วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
ยังคงอยู่กับงานเสวนา “วิกฤตข้าวของแพง ค่าแรงต่ำ : แรงงานนอกระบบอยู่กันอย่างไร” จัดโดย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ สมาพันธ์แรงงานนอกระบบ ประเทศไทย และ Friedrich-Ebert-Stiftung Thailand ซึ่งเมื่อฉบับที่แล้ว (เสาร์ที่ 22 ต.ค. 2565) เป็นการสะท้อนปัญหาและข้อเรียกร้องของแรงงานนอกระบบหลายกลุ่ม ส่วนฉบับนี้เป็นมุมมองจากภาครัฐทั้งฝ่ายราชการและฝ่ายการเมือง ว่ามีแนวทางใดที่จะช่วยเหลือแรงงานเหล่านี้ได้บ้าง
นภสร ทุ่งสุกใส ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงรายงานการสำรวจแรงงานนอกระบบ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติดำเนินการสำรวจทุกปี (สำหรับรายงานปี 2565 น่าจะเผยแพร่ได้ในช่วงต้นปี 2566) ซึ่งรายงานของปี 2564 พบว่า ประเทศไทยมีคนที่ยังมีงานทำ 37.7 ล้านคน ลดลงจากก่อนหน้าที่มีอยู่ประมาณ 39.5 ล้านคน และในบรรดาคนที่มีงานทำ 37.7 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 19.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 52 ของจำนวนคนมีงานทำทั้งหมด สะท้อนภาพสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้คนออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น
“ประมาณ 75% ของแรงงานนอกระบบทั้งหมด อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ส่วนในกรุงเทพฯ-ภาคกลาง จะมีน้อยที่สุด ในเรื่องของระดับการศึกษา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับประถมศึกษา ประมาณ 56.5% ในเรื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แรงงานนอกระบบกว่าครึ่งทำงานอยู่ในภาคเกษตร แม้แต่บุคคลซึ่งเป็นแรงงานในระบบเดิมเมื่อเจอวิกฤตทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโควิด
แล้วมาต่อเนื่องด้วยวิกฤตทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงคราม (รัสเซีย-ยูเครน) แล้วส่งผลต่อวิกฤตพลังงาน ทำให้แรงงานในระบบเหล่านี้จำเป็นต้องผันตัวเองออกไปสู่นอกระบบดังนั้นระบบเดียวที่ประเทศไทยรองรังบุคคลเหล่านี้ได้ก็คือภาคเกษตร เพิ่มมากขึ้นถึง 11.4 ล้านคน หรือ 58% ของคนที่อยู่เป็นแรงงานนอกระบบ แล้วก็ไปทำงานภาคบริการ-ภาคการค้า 32%” นภสร ระบุ
นภสร กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่การสำรวจในปี 2548 เป็นต้นมา “ค่าตอบแทน” เป็นปัญหาอันดับ 1 ของแรงงานนอกระบบ โดยได้ต่ำกว่าแรงงานในระบบราว 2-3 เท่า รองลงมาคือ “งานขาดความต่อเนื่อง” หมายถึงมีงานเข้ามาไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นรายได้จึงไม่สม่ำเสมอตามไปด้วย ในขณะที่ “งานหนัก” ตามมาเป็นปัญหาอันดับ 3 อีกด้านหนึ่ง งานของแรงงานนอกระบบไม่สามารถควบคุมด้านความปลอดภัยและการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมได้เมื่อเทียบกับการเป็นแรงงานในระบบ (เช่น แรงงานในโรงงาน) ซึ่งมีข้อกฎหมายกำหนดไว้
โดยปัจจุบัน กระทรวงแรงงาน อยู่ระหว่างการปรับปรุงฐานข้อมูลแรงงานนอกระบบที่มีอยู่หลายฐานและซ้ำซ้อนให้สมบูรณ์และเป็นฐานเดียวกัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน มี.ค. 2566 ซึ่งหากแล้วเสร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการเชิญชวนให้แรงงานนอกระบบมาขึ้นทะเบียน ซึ่งจะทำให้รู้ปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของแรงงาน นอกจากนั้นยังมีความพยายามเร่งรัดการออกกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานนอกระบบ โดยหวังว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปี 2566 สุดท้ายคือการทำแผนขับเคลื่อนการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ ในลักษณะแผน 5 ปี
นครินทร์ อมเรศ รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.-แบงก์ชาติ) ย้ำถึงความสำคัญของ “ข้อมูล” ที่เก็บกันมาตั้งแต่ยุคกระดาษจนถึงระบบคอมพิวเตอร์ แต่คน 1 คนอยู่ในฐานข้อมูลหลายชุดมาก ตั้งแต่ทะเบียนราษฎร ประกันสังคม-บัตรทอง การใช้สิทธิคนละครึ่ง บัญชีเงินฝาก การขึ้นทะเบียนอาชีพต่างๆ ฯลฯ คำถามที่น่าสนใจคือ “ทุกคนมีเลขประจำตัว 13 หลักใช้กันตลอดชีวิต แต่ทำไมต้องจัดเก็บข้อมูลใหม่ซ้ำซ้อนหลายชุด” และจะให้หน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลข้อมูลเหล่านี้นำมาเชื่อมต่อกันได้อย่างไร
และที่มากไปกว่านั้น “ทำไมจึงมีแต่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ภาคเอกชนที่มีทุนมาก และผู้กำหนดนโยบาย ที่สามารถใช้ข้อมูลได้ ทั้งที่จริงๆ ประชาชนก็ควรมีสิทธิที่จะได้ใช้ด้วย” เช่น คนคนหนึ่งอยากเปิดกิจการที่พักแรม เบื้องต้นคือต้องไปยื่นขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน และเมื่อได้ใบอนุญาตประกอบกิจการมาแล้วก็ไม่ได้การันตีว่ากิจการจะไปรอด แต่ในความเป็นจริง มีข้อมูลที่สามารถทำให้วางแผนได้ว่าสมควรจะเปิดกิจการหรือไม่ เช่น จำนวนที่พักแรมในละแวกนั้น
หรือใครจะเปิดร้านขายของก็ควรได้ทราบว่าบริเวณรอบๆ นั้นมีร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายของชำเปิดอยู่แล้วกี่แห่ง เป็นต้น “ครั้นจะให้คนธรรมดาๆ ทั่วไปที่ไม่ได้เรียนเรื่องการวิเคราะห์ตัวเลขไปทำเองก็คงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้บริการประชาชนหรือไม่?” ทั้งนี้ ในประเทศอังกฤษมีกฎหมายกำหนดให้ธนาคารต้องแบ่งปันข้อมูลของลูกค้าซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ กับธุรกิจสตาร์ทอัพที่มาขอข้อมูลเพื่อไปทำธุรกิจให้บริการ ซึ่งก่อนจะมีกฎหมายนี้ มีสตาร์ทอัพเพียงรายเดียว แต่หลังมีกฎหมาย จำนวนสตาร์ทอัพก็เพิ่มขึ้นเป็น 200 ราย
แม้กระทั่งในไทยก็มีตัวอย่างอ้างอิงได้ นครินทร์ เล่าถึงช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ยังรุนแรงถึงขั้นรัฐต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ ได้ยินเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งบอกว่าไม่สามารถขอกู้เงินได้ แต่เมื่อมองออกไปก็เห็นภาพของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสั่งและส่งอาหาร จึงเกิดความคิดว่าในเมื่อผู้เข้าร่วมกับแพลตฟอร์มทั้งร้านอาหารและผู้รับงานขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหารต่างก็มีข้อมูลรายได้ ก็น่าจะใช้ข้อมูลนี้ยื่นขอกู้เงินกับธนาคารได้ นำไปสู่การที่ ธปท. ชวนแพลตฟอร์มอย่างไลน์แมนมาจับมือกับธนาคารออมสิน สามารถปล่อยสินเชื่อไปได้ 1,400 ราย เป็นเงิน 80 ล้านบาท
“กิจกรรมที่เราทำ ทำอย่างไรให้มันเป็นส่วนหนึ่งของภาพที่ผู้ให้บริการทางการเงินจะรู้จักเราได้ผมว่ามันถึงจุดที่ถ้าราชการยอมรับความจริงข้อหนึ่งซึ่งแบงก์ชาติยอมรับ คือเราทำเองไมได้ เราต้องทำด้วยกัน มันก็เท่านั้น แต่ทีนี้ข้อยากคือมันแค่ 80 ล้านบาท คนเดือดร้อนมันไม่ใช่ 1,400 คน มันคือ 14 ล้านคน จะเพิ่มจาก 80 ล้านให้เป็น 8 หมื่นล้าน หรือ 8 แสนล้านอย่างไร แบบที่ไม่ใช่ให้คนละเดือน ให้แล้วก็เจ๊งไป ผมว่ามันเป็นโจทย์ที่ด้วยความเคารพนะ มันไม่มีใครช่วยเรา แต่เราคงต้องใช้มือถือเพิ่มเติมไปมากกว่าการเช็คหวย”นครินทร์ กล่าว
สุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้ กมธ.แรงงาน กำลังผลักดันให้ระบบประกันสังคมครอบคลุมและเท่าเทียมทั้งแรงงานในและนอกระบบ ซึ่งสำหรับคนเป็นแรงงานในระบบจะทราบดีว่า การได้เป็น
ผู้ประกันตนมาตรา 33 เมื่อถึงวันที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีมีโอกาสได้บำนาญ 3,000 บาท/เดือน ซึ่งอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ในขณะที่แรงงานนอกระบบ ในวัยเกษียณ อายุ 60 ปีขึ้นไป ได้เพียงเบี้ยยังชีพเดือนละ 600 บาท ซึ่งไม่พอกับการดำรงชีวิต
“ท้ายสุดจะไปมองเป้าหมายเลยคือระบบรัฐสวัสดิการ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ” ประธาน กมธ. แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี