เป็นเวลาราวเดือนเศษแล้วนับตั้งแต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า “หน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นอย่างไร” เพราะพรรคที่ได้คแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ยังต้องเผชิญกับอีกหลายด่านไม่ว่าจะเป็นปมหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรค หรือการต้องรวบรวมเสียงโหวตนายกรัฐมนตรีให้ได้มากกว่า 376 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่ทางฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีแนวโน้มที่จะไม่ยกมือโหวตให้เนื่องจากพรรคดังกล่าวเสนอนโยบาย
บางเรื่องที่อ่อนไหว
ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า หากพรรคอันดับ 1 ไม่ผ่านการโหวตนายกฯ พรรคอันดับ 2 ที่ได้ที่นั่ง สส. ใกล้เคียงกัน ก็มีโอกาสรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้ปัจจุบันจะยืนยันจับมือกับพรรคอันดับ 1 และไม่ตั้งรัฐบาลแข่งด้วยก็ตาม ท่ามกลางการรอดูท่าทีทั้งจากภาคส่วนต่างๆ ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ได้มาก-น้อยเพียงใด รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือหากนโยบายที่ออกมานั้นกระทบกับตนเอง ไปจนถึงการมีข้อเสนอแนะ อาทิ ในวันที่ 14 มิ.ย. 2566 มีการจัดเสวนาเรื่อง “ฝากการบ้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลใหม่” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝาก “7 เรื่องเร่งด่วน 12 เดือนแรก” ถึงรัฐบาลชุดใหม่ ได้แก่ 1.วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยภาครัฐอาจลงทุนใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมอย่างเป็นระบบ อีกทั้งมีแผนรองรับอยู่แล้วที่ทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เคยทำวิจัยไว้ หากทำได้จะช่วยเกษตรกรได้มาก สามารถลดการใช้นโยบายประกันรายได้เกษตรกรลงได้
2.ลดปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ผ่านนโยบายเพิ่มรายได้-ลดรายจ่าย รวมถึงการดึงหนี้นอกระบบให้เข้าสู่ในระบบ นอกจากนั้นควรปลดล็อกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นเพื่อกระตุ้นการสร้างเศรษฐกิจ หรือในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น รัฐอาจประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูเรื่องการลดช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างเงินกู้กับเงินฝากให้แคบลง ซึ่งลดภาระของครัวเรือนได้ และที่ผ่านมาธนาคารก็ได้ประโยชน์จากช่องว่างดังกล่าวมานานแล้ว นโยบายนี้ย่อมกระทบกับธนาคารแต่สามารถหาจุดสมดุลได้
3.สนับสนุนสินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เช่น พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลมีนโยบายให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.) ค้ำประกันความเสี่ยงให้ SME กู้เงินโดยไม่ต้องใช้หลักประกัน 4.แก้ปัญหาการทุจริต เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการและลดการรั่วไหลของเงินภาษี 5.เร่งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ และดูเรื่องการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ในการเพิ่มอำนาจต่อรองกับประเทศคู่ค้า เนื่องจากที่ผ่านมาการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
6.แก้ปัญหามลพิษ เช่น ฝุ่น PM2.5 ที่มีปัญหาการเผาจากประเทศเพื่อนบ้านแต่ควันไฟลอยข้ามเข้ามาในฝั่งไทย ซึ่งมีตัวอย่างจากประเทศสิงคโปร์ ที่มีการออกกฎหมายกำหนดให้ชาวสิงคโปร์ที่ไปประกอบธุรกิจในต่างประเทศต้องรับผิดชอบหากเกิดมลพิษข้ามแดนกลับมายังสิงคโปร์ การมีกฎหมายแบบนี้ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถหลบเลี่ยงความรับผิดชอบต่อปัญหามลพิษที่ตนเองสร้างขึ้นซึ่งทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าความเป็นจริงได้ และ7.ลดความกังวลของภาคเอกชนเรื่องต้นทุนการผลิต ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าพลังงานและภาษี
ศ.ดร.อารยะ ขยายความเพิ่มเติมในประเด็น “ค่าจ้างขั้นต่ำ” ว่า ค่าจ้างขั้นต่ำในทางปฏิบัติเป็นการจ่ายให้กับแรงงานแรกเข้าที่ไม่มีฝีมือ ซึ่งสาเหตุที่ราคาต่ำมากนั้นมาจากแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยแม้หลายคนบอกว่าในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ควรไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ในความเป็นจริงค่าจ้างในไทยถูกบิดเบือนด้วยแรงงานต่างด้าวตั้งแต่ต้น การแก้ปัญหาจึงต้องเอาจริงเอาจังกับขบวนการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งหากทำได้ค่าจ้างขั้นต่ำจะค่อยๆ ปรับขึ้นไปเองตามกลไกตลาด
“อันที่สองในการแก้ปัญหาผลกระทบจากค่าจ้างขั้นต่ำ กลไกการตัดสินใจควรมาจากระบบไตรภาคี เพราะจะทำให้เอกชนผู้ประกอบการมีสิทธิ์มีเสียงในการต่อรองเรียกร้องด้วย แล้วผลลัพธ์ที่ออกมามันอาจจะออกมาในลักษณะที่อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นทั้งประเทศเท่าๆ กัน ซึ่งมันจะช่วยลดแรงกดดัน เพราะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นแล้วสู้ไม่ได้เขาก็ย้ายไปส่วนหนึ่งแล้วในเขตพื้นที่ชายแดน ดังนั้นการที่เราขึ้นค่าจ้างไม่เท่ากันทั้งประเทศมันก็เป็นช่องทางในการยืดหยุ่นไม่ให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลสำหรับเอกชนภาคธุรกิจ” ศ.ดร.อารยะ กล่าว
กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)ฉายภาพปัจจัยระดับโลกที่เศรษฐกิจไทยหลายภาคส่วนอาจยังไม่พร้อมรับมืออย่าง “เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยสูง” ส่งผลให้ราคาสินค้าไม่ลดต่ำลงไปเหมือนโลกยุคก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เมื่อเทียบกับโลกยุคก่อนโควิด ทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออกดูเหมือนจะหดตัวเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี
ดังนั้นนโยบายที่ควรมีคือ “การลดต้นทุนค่าใช้จ่าย” เช่น รัฐออกมาตรการจูงใจให้ประชาชนติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านสำหรับผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในครัวเรือนเพื่อลดรายจ่ายค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันยังต้อง “เพิ่มทักษะแรงงาน” เพราะในเมื่อต้องการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ แรงงานก็ต้องถูกพัฒนาทักษะด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีกำไรเพิ่มขึ้นมาจ่ายค่าจ้าง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME
“ยกตัวอย่างถ้าเราจะช่วย SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน แต่ถ้าเข้าถึงได้แล้วดอกเบี้ยยังสูงอยู่ ก็เลยมองว่าถ้าอยากจะช่วย SME เรามีมาตรการหลายอย่าง อยากจะให้เงินกู้ คือให้ได้แต่น่าจะมีเงื่อนไข สมมุติว่าตอนนี้คุณได้รับเงินไปขอให้คุณส่งพนักงานอย่างน้อย 10% ไปฝึกเพิ่มทักษะ รัฐบาลอาจจะช่วยสนับสนุนด้วยก็ได้ในการฝึกทักษะนั้น” ผอ.โครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก TDRI กล่าว
เอด้า จิรไพศาลกุล CEO and Co-Founder เทใจ-TaejaiDotcom กล่าวถึงปัญหา “โลกรวน (Climate Change)” ที่ส่งผลกระทบโดยเฉพาะกับเกษตรกร จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เช่นเดียวกับ “การศึกษา” เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดลดลง อีกทั้งอัตราการเกิดยังมีแนวโน้มไปกระจุกอยู่ในครัวเรือนระดับล่าง ซึ่งยิ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จนมีแนวโน้มที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน
“ปัญหานี้จะแก้มันจะดูไม่เป็น Quick Win (แก้ได้เร็ว) แต่ถ้าเราไม่แก้ตอนนี้ หมายความว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าเรามาจัดเวทีนี้ ปัญหาแรงงานขึ้นค่าแรงไม่ได้เพราะ Productivity (ผลิตภาพ) ต่ำแรงงานไม่มีคุณภาพ ก็จะเป็นปัญหาซ้ำเดิมอีก” เอด้า กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี