533.jpg
สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ ปรับวิธีคิดหนุนกฎหมายมีผล

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ ปรับวิธีคิดหนุนกฎหมายมีผล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 02.00 น.

“มีคำอธิบายในความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี ความเห็นทั่วไปในฉบับที่ 9 ก็ได้ระบุถึงความสำคัญของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบความรุนแรงที่มีต่อสตรีที่รุนแรงที่สุด เพราะหลายเคสก็ไปถึงขั้นเสียชีวิต แล้วก็เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทุกสังคม รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงทางเพศ เนื่องจากทัศนคติดั้งเดิมที่ว่าผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง-ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า แล้วก็อาจมองว่าผู้หญิงเป็นภรรยาเป็นสมบัติของสามี”

สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในวงเสวนา “เสียงสะท้อนสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา ถึงปัญหา “ความรุนแรงในครอบครัว” ที่ส่งผลกระทบโดยเฉพาะกับผู้หญิง


โดยคณะกรรมการของ CEDAW ยังมีข้อเสนอสำหรับประเทศไทย ควรมีการเประเมินผลอย่างเป็นระบบจากมาตรการขจัดความรุนแรงด้วยเหตุจากเพศภาวะ เพื่อแก้ไขปัญหารากเหง้าของความรุนแรง ตลอดจนสร้างหลักประกันว่าผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวจะสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ สถานที่พักพิงชั่วคราว ศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอดจนการมีคำสั่งคุ้มครองเยียวยาตามกฎหมายแทนการเจรจาไกล่เกลี่ยอย่างที่ผ่านมา

ในประเทศไทยนั้นต้องบอกว่า “15 ปีแล้ว” กับการมีกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างต่อเนื่องคือ“การสร้างความตระหนักและเข้าใจ” ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและคนในสังคม เพื่อให้กฎหมายมีผลจริงในทางปฏิบัติ โดย สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม บอกเล่าประสบการณ์การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ว่า ความรุนแรงในครอบครัว จากจุดเล็กๆ ที่ไม่น่ามีอะไรเพียงการใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ หากปล่อยไว้อาจลุกลามถึงขั้นเหตุสลดถึงชีวิต

เช่น มีตัวอย่างหนึ่งในจังหวัดทางภาคใต้ของไทย สามีด่าทอภรรยาซ้ำๆ ทุกวัน และหลายครั้งยังลงมือทำร้ายร่างกายร่วมด้วย จนถึงจุดหนึ่งฝ่ายหญิงทนไม่ไหว จากถูกกระทำต่อเนื่องวันแล้ววันเล่า ท้ายที่สุดก็ระเบิดออกมาด้วยการตอบโต้กลับจนสามีเสียชีวิต ซึ่งเรื่องแบบนี้ได้ยินแล้วไม่สบายใจ ความรักไม่จำเป็นต้องเป็นประเภทให้ของขวัญกันในช่วงเทศกาล แต่ควรเป็นการทำสิ่งง่ายๆ อย่างการเคารพกัน ไม่ตบตีทำร้ายกัน

“ดิฉันเคยไปทำงานกับผู้ชายที่ตบเมีย ข่มขืนเมีย มีลูก 3 คน หมายถึงลูกทั้ง 3 คนได้มาเพราะการข่มขืน ไปทำงานกับเขา ชวนเขาไปดูผู้หญิงที่ถูกทำร้าย เขาไปฟังผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้าย ถูกสามีข่มขืน เขาเปลี่ยนไป เขาบอกผมจะกลับไปขอโทษเมีย อยากจะเห็นว่าการอยู่ในครอบครัวรักใคร่สมัครสมานกัน” ผอ.มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม กล่าว

ขณะที่ กุสุมา พนอนุอุดมสุข ผู้แทนจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ว่า ต้องการให้คนทั่วไปเมื่อพบเห็นเหตุความรุนแรงในครอบครัวไม่นิ่งเฉย แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ แต่ก็มีเสียงสะท้อนจากทางตำรวจเช่นกัน ว่า หลายครั้งผู้เสียหายมาที่โรงพักบอกจะแจ้งความ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอารมณ์เย็นลงก็ไม่มาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อตามสำนวนต่อ นั่นเป็นที่มาที่ไปของการที่เจ้าหน้าที่แนะนำให้ไกล่เกลี่ย

ดังนั้นแล้วจึงมีแนวคิดว่า “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น” เช่น ปัจจุบัน พม. มีความร่วมมือกับสถานีตำรวจทุกแห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) จากการเชิญพนักงานสอบสวนรวมถึงผู้บังคับบัญชาของแต่ละ สน. มาหารือร่วมกัน ได้ข้อสรุปว่า เมื่อมีผู้เสียหายมาที่โรงพักด้วยเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ให้ตำรวจแจ้งมาที่ พม. แล้วทาง พม. จะส่งเจ้าหน้าที่ไปพูดคุยกันก่อนที่สุดท้ายแล้วผู้เสียหายจะตัดสินใจแจ้งความหรือไม่

“การทำงานต้องทำแบบทีมสหวิชาชีพ ไม่ใช่ว่าทำงานพอเคสไปดำเนินคดี ไกล่เกลี่ยแบบที่พูดว่าเรื่องผัวเมียเดี๋ยวก็ดีกัน เราก็ดำเนินคดีไม่ได้ อันนี้แก้คดีค้างโดยที่เอา พม. เข้ามาช่วยในการที่สร้างความรู้ความเข้าใจให้ตรงกัน แล้วก็เรื่องเคสเดี๋ยวทาง พม. จะเป็นคนที่ดูแลเคสเอง อันนี้ก็น่าจะจบประเด็นปัญหาตรงนี้ไป” ผู้แทนจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พม. ระบุ

กุสุมา กล่าวต่อไปว่า การทำงานในคดีความรุนแรงในครอบครัว พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจเข้าไปยังเคหสถานที่เกิดเหตุเพื่อสอบข้อเท็จจริง ประสานส่งผู้เสียหายเข้ารับการรักษา พบนักจิตวิทยา-นักสังคมสงเคราะห์ ไปจนถึงการร้องทุกข์นอกจากนั้นยังมี “มาตรา 10” ของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ออก “มาตรการคุ้มครองชั่วคราว” ได้ เช่น ห้ามผู้กระทำความรุนแรงเข้าใกล้ผู้เสียหาย แต่ที่ผ่านมาด้วยความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่เชี่ยวชาญ จึงยกให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่-อย่างไร

ด้าน ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นว่า ความรุนแรงในครอบครัวมี 2 ด้าน หากมองในด้านกฎหมายทั้งหมดล้วนเป็นคดีอาญา เช่น ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดฐานหมิ่นประมาท และเมื่อเป็นคดีอาญาก็เท่ากับเป็นเรื่องของสังคมไม่ใช่เรื่องภายในครอบครัว

แต่หากมองในด้านที่มีการพูดกันว่าเรื่องในครอบครัวบุคคลภายนอกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว จะเป็นความพยายามหาทางประนีประนอมในครอบครัว จึงเป็นที่มาของการหา “มาตรการคั่นกลาง” ระหว่างทั้ง 2 ด้าน เพื่อให้เกิดการปรับปรุง ซึ่งมาตรการคั่นกลางนั้น “รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน”
เช่น รัฐหรือสถานประกอบการมีสวัสดิการอะไรให้กับบุคคลบ้าง เช่น ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล การลดหย่อนภาษี ฯลฯก็สามารถตัดสวัสดิการเหล่านั้นกับผู้มีพฤติกรรมก่อความรุนแรงเพื่อเป็นการยับยั้งตักเตือนก่อนที่จะกลายเป็นคดีความ

“บริษัทเอกชนมีอาหารกลางวันให้พนักงาน พนักงานคนนี้มีประวัติทำร้ายร่างกาย ความรุนแรงในครอบครัวก็ตัดอาหารกลางวันเขาไป อย่างนี้เป็นมาตรการทางสังคมที่รัฐและเอกชนสามารถสร้างความร่วมมือกันได้” ผอ.สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด ยกตัวอย่าง

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top