต่าที่มีเป้าหมายจ่ายค่าจ้างเพื่อชีวิต ควรสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเข็มแข็งกับพนักงานของตน เพื่อรับฟังเสียง จัดเก็บข้อมูล และเข้าใจความต้องการของแรงงานอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างแผนการดำเนินงานด้านค่าจ้างเพื่อชีวิต
และตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี