วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“29 ตุลาคม 2565” วันแห่ง “ฝันร้าย” สำหรับชาวเกาหลีใต้รวมถึงชาวโลก กับเหตุการณ์ที่ “อิแทวอน” ย่านสถานบันเทิงที่มีชื่อเสียงในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ เมื่อคลื่นมหาชนเดินทางเข้าไปร่วมฉลอง “เทศกาลฮาโลวีน”ซึ่งถือเป็น “อีเว้นท์ใหญ่ครั้งแรกของประเทศในยุคหลังโควิด-19” ที่นานาชาติรวมถึงเกาหลีใต้ ทยอยเลิกแนวทางล็อกดาวน์ ยุติการจำกัดสิทธิการชุมนุมรวมกลุ่มต่างๆซึ่งเคยใช้ควบคุมโรคระบาดมานานกว่า 2 ปี โดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นเหตุสลดที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า150 ศพ ทั้งชาวเกาหลีใต้และนักท่องเที่ยวต่างชาติ
โดยเบื้องต้นมีการวิเคราะห์สาเหตุไว้ 1.ไม่มีเจ้าภาพหลักในการจัดงาน ทำให้ไม่มีผู้ประสานกับหน่วยงานของรัฐทั้งตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่และรักษาความปลอดภัย กับ 2.สภาพภูมิประเทศ พื้นที่ค่อนข้างแคบ โดยเฉพาะตรอกเล็กๆ ที่เป็นจุดเกิดเหตุ มีลักษณะเป็นเนินลาดชัน ดังนั้นเมื่อมีใครคนหนึ่งล้มลง หรือเกิดเหตุตกใจแล้วมีการผลักดันกัน การล้มทับกันเป็นทอดๆ เหมือนโดมิโนจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้คนเข้าไปรวมตัวกันอย่างแออัดโอกาสเกิดความสูญเสียก็ยิ่งมากขึ้นไปด้วย
ผศ.ดร.วรากร เจริญสุข รักษาการหัวหน้าภาควิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า บริเวณพื้นที่เกิดเหตุมีความกว้างเพียงประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 40 เมตร พื้นที่ขนาดนี้มีคนเดิน4-5 คน ก็แทบจะแน่นแล้ว ดังนั้นเมื่อมีปัจจัยใดๆ ที่ทำให้ฝูงชนตกใจและเกิดการเคลื่อนที่ก็สุ่มเสี่ยงต่ออันตรายจาก Crowd Crush หรือการเบียดอัดกันได้ รวมถึงจากภาวะ Compression Asphyxia ที่พื้นที่จุดนั้นอัดแน่นจนทรวงอกขยับไม่ได้ ซึ่งหมายถึงไม่สามารถหายใจเข้า-ออกได้ไปโดยปริยาย
“เวลาเราหายใจทรวงอกเราต้องขยาย หายใจเข้า-หายใจออก มันไม่ใช่เฉพาะปิดจมูกแล้วขาดอากาศหายใจ ถ้าทรวงอกขยายไม่ได้มันก็มีปัญหาถูกกดทับแล้วก็ทำให้ขาดอากาศหายใจได้ ซึ่งถ้าหน้าอกขยายไม่ได้ก็หายใจเข้าไม่ได้ ก็หมดสติได้ ถ้าขาดอากาศหายใจสัก 3-5 นาที หัวใจก็หยุดเต้น ที่มีข่าวคนหัวใจหยุดเต้นกันน่าจะเป็นเคสลักษณะนี้” ผศ.ดร.วรากร อธิบาย
ผศ.ดร.วรากรกล่าวต่อไปว่า ที่ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มีการศึกษาเรื่องการล้มและการทรงตัวของมนุษย์ ซึ่งพบว่า หากเป็นทางเรียบการทรงตัวจะอยู่บนหลัก Base of Support และ Center of Gravity หมายถึงฐานรองรับและจุดศูนย์ถ่วง โดยหากจุดศูนย์ถ่วงออกนอกฐานรองรับก็จะทำให้เกิดการล้มลง ซึ่งแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน หากเป็นคนที่ฝึกฝนให้ร่างกายเตรียมพร้อมก็ยังพอจะทรงตัวได้เมื่อถูกแรงเข้ามากระแทกกะทันหัน แต่ผู้ที่ไม่ทันระวังเมื่อถูกกระแทกก็ล้มลงได้ และยิ่งไปอยู่ในบริเวณพื้นที่ลาดชันก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น
