สกู๊ปแนวหน้า : มองอนาคตการเมืองไทย  นับถอยหลังเลือกตั้ง-แก้รธน.

สกู๊ปแนวหน้า : มองอนาคตการเมืองไทย นับถอยหลังเลือกตั้ง-แก้รธน.

วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.

โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดงานเสวนา “บทเรียน แนวโน้ม และทิศทางการเมืองไทย” เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า หากมองพัฒนาการของการเมืองไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จะเห็น “การต่อสู้ของคน 2 กลุ่ม” ระหว่างฝ่ายหนึ่งคือ “อนุรักษ์นิยม” มักเป็นกลุ่มที่มีอำนาจและไม่ค่อยปรารถนาให้เกิดความเปลี่ยนแปลง กับอีกฝ่ายคือ “เสรีนิยม” เป็นกลุ่มที่ไม่พอใจสภาพที่เป็นอยู่ เช่น สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ อำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่กลุ่ม

ความเปลี่ยนแปลงที่ดูจะเป็นเรื่องเป็นราวครั้งสำคัญเกิดขึ้นในยุคที่มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เป็นการออกแบบการเมืองใหม่ เกิดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ เปิดโอกาสให้คนที่อาจจะไม่ถนัดเรื่องการสร้างความนิยมส่วนบุคคลในพื้นที่ได้เข้าสู่สภา พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระ (เช่น กกต.) ยุคนี้ทำให้ฝ่ายเสรีนิยมสามารถสร้างกระแสในหมู่ประชาชนผ่านการเลือกตั้ง


แต่กระแสดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้ไปสั่นคลอนฝ่ายอนุรักษ์นิยม จึงเกิดความพยายามรักษาอำนาจผ่านการรัฐประหารในปี 2549 เกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ขึ้น ซึ่งโดยรวมก็ไม่ค่อยแตกต่างจากฉบับ 2540 มากนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อประชาชนตระหนักว่าถูกเอารัดเอาเปรียบมานาน แนวทางใดที่เพิ่มโอกาสของประชาชนในสังคมมากขึ้นก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงปรากฏเป็นภาพว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งขั้วการเมืองฝ่ายเสรีนิยมจะมีความได้เปรียบ

“แล้วก็เป็นธรรมชาติของโลก อนุรักษ์นิยมก็แก่ขึ้น อายุมากขึ้น ล้มหายตายจากไป เสรีนิยมคือคนรุ่นใหม่ คือคนชั้นกลาง คนที่ประเภทจบการศึกษาแล้วยังไม่มีงานทำแล้วต้องสู้ด้วยตัวเอง ก็ต้องการเศรษฐกิจเสรี ต้องการอะไรที่จะสามารถทำให้เกิดการพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็นในแง่ของการที่ขึ้นมาเป็นคนที่มีโอกาสในสังคมมากขึ้น นี่คือเรื่องของธรรมชาติว่าเสรีนิยมก็จะเป็นกระแสที่ต้องเติบใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ” สมชัย กล่าว

สมชัย กล่าวต่อไปว่า ส่วนรัฐประหาร 2557 คือการตัดกระแสเสรีนิยมและให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมาครองอำนาจ เพราะไม่มีทางที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะชนะฝ่ายเสรีนิยมในการเลือกตั้ง จึงต้องล้มกติกาเดิมและเปลี่ยนกติกาใหม่ หรือก็คือการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญมีความสำคัญในการสร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบในการเลือกตั้ง ผ่านการออกแบบกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น การเลือกตั้งในปี 2562 พรรคเพื่อไทยไม่มี สส.บัญชีรายชื่อ แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ตามด้วยการคำนวณแบบสัดส่วนผสม

อีกทั้งมีการตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 คน ซึ่งแม้ สว.จะพยายามชี้แจงอย่างไรก็ยากจะเชื่อได้ เนื่องจากหากดูที่มาของ สว. จะแบ่งเป็น 6 คนมาจากตำแหน่งผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ อีก 194 คน มาจากคณะกรรมการสรรหา ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน และอีก 50 คน แม้จะมาจากการสรรหา แต่ก็ต้องให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกในขั้นสุดท้าย ซึ่ง สว. 250 คน มีอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มีเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำได้ยาก จึงเป็นปัญหาในการพัฒนาต่อเนื่องต่อไป ดังนั้น รธน.2560 ต้องยกเลิกทั้งฉบับ

ขณะที่ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้ความเห็นว่า “รัฐบาลปัจจุบันซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมทางการเมืองค่อนข้างต่ำ” เห็นได้จาก 1.คะแนนนิยมลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น นิด้าโพลที่สำรวจคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งขณะนั้นมีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 30

แต่ล่าสุดประมาณเดือนก.ย. 2565 เหลือเพียงร้อยละ 10ชี้ชัดว่าผู้คนให้ความเชื่อถือศรัทธาน้อยลง กับ 2.ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น การผูกขาดทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตลอด 8 ปีล่าสุด มีกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น สวนทางกับกิจการขนาดเล็กที่ล้มละลายเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

“เหตุที่นำมาสู่ความตกต่ำในคะแนนนิยม เพราะไม่รักษาสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน” โดยตอนทำรัฐประหารในปี 2557 กล่าวว่า “จะคืนความสุขภายในเวลาไม่นาน” แต่สุดท้ายไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่แต่งตั้งคนเป็นร้อยคนเข้าไปร่วมระดมสมองเขียนแผนปฏิรูปประเทศ แต่ได้แผนออกมาเป็นเล่มก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ ทั้งนี้ ปัจจุบันบารมีอะไรต่างๆ ที่อยู่ในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ตกต่ำลงมาก ไม่สามารถที่จะมีบารมีเหมือนเดิมในอดีตอีกต่อไป

