วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569
ในช่วง 10 ปีล่าสุด “การคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment)” เป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในต่างประเทศที่มีกระแส “#Metoo” ว่าด้วยการที่ผู้หญิงในแวดวงต่างๆ ออกมาเปิดเผยเรื่องราวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ว่าตั้งแต่จำความได้จนถึงมีอายุ ณ ปัจจุบัน เคยผ่านประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศในหลากหลายรูปแบบ ถึงกระนั้นก็ได้นำไปสู่ “ข้อถกเถียง” อย่างกว้างขวางเช่นกันว่า “อะไรคือนิยามของคำว่าคุกคามทางเพศ” เพราะมีการตีความแตกต่างกันไปในสายตาคนหลายกลุ่ม เมื่อเทียบกับการล่วงละเมิดทางเพศ (ข่มขืน-ลวนลาม) ที่นิยามค่อนข้างนิ่งแล้ว
สำหรับประเทศไทย กรณีล่าสุดที่ทำให้การคุกคามทางเพศเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ คือกรณีของ “พรรคก้าวไกล” มีมติขับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ออกจากพรรคเนื่องจากมีพฤติกรรมดังกล่าว แต่ก็เกิดคำถามถึงดุลพินิจของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ลงมติ เพราะขับคนหนึ่งออก (แจ้-วุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี) ตั้งแต่การลงมติครั้งแรก แต่ต้องรอให้กระแสสังคมรวมถึงบรรดาผู้สนับสนุนพรรคกดดันอย่างหนัก จึงยอมขับอีกคน (ปูอัด-ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กรุงเทพฯ) ออกจากพรรคตามไปภายหลัง
ในรายการ “แนวหน้า Talk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2566 สาวสวยนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่าง “โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา” ได้กล่าวถึงประเด็นการคุกคามทางเพศ ว่า หากดูตามนิยามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะหมายถึง “การกระทำหรือการสื่อสารที่อาจเป็นได้ทั้งคำพูด สายตา ข้อความ การแอบถ่ายที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดหวาดกลัวโดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้” เช่น หัวหน้างานกระทำต่อผู้ใต้บังคับบัญชา โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกชอบหรือรู้สึกดีด้วยกับการกระทำนั้น แต่รู้สึกอึดอัดเพราะไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาทิ กลัวจะตกงาน เป็นต้น
.jpg)
ดังนั้น ปัจจุบันที่เรื่องการคุกคามทางเพศปรากฏกับพรรคก้าวไกล จึงทำให้สังคมมีคำถาม เพราะก่อนหน้านี้หัวหน้าพรรคอย่าง ชัยธวัช ตุลาธน เคยแถลงข่าวว่า แม้จะเป็นไปด้วยความยินยอม แต่หากผู้กระทำมีสถานะทางอำนาจสูงกว่าอีกฝ่าย ก็ถือว่าเข้าข่ายคุกคามทางเพศแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่จบ เพราะตัวผู้ถูกร้องเรียนก็อาจมองการคุกคามทางเพศในอีกนิยามหนึ่ง ซึ่งเมื่อไม่มีการไล่เลียงเหตุผลและลำดับเวลา (Timeline) ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้สังคมได้ทราบก็เท่ากับสังคมมีนิยามเรื่องนี้คนละแบบและเข้าใจกันไปคนละทิศคนละทาง
“เมื่อมีการแปะป้ายว่าคนนี้คุกคามทางเพศคนหนึ่งก็อาจคิดว่าแบบแซวกันในที่ทำงาน อีกคนอาจนึกว่าส่งข้อความ 18+ หากัน แล้วอีกคนอาจนึกว่าล่วงเกินทางเพศ ถึงขั้นลวนลาม มันเข้าใจไม่ตรงกัน อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่าระหว่างเกิดเหตุการณ์นั้นที่ถูกกล่าวหา ความสัมพันธ์ของคู่กรณีเขาเป็นความสัมพันธ์ระดับไหนต่อกัน การแค่ส่งข้อความ ส่งหากันทั้งคู่แบบแฮปปี้ มันก็ไม่ใช่การคุกคามตามนิยามทั่วไป แต่สำหรับก้าวไกลมันคือคุกคามหรือเปล่า” ณัฏฐา กล่าว
โบว์-ณัฏฐา กล่าวต่อไปว่า เรื่องราวที่เรารู้ในกรณีของพรรคก้าวไกล คือมีเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่ง นำข้อความของผู้ร้องทุกข์มาเผยแพร่ ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้องก็แย้งว่าสิ่งที่เผยแพร่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงโดยมีการตัดต่อคำถามคือพรรคก้าวไกลได้บอกอะไรกับเราบ้าง ตนจึงมองว่าการที่พรรคก้าวไกลหมกเม็ดแบบนี้ทำให้เรื่องราวยังไม่ยุติ ดังคำว่าความยุติธรรม ที่หมายถึงต้องเป็นธรรมจึงจะยุติได้ แต่หากกระบวนการนั้นไม่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นธรรม ยังมีความไม่ชัดเจน ยังมีข้อสงสัยค้างคาอยู่ เรื่องนั้นก็ยังไม่ยุติ นำไปสู่การที่ผู้ถูกร้องนำข้อมูลอีกชุดมาเผยแพร่บ้าง
เช่น หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางเพศ ผู้ถูกร้องได้ชี้แจงว่าคู่กรณีก็ยังส่งของขวัญและจดหมายมาให้ บอกว่ารู้สึกดีที่ได้อยู่ด้วย ดังนั้น ผู้ถูกร้องจึงตั้งคำถามว่าแบบนี้ไปคุกคามตอนไหน ซึ่งจริงๆ แล้วข้อความที่อ้างถึงว่าส่งหากันนั้นก็ต้องพิสูจน์ว่าใครเขียน และพรรคก้าวไกลก็ยอมรับว่ารับรู้เรื่องข้อความนี้ แต่เหตุใดจึงไม่เคยชี้แจงว่าในเมื่อรับรู้แล้วแต่ทำไมยังฟันธงว่าเป็นเรื่องคุกคามทางเพศ ซึ่งแตกต่างจากการพิจารณาคดีในศาลที่เราจะได้รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด พรรคก้าวไกลต้องเปิดเผยให้ชัด เรื่องจึงจะยุติลงได้โดยธรรม
ทั้งนี้ เมื่อดูจากเหตุผลการให้ขับออกจากพรรค กรณีของ ปูอัด-ไชยามพวาน พรรคระบุว่า ไม่ทำตามมติที่ประชุมพรรคในการบอกให้ขอโทษ จึงต้องขับออก อีกทั้งยังได้คะแนนเสียงในที่ประชุมเป็นเอกฉันท์ แต่ก็ทำให้เกิดคำถาม เพราะในการลงมติครั้งแรกที่ยังไม่ขับออก พฤติการณ์ตามที่ ปูอัด-ไชยามพวาน ถูกร้องเรียนนั้นดูจะรุนแรงกว่ากรณีของ แจ้-วุฒิพงศ์ เสียด้วยซ้ำไป เพราะรายแรกไปถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่รายหลังเป็นการส่งข้อความที่ไม่เหมาะสม
นอกจากนั้น แม้กระทั่งกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ ที่ภายหลังมีการพูดถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมา ก็ต้องมาดูกันอีกว่าเมาระดับไหน เพราะมีตั้งแต่เมาแล้วยังอารมณ์ดี เมาแล้วเริ่มโวยวาย ไปจนถึงเมาไม่ได้สติ ซึ่งหากเป็นอย่างหลังสุดแล้วไปมีเพศสัมพันธ์จะถือเป็นการข่มขืนไม่ใช่การคุกคามทางเพศ ในขณะที่อีกกรณีผู้ถูกร้องยืนยันว่าไม่มีเพศสัมพันธ์ คำถามคือกรณีแรกจะเบากว่ากรณีหลังได้อย่างไร ดังนั้นพรรคก้าวไกลกำลังทำให้สังคมสับสน
ซึ่งการลงโทษจะหนักหรือเบาขึ้นอยู่กับระดับพฤติการณ์แห่งการกระทำผิด เช่น ระหว่างคนลักทรัพย์ในร้านค้ากับคนที่เข้าไปปล้นธนาคาร แต่ปัญหาของพรรคก้าวไกลคือตั้งข้อหาคุกคามทางเพศกับ สส. ทั้ง 2 คน จากนั้นค่อยมีมติว่าจะลงโทษอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่น่าจะทำคือทำให้เรื่องนี้เป็นคดีอาญา เพราะการคุกคามทางเพศมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่หากจะให้เป็นเรื่องของวินัยพรรค ก็ต้องไปดูว่าวินัยพรรคระบุไว้อย่างไร โดยไม่อยากให้เรื่องจบแบบไม่ชัดเจนเพราะกลายเป็นการรับบรรทัดฐานว่าต่อไปใครๆ ก็สามารถกล่าวหากันได้โดยไม่ต้องบอกนิยาม
“ไม่รู้จักกับทั้ง 2 คน (แจ้และปูอัด) และไม่ได้คิดว่าเขาเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เพราะเรามีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตัดสิน การที่เราต้องฟังข้อมูลจากตรงโน้นที-ตรงนี้ทีเราไม่ใช่คนประเภทด่วนตัดสิน แล้วเราก็ไม่ได้บอกว่า 2 คนนี้ทำอะไรที่เหมาะสมนะ เพราะเอาจริงๆ การมีความสัมพันธ์กับคนที่บรรลุนิติภาวะก็จริงแต่ยังอายุน้อยและอยู่ในสถานการณ์ทำงานด้วยกันมันก็ไม่เหมาะสมหรอก แต่ความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับการคุกคามทางเพศต่างกันแล้วถ้าเป็นการคุกคามทางเพศเราต้องรู้ว่ามันเป็นการคุกคามทางเพศตามนิยามไหน” ณัฏฐา ระบุ
คำถามต่อมา “ทำไมการกำหนดนิยามคำว่าคุกคามทางเพศให้ชัดจึงสำคัญ?” ประเด็นนี้ โบว์-ณัฏฐายกตัวอย่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เมื่อการเคลื่อนไหว #Metoo กลายเป็นกระแส มีการออกมาเปิดเผยเรื่องราวการถูกคุกคามทางเพศเป็นจำนวนมาก แม้จะมีข้อดีที่ทำให้เหยื่อไม่ต้องอยู่กับความกลัว แต่ก็มีข้อควรระวังเพราะอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งใส่ร้ายกัน เช่น บอกว่าเคยถูกคุกคามทางเพศเมื่อ 10 ปีก่อน หากสังคมนั้นเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมด่วนตัดสิน ชีวิตคนคนนั้นก็พังไปก่อนแล้ว ไม่ว่าภายหลังจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้หรือไม่ก็ตาม
ในทางกลับกัน หากพบการกลั่นแกล้งกันหลายครั้งเข้าเมื่อเกิดกรณีคุกคามทางเพศขึ้นจริงๆ สังคมก็จะไม่ให้น้ำหนัก “สิ่งที่พยายามบอกกับสังคมตลอดหลายวันที่ผ่านมาจุดประสงค์คือต้องการชวนสังคมตั้งหลักแล้วพิจารณาดูว่า กระบวนการของพรรคก้าวไกลใช้ได้หรือไม่?” เช่น การที่ผู้ถูกร้องชี้แจงว่าขณะที่เกิดเหตุ ผู้ถูกร้องกับคู่กรณียังคบหากันดีๆ อยู่ ยังมีการส่งของขวัญให้ ชนะเลือกตั้งแล้วก็ยังขอมาทำงานด้วย การที่พรรคปัดตกคำชี้แจงดังกล่าวก็ต้องอธิบายให้ได้ว่า มีหลักฐานใดที่มัดตัวผู้ถูกร้องได้ว่ากระทำผิดจริงซึ่งการพิจารณาคดีในศาลจะเป็นแบบนี้