ดังนั้น จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องเข้าไปในสถานที่ที่มีคนมารวมตัวกันอย่างหนาแน่น 1.สังเกตและจดจำทางเข้า-ออกให้ได้ เตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้าด้วยการหาข้อมูลว่าสถานที่นั้นมีทางออกกี่ทาง รวมถึงจุดอื่นๆ ที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสรอด เช่น พื้นที่สูงที่สามารถปีนขึ้นไปหลบได้เพื่อที่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะได้ลดความเสี่ยงจากการถูกฝูงชนดันให้ไปเจอกับมุมอับหรือทางตัน อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นว่าจุดที่อยู่นั้นเริ่มแออัดมากแล้วก็ควรรีบออกมาก่อนจะดีกว่ารอให้เกิดเหตุร้ายขึ้น
2.ในช่วงวิกฤตรักษาชีวิตสำคัญกว่าสิ่งของ เมื่อสถานการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นจริงๆ ต้องพยายามทรงตัวยืนอยู่อย่างมั่นคงให้ได้เพื่อพาร่างกายหนีรอดออกมาจากจุดนั้น แม้จะทำสิ่งของหล่นหายก็ต้องยอมตัดใจเพราะหากก้มลงไปหาอาจเกิดอันตรายจากการถูกเบียดจนล้ม 3.อย่าเข้าไปสวนแรงหรือพุ่งไปด้านหน้าตรงๆ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะต้านแรงจากฝูงชนที่ถาโถมเข้ามา แต่การมุ่งไปด้านหน้าตรงๆ ก็อาจถูกแรงกระทำให้ล้มได้ วิธีที่ถูกต้องคือการเคลื่อนที่เป็นแนวทแยงเฉียงออกจากศูนย์กลางของแรงไปทางด้านข้าง แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ไปติดอยู่ในมุมอับด้วย
4.เคลื่อนไหวและล้มให้ถูกวิธี เมื่อต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่คนแออัดเบียดเสียดกันมาก ขณะเดินต้องพยายามยกแขนขึ้นมาในระดับอก หรืออยู่ในท่าคล้ายตั้งการ์ดเตรียมต่อสู้ เช่นเดียวกับเมื่อล้มลงก็ต้องพยายามให้อยู่ในท่านอนตะแคงงอเข่าในสภาพคุดคู้ เอามือป้องกันศีรษะและให้ศอกกับเข่าติดกัน ซึ่งท่าเหล่านี้จะทำให้พอมีช่องว่างสำหรับให้ร่างกายพอขยับเขยื้อนและทรวงอกขยับเพื่อที่ยังพอหายใจได้ และ 5.มีสติ ข้อแนะนำทั้งหมดจะไม่ได้ใช้เลยในสถานการณ์จริง หากอยู่ในสภาวะตื่นตระหนก (Panic) ไม่สามารถตั้งสติได้
ด้าน สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุสลดที่เกิดขึ้นในย่านอิแทวอนของ
เกาหลีใต้ มาจากความผิดพลาดของหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ไล่ตั้งแต่ไม่มีการเตรียมแผนบริหารจัดการ เพราะงานเทศกาลฮาโลวีนแม้จะไม่มีเจ้าภาพหลักแต่ก็จัดมาแล้วหลายปีไม่ใช่ครั้งแรก จึงน่าจะอยู่ในวิสัยที่สามารถคาดเดาจำนวนคนที่มารวมตัวกันได้เพื่อเตรียมกำลังพลและอุปกรณ์ในการรับมือ อีกทั้งยังพบการพยายามโทรศัพท์แจ้งเตือนความเสี่ยงหลายครั้งก่อนเกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังนิ่งเฉย
ทั้งนี้ หากเป็นการจัดงานที่มีการเตรียมการล่วงหน้าหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานนั้น จะต้องมีการวางแผนบริหารจัดการ ตั้งแต่ 1.ก่อนจัดงาน สำรวจและป้องกันจุดเสี่ยงติดป้ายบอกทางเข้า-ออก จัดการจราจร และเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่น การเข้าถึงจุดเกิดเหตุของรถพยาบาล 2.ขณะจัดงาน ควบคุมจำนวนผู้เข้าร่วมงานไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยประเมินได้ เช่น อากาศยานไร้คนขับสำหรับถ่ายภาพในมุมสูง หรือกล้องวงจรปิดที่มองเห็นภาพมุมต่างๆ ในพื้นที่นั้น แล้วรายงานผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น เพื่อแจ้งเตือนพร้อมให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าเวลานี้คนแน่นแล้วไม่ควรเข้ามาอีก
“จุดเสี่ยงต่างๆ อย่างถนนที่มันแคบๆ แล้วคนมาเยอะๆ แล้วเป็นเนินด้วย อย่างน้อย Flow (การไหล) ของการเข้า-ออก มันก็ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมไม่ให้แน่นขนาดนี้ ของเราลอยกระทงก็เช่นกัน ส่วนไหนที่เป็นท่าน้ำที่มีอันตราย ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยกั้น ไม่เช่นนั้นคนก็แห่กันไป น้ำหนัก (โป๊ะ) ก็เยอะเกินไปแล้วรับไม่ได้ก็ล่ม คนไปเที่ยวก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คนนำ-คนสั่ง ที่รู้เรื่อง เป็น Organize (ผู้จัดงาน) มีศูนย์รวม-ศูนย์กลางที่คอยสั่งว่าห้ามไปทางนั้นทางนี้ คนเขาจะเชื่อ” อาจารย์สุพรรณ ระบุ
นอกจากการเตรียมพร้อมของผู้จัดงานหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่แล้ว อาจารย์สุพรรณ ยังกล่าวอีกว่า“การเอาชีวิตตนเองให้รอดและช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นทักษะที่ทุกคนควรรู้” ตั้งแต่การประเมินเพื่อตัดสินใจหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงหรือหนีออกจากจุดเสี่ยงได้ทันก่อนที่เหตุจะเกิดขึ้น การตั้งหลักยืนหรือเดินอย่างไรไม่ให้ล้มและยังสามารถหายใจเข้า-ออกได้ ไปจนถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ที่ จ.อุดรธานี เคยมีกรณีนักเรียน-นักศึกษาที่ผ่านการอบรม CPR สามารถใช้ทักษะดังกล่าวปั๊มหัวใจช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุถูกไฟดูดไว้ได้
“ต้องมี 3 ขั้นตอนอย่างน้อย ก่อนเกิดต้องมี Risk Management (การบริหารจัดการความเสี่ยง) ขณะอีเว้นท์เกิดก็ต้อง Monitor (เฝ้าระวัง) แล้วก็ต้องมี Emergency Plan (แผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน) ว่าอย่างนี้รถพยาบาลเข้าไม่ได้คนจะปั๊มหัวใจก็ปั๊มกันไม่เป็นอีก ช่วยกันปั๊มก็ปั๊มผิดปั๊มถูก ก็ตายกันหมดเหมือนกัน เรื่อง CPR เป็นสิ่งที่เบื้องต้นจะต้องรู้” อาจารย์สุพรรณ กล่าวย้ำ
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี