537.jpg
สกู๊ปแนวหน้า : ‘ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัย’ (1)เกณฑ์โทษขั้นต่ำก่อนได้ลด

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัย’ (1)เกณฑ์โทษขั้นต่ำก่อนได้ลด

วันเสาร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผู้กระทำผิดซ้ำ” เป็นปัญหาที่ไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลกเผชิญอยู่มาอย่างยาวนาน ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “การถูกปล่อยตัวจากเรือนจำก่อนเวลาอันควร” กระบวนการฟื้นฟูแก้ไขพฤติกรรมยังไม่แล้วเสร็จก็ปล่อยออกมาจนเป็นอันตรายต่อสังคม จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัย เรื่อง “ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคม” ที่เพิ่งมีการจัดสัมมนาไปเมื่อช่วงกลางเดือน ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ทำงานวิจัยดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการอธิบายคำว่า “ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัย” มาจากภาษาฝรั่งเศส คือ “Periode de surete” ซึ่งเมื่อมาดูกฎหมายอาญาของไทย จะมีคำว่า “วิธีการเพื่อความปลอดภัย” หรือในภาษาฝรั่งเศส คือ “Mesure de surete” ที่หมายถึงข้อกำหนดต่างๆ เช่น ห้ามเข้าไปในบางพื้นที่ ห้ามประกอบอาชีพบางอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลนั้นไปก่อความเสียหายขึ้น ทั้งนี้ การกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัย ก็เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม


“แม้วัตถุประสงค์ของการลงโทษทางอาญาจะสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน คือการฟื้นฟูแก้ไข แต่ปัจจุบันปรากฏในความเป็นจริง สังคมก็รับรู้รวมทั้งที่ปรากฏตามสื่อ ก็ปรากฏอยู่มากว่าอาชญากรรมร้ายแรงบางรายยังมีลักษณะที่เป็นภัยสังคมอยู่ ยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข และได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำก่อนกำหนดตามคำพิพากษา ด้วยเหตุผลความแออัดในเรือนจำ อันนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้เพราะเรือนจำเรามีความแออัดมาก พื้นที่ที่รับได้2 แสนกว่าคน เราบรรจุเข้าไป 3 แสนกว่าคน ซึ่งทำให้เกิดความแออัดและจำเป็นต้องระบายออกมา

แต่อย่างไรก็ดี การกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคม มันเป็นลักษณะที่ระยะเวลาดังกล่าวผู้ที่เป็นนักโทษจะไม่ได้รับประโยชน์จากการลดวันต้องโทษ พักการลงโทษ หรือปล่อยออกจากเรือนจำก่อนกำหนด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระยะเวลาดังกล่าวต้องการคุ้มครองสังคม ความปลอดภัยจากอาชญากรที่สร้างความรุนแรง เช่น ข่มขืน ฆาตกรรม กระทำชำเรา” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

มีตัวอย่างจาก “คดีฆาตกรรม” หลายคดีศาลตัดสินประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ท้ายที่สุดก็ได้ออกจากเรือนจำหลังถูกคุมขังมาแล้วเฉลี่ยตั้งแต่ 12-15 ปี ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยตัวหรือพักโทษแบบมีเงื่อนไขก็ตาม (ซึ่งก็มีผู้ทำผิดเงื่อนไขแล้วต้องกลับเข้าเรือนจำ) ทั้งนี้ ต้องย้ำว่า “ผู้ที่ถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดไม่ใช่ทุกคนที่จะกลับไปสร้างปัญหาให้สังคม” ความผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้เป็นภัยสังคมมากนัก หลายประเทศก็มีกระบวนการปล่อยตัวผู้ต้องโทษก่อนกำหนดเช่นกัน แต่คนที่ปล่อยแล้วอาจเป็นภัยร้ายแรง ในส่วนนี้จะทำอย่างไร?

หรือ “คดีข่มขืนกระทำชำเรา” หลายครั้งตามหน้าสื่อรายงานข่าวตำรวจจับคนร้ายได้ พบประวัติเคยต้องโทษในคดีแบบเดียวกัน (และบางคนก็ต้องโทษคดีแบบนี้หลายครั้ง)คำถามคือจะออกแบบระยะเวลาต้องโทษแบบใดเพื่อให้เหมาะสมกับการแก้ไขพฤติกรรมนั้น จึงนำมาสู่แนวคิดที่ว่า “ศาลควรมีอำนาจกำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำ” โดยเมื่อจำคุกครบตามระยะเวลาดังกล่าว หากดูแล้วไม่เป็นอันตรายจึงค่อยเข้าสู่กระบวนการลดโทษ พักโทษหรือปล่อยตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่สังคม

การศึกษาดูตัวอย่างจาก 5 ประเทศ คือ 1.ฝรั่งเศส หากเป็นคดีบางประเภทที่สังคมมองว่าร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม ข่มขืน กระทำชำเรา ผู้ต้องโทษจะต้องได้รับโทษเบื้องต้นครึ่งหนึ่งของที่ศาลมีคำพิพากษา เช่น ศาลสั่งจำคุก 20 ปี ต้องติดคุกก่อน 10 ปี แต่หากศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ก็จะต้องรับโทษก่อนเป็นเวลา 18 ปี อีกทั้งยังยืดระยะเวลาได้ 2 ใน 3 เช่น โทษจำคุกตลอดชีวิต จากต้องรับโทษก่อน 18 ปี อาจขยายเป็น 22 ปีได้ หากเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีความอันตรายมากเป็นพิเศษ

หรือหนักที่สุดคือ “จำคุกตลอดชีวิตแบบไม่มีโอกาสได้ลดโทษ” หมายถึงศาลสั่งระยะปลอดภัยต่อสังคมตลอดชีวิต หากเป็นกรณีฆ่าข่มขืน ฆ่าด้วยวิธีทารุณโหดร้ายโดยเหยื่อเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ฆ่าเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสยังมีระบบศาลแยกต่างหากสำหรับการพิจารณาว่าเมื่อรับโทษตามระยะเวลาขั้นต่ำแล้ว จะสามารถเข้าเกณฑ์พักโทษได้หรือไม่ หรือสมควรลดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยหรือไม่ (แต่ไม่มีอำนาจขยายเวลา) รวมถึงมีอำนาจของประธานาธิบดีในการอภัยโทษเป็นการเฉพาะราย

2.เยอรมนี ศาลมีอำนาจพักโทษแบบมีเงื่อนไข (ซึ่งคล้ายกับประเทศไทย) เช่น รับโทษมาแล้วอย่างน้อย 2 ใน 3จากที่ศาลมีคำพิพากษา พิจารณาจากความปลอดภัยสาธารณะและปัจจัยอื่นๆ ของนักโทษ (อาทิ ประวัติของผู้กระทำผิด พฤติการณ์ของผู้กระทำผิดขณะรับโทษ โอกาสกระทำผิดซ้ำ ฯลฯ) หรือหากเป็นคดีเล็กๆ น้อยๆ ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี จะต้องรับโทษแล้วอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง โดยระยะเวลารับโทษขั้นต่ำจะอยู่ที่ 6 เดือน ขณะที่ผู้ถูกคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ต้องได้รับโทษอย่างน้อย 15 ปี จึงจะขอพักโทษได้หากศาลอนุญาตจะมีระยะเวลาคุมประพฤติ 5 ปี

3.อังกฤษ ศาลมีหน้าที่สั่งลงโทษ แต่อำนาจในการพักโทษอยู่ที่คณะกรรมการพักโทษซึ่งมีหน้าที่ให้คำแนะนำกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทั้งการพักโทษและการส่งกลับเรือนจำหากทำผิดเงื่อนไขการพักโทษ แต่ศาลจะมีอำนาจกำหนดระยะปลอดภัย หมายถึงจำคุกขั้นต่ำครึ่งหนึ่งของที่ศาลมีคำพิพากษา ทั้งนี้ ในบางความผิด ศาลจะกำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 4 ปี และอาจขยายได้อีก เช่น 1-5 ปี กรณีความผิดที่ใช้ความรุนแรง, 1-8 ปีในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือก่อการร้าย และ 1-10 ปีในความผิดก่อการร้ายที่รุนแรง

“ศาลมี 2 ทางเลือกในอังกฤษ ถ้าศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ทางเลือกที่ 1 ที่ศาลกำหนดได้คือคำสั่งจำคุกตลอดชีวิตอย่างแท้จริง (Whole Life Order) ในกรณีผู้กระทำผิดมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ศาลเห็นว่าความรุนแรงของความผิด การกระทำหลายกรรมประกอบกันสมควรที่จะติดคุกตลอดชีวิตอย่างแท้จริง เมื่อศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตอย่างแท้จริงสำหรับผู้กระทำผิดอุกฉกรรจ์แล้ว บทบัญญัติเรื่องปล่อยก่อนกำหนดหรือพักโทษจะไม่มาใช้กับคนคนนี้เลย คาดหมายได้ว่าสงสัยชราภาพตายในเรือนจำ” รศ.ดร.ปกป้อง ระบุ

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลจะมีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตอย่างแท้จริง (ไม่มีโอกาสได้ลดโทษ) แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในอังกฤษ โดยนานๆ จะมีสักคดีหนึ่ง ถึงกระนั้น ศาลก็ยังมีอำนาจ“ปล่อยด้วยเหตุแห่งความเห็นใจ (Compassionate Ground)” เช่น เหตุแห่งความชรา กว่าจะปล่อยตัวได้ก็ต้องอายุ 70-80 ปีขึ้นไป เป็นต้น ส่วนกรณีคดีที่โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต แต่หากศาลไมได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตอย่างแท้จริง ผู้ต้องโทษจะต้องรับโทษอย่างน้อย 2 ใน 3 ก่อนจึงจะเข้าเกณฑ์ขอพิจารณาพักโทษได้ และหากเป็นคดีก่อการร้าย ต้องถูกจำคุกขั้นต่ำ 14 ปี

4.ญี่ปุ่น จะคล้ายไทยในส่วนที่หากเป็นคดีทั่วๆ ไป ต้องรับโทษอย่างน้อย 1 ใน 3 ตามคำพิพากษา (ยกเว้นความผิดลหุโทษที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 30 วัน จะไม่มีระยะจำคุกขั้นต่ำ) ขณะที่คดีซึ่งศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต ต้องรับโทษอย่างน้อย 10 ปีก่อนจึงจะเข้าเกณฑ์พิจารณาขอพักโทษ และ 5.สิงคโปร์ หากศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ต้องรับโทษขั้นต่ำอย่างน้อย 20 ปีก่อนจึงจะเข้าเงื่อนไขพิจารณาขอพักโทษ ส่วนโทษจำคุกทั่วๆ ไป ระยะเวลาขั้นต่ำในการรับโทษจะอยู่ที่ 2 ใน 3 ของที่ศาลได้พิพากษา

สำหรับ “ข้อเสนอแนะ” มีดังนี้ 1.นำระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคมมากำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และแก้ไข พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ ให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมาย 2. 2.กำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคม 2.1 คดีที่ศาลพิพากษาประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต อยู่ที่ 18 ปี อาจขยายเป็น 22 ปี หรือแม้แต่ตลอดชีวิตได้

2.2 คดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความรุนแรง อยู่ที่กึ่งหนึ่งของโทษจำคุกที่กำหนดในคำพิพากษา 2.3 คดีความผิดอื่นที่ศาลสั่งลงโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้ว่าจะกำหนดระยะปลอดภัยหรือไม่ แต่หากกำหนดจะต้องไม่เกิน 2 ใน 3 ของโทษจำคุกที่ศาลสั่งนั้น 3.ให้ศาลมีอำนาจขยายหรือลดระยะปลอดภัยได้ โดยคำนึงถึงเหตุภาววิสัยและเหตุอัตวิสัยประกอบการพิจารณา

4.ให้ศาลในเเขตท้องที่ที่ผู้กระทำผิดถูกจำคุกมีอำนาจยกเลิกเรือลดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคม และหากเป็นกรณีถูกกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยตลอดชีวิต (จำคุกตลอดชีวิตอย่างแท้จริง-ไม่มีโอกาสได้เข้าหลักเกณฑ์พักโทษ) จะยกเลิกหรือลดได้จะต้องรับโทษมาแล้วอย่างน้อย 30 ปี 5.แก้ไข พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ กำหนดให้การลดวันต้องโทษและการปล่อยตัวก่อนกำหนด จะทำได้ต้องพ้นจากระยะเวลาความปลอดภัยตามที่ศาลกำหนด

(อ่านต่อฉบับวันที่ 29 ต.ค. 2566)

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top