ในขณะเดียวกันก็เกิดคู่แข่งที่สำคัญขึ้นมาที่อยู่ในพรรคเดียวกันคือพรรคพลังประชารัฐ ก็คือ พล.อ.ประวิตร มาเป็นคู่แข่งที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ช่วง 1 เดือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่ง พล.อ.ประวิตรมีการสร้างภาพลักษณ์ มีการบริหารงานรัฐบาลในเชิงรุกเข้าหาประชาชน จึงเกิดภาพที่ ดูแตกต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ดูห่างเหินจากประชาชนขึ้นมา คนก็เลยเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ หยุด 1 เดือนประเทศก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร และ พล.อ.ประวิตร บริหารประเทศ 1 เดือนประเทศก็ไปได้

“เพราะฉะนั้นอาการที่บอกว่าประเทศขาดฉันไม่ได้ คราวนี้ก็ถึงคราวตระหนักแล้วว่าที่จริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ประเทศ นักการเมือง นายกฯ ปัจเจกบุคคลไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นบทเรียนว่า คนที่คิดว่าประเทศขาดตัวเองไม่ได้ หรือความคิดว่าเมื่อประยุทธ์ไปไม่รู้ใครมาเป็นผู้นำ ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่คับแคบ ประชาชนไทยมีตั้ง 60 กว่าล้านคน แล้วใครก็ได้ขึ้นมาตามกระบวนการ ตามวิถีที่ชอบธรรม ก็สามารถเป็นผู้นำประเทศได้ ถ้าทำไม่ดีก็ถูกเขี่ยออกไปในที่สุด ฉะนั้นอย่าไปกังวลว่าใครจะมา-ไม่มา” รศ.ดร.พิชาย กล่าว

ด้าน วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า เท่าที่สังเกต พล.อ.ประยุทธ์ ดูเหมือนจะเป็น “มนุษย์เหนือดวง” อยู่ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมามีเหตุปัจจัยที่อาจทำให้หลุดจากเก้าอี้นายกฯ หลายครั้งแต่สุดท้ายก็ยังได้ไปต่อทุกครั้ง และเมื่อวิเคราะห์จากบุคลิกภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เชื่อว่าคงจะพยายามอยู่ให้ได้ยาวที่สุด ถึงกระนั้น การยุบสภาก็จะต้องเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามในเดือน พ.ย. 2565 ซึ่งสภาจะกลับมาเปิดประชุม พรรคการเมืองและนักการเมืองจะต้องแสดงบทบาทและจุดยืนให้สังคมได้เห็นเพื่อให้ได้คะแนน ดังนั้นสถานการณ์ในสภาอะไรก็เกิดขึ้นได้

“อย่างไรก็แล้วแต่ หลังการประชุมเอเปกก็อาจเกิดการยุบสภาก็ได้ ถ้าเรารับฟังเสียงอันนี้ยังรับฟังได้แล้วก็อาจจะจางไปก็ได้ เช่น คุณอาจจะเคยได้ยิน พล.อ.ประวิตร แต่ท่านพูดนานแล้ว นั่นน่ะเป็นเวลายุบสภาที่เหมาะ ฉะนั้นช่วงนั้นสภามันอาจจะเกิด พรรคการเมืองบางพรรคอาจจะแสดงจุดยืนถอนตัวด้วยเห็นว่าอย่างนี้ พรรคนี้ซึ่งก็มีข่าวอยู่แล้วคนนั้นกำลังจะไปตรงโน้นตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อเหลือเกินว่าเดือนตุลา-พฤศจิกา-ธันวา แค่ไตรมาสเดียว อำนาจในระยะปลายๆ ของคน สังเกตสิ! รัฐบาลปลายทุกยุคทุกรัฐบาล มักจะพร้อมเกิดเหตุได้ตลอดเวลา

และยิ่งหลายท่านวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ อำนาจของคนที่กำลังบอบบางแล้วก็เป็นมาตั้งนานแล้วกำลังบางลงๆ มันไม่ได้แข็งทื่อ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ทั้งปัญหาภายในและปัญหาภายนอก พร้อมที่จะกระทอกให้เป็นกระแสของการเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นการยุบสภาก็เป็นไปได้ ถามว่าจะปฏิวัติไหม? ผมว่าไม่มีทาง ก็ไม่ต่างอะไรกับพม่า สังคมโลกจะมองอย่างไร เราเองจะยืนยังไง และทหารยุคนี้ผมเชื่อว่าไม่น่าจะคิดทำการปฏิวัติรัฐประหารในสถานการณ์ที่มันไม่เห็นมีอะไร” สว.วันชัย กล่าว

ในช่วงท้าย สว.วันชัย ยังกล่าวอีกว่า โดยส่วนตัว การเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่กลับมาอีก ทั้งจากเงื่อนไขตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. บวกกับพลังความสดใหม่ที่บางลงไปเมื่อเทียบกับตอนเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล คสช. มาเป็นรัฐบาลปัจจุบัน แต่สิ่งที่จะเป็นความท้าทายต่อไปคือ “การตั้งรัฐบาลต้องได้รับเสียงสนับสนุน 376 เสียงตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ” ต่อให้บางพรรคได้ สส. มากแบบแลนด์สไลด์ เช่น 350 เสียง ก็ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่ในทางตรงข้าม พรรคเสียงข้างน้อยที่ สว. โหวตให้เป็นรัฐบาล ก็จะอยู่บริหารประเทศได้ไม่นานเช่นกัน

“การประนอมอำนาจ” ไม่ว่าฝ่ายอำนาจเก่า-อำนาจใหม่หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยม-ฝ่ายก้าวหน้า เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปคงจะเป็นทางออก และสุดท้ายก็จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top