วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
หมายเหตุ : บทความนี้เดิมชื่อเรื่องว่า “Reinvent Growth อย่างไร เมื่อประชากรในเมืองมีมากเกินไปและสูงวัยขึ้น” ซึ่งเขียนโดย GJ van der Zanden, Senior Advisor & Visiting Professor Sustainability Leadership (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ในวันที่ 15 พ.ย. 2565 องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้คาดการณ์ว่า จำนวนประชากรโลกจะถึง 8 พันล้านคน ซึ่งเมื่อ 100 ปีก่อนเราเกิดขึ้นมาในโลกที่มีประชากรน้อยกว่า 2 พันล้านคน ถึงแม้ว่าการเติบโตจะชะลอตัวบ้าง แต่ก็กล่าวได้ว่าประชากรในโลกเพิ่มขึ้น 200,000 คน ในทุกๆ วันมนุษย์ไม่เพียงแต่เพิ่มจำนวนขึ้น แต่ยังสูงวัยขึ้นอีกด้วย ประเทศญี่ปุ่นและบางส่วนของยุโรปมีจำนวนผู้สูงวัยมากที่สุดในโลก ในทศวรรษข้างหน้าคาดว่าประเทศจีนจะมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยอาจมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 18% จากประชากรทั้งหมด 1.4 ล้านคน ในวันนี้เป็น 32% ในปี 2583
ประชากรที่อาศัยในเมืองคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 55% ในวันนี้เป็น 68% ภายในปี 2593 ซึ่งหมายความว่าจะมีคนเพิ่มขึ้น 2.2 พันล้านคน ซึ่งต้องมีที่พัก อาหาร ต้องเดินทางและใช้บริการต่างๆ การเติบโตนี้จะทำให้เกิดมหานครใหม่ในแอฟริกาและเอเชีย ส่งผลให้มีการบริโภค-อุปโภคเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉพาะในเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้เพียงอย่างเดียว ภายในปี 2583 คาดว่าจะมีปริมาณการบริโภคอุปโภคตามเมืองต่างๆ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2553
ธรรมชาติจัดสรรทุกอย่างให้เราอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่การรีไซเคิลน้ำ การย่อยของเสีย การผลิตอาหารหรือการนำ CO2 ออกจากอากาศเพื่อสร้างออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป เมื่อมนุษย์เติบโตขึ้น ผลกระทบที่ตามมาก็สูงขึ้นไปด้วย เมื่อธรรมชาติมาอยู่ในมือมนุษย์ ความสามารถของธรรมชาติในการจัดสรรทรัพยากรและความสามารถในการรับผลกระทบก็ถูกลดลงด้วย
วิถีชีวิตในบางรูปแบบส่งผลกระทบต่อโลกมากกว่ารูปแบบอื่น ปัจจุบันมนุษย์ “Over-Use” ธรรมชาติบนโลกมากเกินไป ถ้าทุกคนใช้ชีวิตบนโลกสไตล์สหรัฐอเมริกา เราต้องมีโลกมากกว่า 5 โลก ถ้าใช้ชีวิตสไตล์ยุโรปเราต้องมีประมาณ 3 โลก สไตล์บราซิล 1.6 โลก ในสไตล์อินเดีย 0.8 โลก เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สร้างก๊าซเรือนกระจกสู่อากาศ และสร้างขยะเกินกว่าวัฏจักรของโลกจะรับได้
เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เราเผาผลาญในแต่ละปี (และ CO2 ที่ปล่อยสู่ชั้นอากาศ) เทียบเท่ากับ การเผาผลาญพืชทั้งโลกเป็นเวลา 400 ปี ในขณะเดียวกัน การตัดไม้ทำลายป่าอย่างไม่หยุดยั้งนั้นได้เปลี่ยนป่าอเมซอนจากแหล่งกักคาร์บอนให้กลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาดว่าช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานในการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นถึง 40% ภายใน พ.ศ. 2573 หากทุกคนยังใช้ชีวิตแบบเดิม
ผลกระทบของมนุษย์ต่อโลกมักมีการแสดงเป็นสูตรง่ายๆ คือ : Impact = Population x Affluence x Technology การเติบโตของประชากรนั้นไม่ได้ช่วยลด Impact ของมนุษย์แน่นอน สำหรับปริมาณการบริโภคต่อคนหากใช้ GDP เป็นตัวชี้วัดนั้น เติบโตเกือบ 7 เท่า (PPP) ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ความหวังสุดท้ายคือเทคโนโลยี หลายๆ คนอาจบอกว่าเทคโนโลยีมีพลังมหาศาล ที่จะนำมาสู่นวัตกรรมที่สามารถมาแก้ไขปัญหาของมนุษย์ได้
แต่คนมักจะมองข้ามประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น ซึ่งเทคโนโลยีอาจทำให้เกิดผลกระทบเพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะลดลง 1.The rebound effect (ผลย้อนกลับ) ประสิทธิภาพในการผลิตทำให้สินค้าราคาลดลงกระตุ้นให้เราบริโภคมาก เช่น เมื่อมีเครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง เราก็ซื้อมาใช้มากขึ้น หรือเที่ยวบินถูกลงคนก็เดินทางมากขึ้นเป็นเท่าตัว ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา
2.Unintended consequences (ผลที่ตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจ) ข้อดีของเทคโนโลยีมักทำให้เรามองข้ามผลกระทบด้านลบ เช่น เทคโนโลยีใหม่อย่าง 5G สร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนในการเข้าถึงเทคโนโลยีนั้นจำกัดเฉพาะประชากรที่มีฐานะและพื้นที่ประชากรหนาแน่น หรือการที่ social media สามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันได้ ในขณะที่สามารถที่จะให้ข้อมูลที่ผิดๆ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้จำนวนมาก
3.Politics and invested interests (การเมืองและผลประโยชน์) ถึงโลกจะไม่ขาดแคลนเงินในการแก้ปัญหาความยากจน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือด้านมลพิษ การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มักจะชะลอตัวลงเพราะการต่อต้านทางการเมืองหรืออิทธิพลและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เช่น อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งนี้ เมื่อเราใช้ต้นทุนธรรมชาติไป ความสามารถในการรับผลกระทบของธรรมชาติก็ลดลง
“โมเดลปัจจุบันเน้นไปที่การสร้างความมั่งคั่ง เป็นการเติบโตด้วยต้นทุนของธรรมชาติหรือของสังคม ที่เรียกได้ว่า เป็น Perverse Growth ในปี 2552 Trucost ระบุว่าต้นทุนธรรมชาติของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเราคือ 7.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 13% ของ GDP ในทำนองเดียวกัน สหรัฐฯ ใช้เงินประมาณ 120-190 พันล้านเหรียญสหรัฐในแต่ละปี เพื่อรักษาอาการหมดกำลังใจและภาวะซึมเศร้า ที่มาพร้อมกับ GDP ของประเทศ นี่คือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เราต้องการหรือไม่?”
ในอนาคตเราอาจเป็น “คนหลายโลก” ปัญหาและแนวทางแก้ไขของเราเป็นแบบ “หลายโลก” แต่ตอนนี้เรามีเพียงโลกเดียว ผู้นำต้องลืมความฝันลมๆ แล้งๆ ของเรื่องหลายโลกและหันมาแก้ไขปัญหาของวันนี้ และลืมความเชื่อที่ว่าเมื่อเราบริโภคมากขึ้นจะทำให้ GDP สูงขึ้น และเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องหาทางระดมนวัตกรรมสร้างการเติบโตใหม่ให้เข้ากับขีดจำกัดทางนิเวศวิทยาโลก และตอบโจทย์ทางสังคม แนวคิดใหม่ๆ และโมเดลทางธุรกิจอย่างการหมุนเวียนกลับมาใช้ การร่วมมือกันของอุตสาหกรรม การแบ่งปันต่างๆ
การมี Products เป็น Service แทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ การคิดใหม่และแก้ปัญหาโดยวิถีธรรมชาติ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถลดทอนการผลิตเพื่อการบริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ยังคงเติบโตทางเศรษฐกิจ งานวิจัยโดย Accenture ปี 2558 คาดการณ์ว่า Circular Economy สามารถสร้างผลผลิตเพิ่มเติมได้มากถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน ปี 2573 โดยการลดของเสีย การกระตุ้นนวัตกรรม และการสร้างงาน สหภาพยุโรปนำร่อง แผนปฏิบัติการ Circular Economy Action Plan เพื่อนำไปสู่ EU Green Deal
บริษัทต่างๆ เช่น Philips บริษัทข้ามชาติของเนเธอร์แลนด์ใช้แนวคิด Circularity เป็นแกนกลางของกลยุทธ์ และกำลังจะบรรลุเป้าหมายในปี 2568 ที่ 25% ของรายได้จะมาจากธุรกิจ Circular Business และไม่เพียงแค่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น นักลงทุนก็ดูให้ความสนใจกับ Circularity ดูจากข้อมูลอ้างอิงจาก Circular Business ของ Blackrock ที่ว่าเงินลงทุนใน Seed capital 20 ล้าน ในปี 2562 กลายมาเป็น 2 พันล้านในปี 2564
การที่มีคนอาศัยในเมืองหนาแน่นทำให้ระบบการทำ Urban Farming โดยใช้ hydroponics เป็นที่สนใจมากขึ้น แม้การลงทุนจะสูงและยังคงมีความท้าทายหลายอย่าง แต่เทคนิคนี้สามารถผลิตอาหารโดยใช้น้ำน้อยลง 90% ไม่ต้องใช้ดินและสามารถผลิตอาหารได้มากถึง 4 เท่าของผลผลิตต่อตารางเมตรด้วยวิธีดั้งเดิม หลายแหล่งข้อมูลคาดว่า การผลิตด้วย hydroponics ทั่วโลกจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเป็น 10-13 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้
(อ่านต่อหน้า 7 ฉบับวันที่ 27 พ.ย. 2565)
สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี