'มังกรผงาด'ลั่น'เกษตรกรจีน'ต้องไม่กลับมายากจน! ปั้นคนเมืองนำทัพปลุกกระแส'เศรษฐกิจสีเขียว'

'มังกรผงาด'ลั่น'เกษตรกรจีน'ต้องไม่กลับมายากจน! ปั้นคนเมืองนำทัพปลุกกระแส'เศรษฐกิจสีเขียว'

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.01 น.

การทำเกษตรในเมือง (Urban Agriculture) ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นไปไกล ถึงกับผลักดันให้เป็น "สตาร์ท อัพ" และ เข้าตลาดหุ้นแนสแด็ก แต่เมืองของสหรัฐอเมริกานั้น มีขนาดใหญ่ ด้วยจำนวนประชากรและพื้นที่ที่มากกว่าจังหวัดของไทยหลายเท่า เพราะฉะนั้นถ้าจะเทียบสหรัฐอเมริกาก็ต้องเทียบกับ "จีน" ดินแดนมังกร ซึ่งวันนี้ดินแดนมังกรยังเดินหน้าเน้นการทำเกษตรที่ยั่งยืน ฝังฐานราก และ ขยายฐานรากไปยังเมืองในชนบท

ส่วนคนเมืองที่มีการโยกย้ายเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น เป็นสัดส่วนถึง 60% นั้น ก็ยังต้องใช้วิถีชีวิตแบบคนเมืองทั่วโลก คือ เช้าออกทำงาน ต้องหาอาหารที่พร้อมรับประทาน เช่น อาหารแช่แข็งในร้านสะดวกซื้อ พอถึงเวลาเลิกงานกลับเข้าบ้าน หรือ กลับเข้าที่พักในเมือง ก็ต้องหาอาหารแบบสะดวกพร้อมรับประทานเช่นเดิม ทำให้ “คนเมือง” ในจีนนั้น ยังมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับวิถีชีวิตคนเมืองในไทย โดยสามารถปลูกผักในเมืองได้ แบบพอให้เรียนรู้ และ แบ่งปันเล็กๆน้อยๆ ยังไม่สามารถจะเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ หรือ เป็นเศรษฐกิจฐานรากได้ในด้านเกษตรกรรม


รัฐบาลจีนจึงถึงกับประกาศการพัฒนาเกษตรกรรมในชนบทเป็น "นโยบาย" 5 ปี ผ่าน "แผนพัฒนาเกษตรขั้นสูงและชนบทสมัยใหม่ (Advance Agricultural and Rural Modernization) ฉบับที่ 14" ระหว่าง พ.ศ.2564-2568 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 โดยแผนพัฒนาเกษตรฯมีเนื้อหาสำคัญ ดังนี้

ด้วยการผลิตสินค้าเกษตรมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้น ภายในปี 2568 จึงต้องรักษาปริมาณการผลิตธัญพืชให้ได้ระดับ 650 ล้านตันต่อปี หรือ มากกว่า และ ผลิตเนื้อสัตว์ให้ได้ 89 ล้านตันต่อปี ต่อมาคือการปรับปรุงคุณภาพ ประสิทธภาพและความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตร วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยให้มีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และให้มีสัดส่วนที่ส่งผลให้เกิดปัจจัยการขยายตัวของผลผลิตภาคเกษตร (Contribution to Growth) ให้ได้ 64% ในปี 2568 รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

โดยเพิ่มจำนวนถนนลาดยาง และ เพิ่มการเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มสาธารณะ และ ที่สำคัญ คือ การพัฒนาระบบนิเวศของสิ่งแวดล้อมในชนบทที่เป็นเมืองเกษตรกรรม ซึ่งเน้นเป้าหมายลดการใช้ปุ๋ยเคมี,ยาฆ่าแมลงและเพิ่มการใช้ปุ๋ยจากมูลสัตว์ รวมทั้งรัฐบาลจีนยังลงลึกในรายละเอียด โดยเน้นเพิ่มรายได้ของชาวชนบทให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพี จะต้องสอดคล้องกับการขยายตัวของรายได้ต่อหัวของชาวชนบท ไม่ใช่ว่า รายได้จีดีพีของประเทศขยับ แต่เกษตรกรที่อยู่ในชนบทมีรายได้ลดลง หากมีภาพเช่นนี้ก็เท่ากับสวนทางกับจีดีพีของประเทศนั่นเอง

สุดท้ายในแผนพัฒนาเกษตรฯฉบับนี้ รัฐบาลจีนยังคงให้ความสำคัญกับการมุ่งขจัดความยากจน โดยมอบนโยบายให้ติดตามช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้กลับสู่ความยากจน

แผนพัฒนาเกษตรฯของรัฐบาลจีนนั้น เข้มข้น ครอบคลุม ไม่เพียงแต่กำหนดเนื้อหาในกรอบของภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงอนาคตที่ว่า "คนจีนจะต้องไม่กลับมายากจนอีก" ด้วยกรอบของแผนพัฒนาเกษตรฯฉบับที่ 14 ที่มีทั้งมิติเชิงลึกและกว้าง นั่นหมายความว่า จีนยังเน้นภาคเกษตรกรรมเป็นอันดับหนึ่ง และ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับตัวเองโดยเร่งวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีทั้งภาคพื้นและอวกาศอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน

การเน้นฐานรากภาคเกษตรกรรมในชนบทให้มั่นคง เป็นสายตาที่แหลมคมของมังกร และ ในอีกด้านหนึ่ง "มังกร" ก็ไม่ละเลยคนเมือง เพราะคนเมืองในประเทศต่างๆนั้น เป็นประชากรที่จัดว่าอยู่ในส่วนของ “ผู้นำกระแส” เมื่อคนเมืองทำอะไร จะเกิดกระแสทำตาม แม้ว่าจะไม่มีผลระยะยาว หรือ ในเชิงลึกด้านเกษตรกรรม แต่ก็พบว่าคนเมืองสามารถเป็นผู้นำกระแสได้ อย่างดี เช่น กระแส "เศรษฐกิจสีเขียว" ซึ่งประเทศจีนเน้นมาก และ ล้ำหน้าไปถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิด ZERO CARBON และ การให้รัฐและบริษัทเอกชนที่มีศักยภาพรุกถึงพลังงานใหม่ๆที่ทำให้เกิดซีโร่ คาร์บอน กับสิ่งแวดล้อม อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ และ พลังงานลม

จริงๆแล้ว พลังงานธรรมชาติเหล่านี้ ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระบรมนาถบพิตร ทรงเริ่มทำมานาน และ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เพียงแต่ช่วงเวลาเริ่มต้นในช่วงนั้นยังไม่ได้ใช้คำว่าซีโร่ คาร์บอน และ เมื่อเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเป็น "มหาอำนาจ" ในภูมิภาคเอเซียเป็นผู้นำกระแส และ ปลุกกระแสด้วยการติดปีกให้คนเมืองนำทัพ พร้อมกับเสริมเรื่องของเทคโนโลยีเข้าไปก็ยิ่งทำให้เกิดการเดินตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก

ในประเทศไทยนั้นมีหน่วยงานที่ริเริ่มและดำเนินการ "เศรษฐกิจสีเขียว" มาตลอด คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เช่น การคิดค้นผลิตเซลล์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ และ การทำปุ๋ยสูตรผสม NPK ชนิดควบคุมการปลอดปล่อยธาตุอาหารสำหรับพืชเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า "ปุ๋ยสั่งได้" เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยที่มากเกินจำเป็นในการทำเกษตรกรรม รวมไปถึงการพัฒนาเอนไซม์ (ENZease) สำหรับการกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าฝ้ายแบบขั้นตอนเดียว

แต่ "เศรษฐกิจสีเขียว" ในประเทศไทยยังต้องอาศัยองคาพยพของปลาใหญ่ คือ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชนที่มีศักยภาพปลุกกระแสโดยเริ่มต้นที่คนเมือง เพราะปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต้องต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ และการรับมือกับปัจจัยภายนอกอื่นๆที่เข้ามากระทบ เช่น การแพร่ะระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การเดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียวในไทย ยังอาศัยการเดินไปแบบเต่า คือ หากคนเมืองต้องการเรียนรู้ปลูกผักเกษตรอินทรีย์ในเมือง และผักปลอดสารพิษในเมือง โดยเป็นส่วนหนึ่งของ "เศรษฐกิจสีเขียว" ก็มีภาครัฐและเอกชนที่มีศักยภาพจำนวนหนึ่งพร้อมให้ข้อมูล แต่ประชาชนก็ต้องมีเงินส่วนตัวติดกระเป๋าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 200 บาทต่อวัน เป็นค่ารถ ค่ากิน รวมไปถึงค่าคอร์สดในการเรียนรู้ ซึ่งก็จะทำให้โอกาสการเดินหน้า "เศรษฐกิจสีเขียว"

สำหรับคนเมืองในประเทศไทยยังต้องใช้หลักธรรมที่ว่า "อัตตาหิ อัตตโนนาโถ" ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะ "ของฟรีไม่มีในโลก" และการเรียนรู้เข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจสีเขียวของประชาชนยังต้องมีค่าใช้จ่าย ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่ทราบวันเวลาที่จะคลี่คลาย

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามต่อสู้อย่างเต็มกำลังก็ตาม แต่ด้วยตัวแปรหลายๆด้านที่มีทั้งปัจจัยภายในประเทศ และ ภายนอกประเทศ เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ปัญหา “เงินเฟ้อ” ยังเป็นปัญหาที่หิน และ เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนการสร้างกระแสให้คนเมืองนิยมทำเกษตรอินทรีย์

ขอบคุณภาพจาก ซินหัว - 003

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top