โดยบางกรณีที่มีการแจ้งความคดีล่วงละเมิดทางเพศแล้วศาลตัดสินยกฟ้อง ศาลได้พิจารณาจากพยานหลักฐานที่ระบุว่า ภายหลังเหตุการณ์นั้นผู้เสียหายยังไปเที่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา ยังไปไหนต่อไหนด้วยกัน ศาลจึงให้ความเห็นว่าไม่อาจชี้ได้ว่ากรณีที่ฟ้องเข้ามาเป็นการล่วงละเมิด เพราะโดยปกติแล้ว คนที่ถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ จะไม่ต้องการอยู่ใกล้ตัวผู้กระทำผิดอีกต่อไป ไม่ใช่ดูยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันล่วงเลยมาเป็นปีแล้วค่อยมาฟ้อง แต่เรื่องนี้อาจฟังดูฝืนความรู้สึกหากสังคมได้ตัดสินไปก่อนแล้ว
“นิยามมันสำคัญ ให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าการคุกคามทางเพศคืออะไร เพื่อประโยชน์ 2 อย่าง 1.ทุกคนก็จะได้ระวังสำรวมตัวเอง ไม่ไปคุกคามใครโดยที่คิดว่านี่ฉันยังไม่ได้คุกคาม 2.คนที่อาจจะถูกกระทำก็จะได้รู้ว่าสิ่งที่ฉันถูกทำอยู่นี่คือการคุกคามแล้ว ถ้าไม่มีการสื่อสาร บางทีเราอ่อนประสบการณ์เราไม่รู้ ยกตัวอย่างตอนที่เรียนอยู่เป็นนักศึกษาฝึกงาน เราทำงานบริษัท ตอนนั้นยังใช้คอมพิวเตอร์กันใหม่ๆ เลย นายจ้างก็มาจับมือเราเพื่อคลิกเมาส์
ซึ่งถ้าเราอายุเท่านี้แล้วมีคนมาทำแบบนี้ เรารู้แล้วว่านี่คุกคาม แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ แล้วเด็กยุคนั้นมันต่างกับคนยุคนี้มาก ไม่ใช่แค่ไม่กล้าพูด มันไม่รู้เลยว่านี่คือการคุกคาม แต่เมื่อเราคิดย้อนไปด้วยประสบการณ์ชีวิตเท่านี้เราถึงรู้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องจับมือเรา จับแต่เมาส์ก็ได้อะไรอย่างนี้ อันนี้จะชี้ประเด็นว่า การสื่อสารเรื่องพวกนี้ให้สังคมเข้าใจมันจะเป็นการปกป้องเหยื่อ เพื่อไม่ให้ถูกคุกคามไปแล้ว มารู้ตัวอีก 10 ปีถัดมา” ณัฏฐา กล่าว
สำหรับประวัติของ โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ช่วงนั้นเพิ่งเรียนจบได้ไม่นาน โดยเล่าว่า เป็นจุดเปลี่ยนไปจากเดิมที่ไม่เคยแม้แต่จะอ่านข่าวการเมือง กระทั่งมาสนใจอย่างจริงจังในปี 2553 เมื่อมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในเวลานั้นตนเองทำงานอยู่บริเวณย่านสยามสแควร์ ไม่ไกลจากจุดที่มีการชุมนุม ประกอบกับเวลานั้นสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กเริ่มแพร่หลาย ตนเองจึงใช้เป็นช่องทางแสดงความคิดเห็นและรับข้อมูลข่าวสารทางการเมือง

กระทั่งหลังการรัฐประหารปี 2557 สถานีโทรทัศน์ วอยซ์ ทีวี (Voice TV) มีการปรับผังรายการเนื่องจากถูกทหารเข้าควบคุม ทำให้เนื้อหาในการนำเสนอต้องเบาลง ซึ่งด้วยความที่ทางช่องเห็นตนเองชอบให้ความเห็นเรื่องการศึกษา เรื่องเด็กและเยาวชน จึงชักชวนไปทำรายการ Diva Cafe โดยคนที่มาชวนคือ “คำ ผกา” ลักขณา ปันวิชัย เนื้อหารายการเป็นการให้ผู้หญิงมาพูดคุยในประเด็นต่างๆ ทางสังคม อย่างตนเองก็จะพูดเรื่องเด็กหรือเรื่องการศึกษา
โบว์-ณัฏฐา เริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ไล่ตั้งแต่การไปทำกิจกรรมตีขิมที่ถนนข้าวสาร หาเงินช่วยเหลือนักโทษคดีการเมือง โดยผู้ชักชวนคือ ทนายอานนท์ นำภา ตามด้วยการเรียกร้องการเลือกตั้ง โดยผู้ชักชวนคือ รังสิมันต์ โรม เคยถูกแจ้งข้อหามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น เนื่องจากไปจัดกิจกรรมชุมนุมอย่างเลือกตั้งบริเวณสกายวอล์ก ใกล้ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง แต่การเรียกร้องการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องก็ทำให้มีคดีเข้ามาตลอด ปัจจุบันเหลือค้างเพียงคดีเดียว ซึ่งน่าจะตัดสินภายในปี 2567แต่ทุกกิจกรรมเป็นการชุมนุมโดยสงบไม่มีอาวุธ
นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว โบว์-ณัฏฐา กล่าวว่า ตนเองกังวลเรื่อง “วัฒนธรรมอันธพาลออนไลน์” ที่ก้าวล่วงไปสู่การระรานหรือละเมิด “พูดอะไรไปหากไม่ถูกใจก็จะโดนทัวร์ลงเสมอ” โดยเป็นการถูกกระทำสลับกันไปขึ้นอยู่กับเรื่องที่พูดนั้นไม่ถูกใจฝ่ายใด ครั้งนี้โดนฝ่ายหนึ่ง ครั้งต่อไปอาจโดนอีกฝ่าย “วัฒนธรรมแบบนี้เป็นการปิดปากสังคม ทำให้คนไม่อยากแสดงความคิดเห็น” กลายเป็นสังคมแบบ “พวกมากลากไป” ซึ่งไม่เป็นผลดีกับระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับ “การใช้คำหยาบเพื่อเรียกยอดผู้ติดตาม” วิธีนี้แม้เป็นที่นิยม แต่ตนเองเลือกที่จะไม่ทำ
“เรารู้อารมณ์สังคมที่ Sensitive (อ่อนไหว) กับผู้คน รู้ว่าเรื่องนี้ถ้าฉันพูดแบบนี้คน Like ถล่มแน่นอน แต่ถ้ามันไม่ดีกับสังคมเราไม่ทำ เราก็เลือกที่จะอยู่แบบนี้ เรามีจุดยืนของเรา และคอยติง อย่างล่าสุดมีดราม่าคุณต้องเต (ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อ) ที่คุณต้องเตพูดเรื่อง Soft Power ว่าอยากให้รัฐบาลส่งเสริมจริงจังนะไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปด้วย ที่เราจะชี้คือวัฒนธรรมการแคปประโยคคนแค่ประโยคเดียว จากบริบทงานเสวนาที่เขาพูดอะไรไปตั้งเยอะ แล้วเอามาปั่นดราม่าสร้างความขัดแย้งเกลียดชังกัน มันไม่ดีมากๆ และเราไม่ทำ” ณัฏฐา กล่าว
โดยดราม่าภาพยนตร์สัปเหร่อ กับการส่งเสริมซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาล ณัฏฐา อธิบายบริบททั้งหมดที่เกิดขึ้น คือตัวผู้กำกับบอกว่าภาพยนตร์ที่ตนสร้างคงมาได้เท่านี้ แต่อยากให้รัฐบาลส่งเสริมวงการภาพยนตร์ไทยอย่างจริงจัง รวมถึงทำให้ชัดเจนว่าอะไรคือซอฟต์ พาวเวอร์ เผื่อที่ในอนาคตการทำภาพยนตร์เรื่องถัดไปจะได้ตอบโจทย์ จากนั้นจึงพูดว่า ไม่ใช่เพียงการมาถ่ายรูปด้วยโดยที่ตนก็ไม่รู้ว่าซอฟต์ พาวเวอร์คืออะไร อีกทั้งยังมีคำพูดว่าดีใจที่นายกรัฐมนตรีมาถ่ายรูปด้วย แต่คำพูดหลังนี้ไม่ถูกนำไปเผยแพร่มากเท่าคำพูดแรก และนี่ทำให้คนทะเลาะกัน
ท้ายที่สุดกับคำถามว่า “เราจะทำให้สังคมลดการใช้คำหยาบคายลงได้หรือไม่?” โบว์-ณัฏฐา มองว่า เรื่องนี้เป็นการเรียนรู้ของสังคมว่าด้วย “การให้รางวัลและการลงโทษ” ซึ่งก็เหมือนการเรียนรู้ของเด็ก “หากทำดีแล้วได้รับคำชม สังคมก็จะมีคนทำดีมากขึ้น” ในทางกลับกัน “หากหยาบแล้วได้รับความสนใจ สังคมก็จะพากันทำตามและเผยแพร่ต่อ” สังคมต้องส่งเสริมคนทำดีและลงโทษคนทำไม่ดี ไม่ใช่ทำกลับทางกัน แต่ต้องช่วยกันขยายพื้นที่ในสิ่งที่สร้างสรรค์!!!
หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี