วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
เรื่องเล่าในงานเสวนา “ท้องถิ่นชวนคุย ชวนคิด สร้างเศรษฐกิจอีสานใหม่” จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 อาทิ รศ.ดร.ชวลิต ถิ่นวงศ์พิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงคำถามที่ว่า “ทำไมต้องปรับเปลี่ยน?” แต่หลายคนก็น่าจะปรับตัวกันไปแล้วไม่ว่าจะโดยรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งเมื่อมองสถานการณ์โลกในปัจจุบันจะมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย ไล่ตั้งแต่
1.อากาศ โดยความรู้สึกคือร้อนขึ้น และในเชิงข้อมูลก็ไม่มีการถกเถียงกันแล้วเพราะร้อนขึ้นจริง เช่น หากบอกว่าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส หลายคนอาจไม่รู้สึกแตกต่าง แต่มิติของโลก อุณหภูมิที่สูงขึ้นแบบนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เช่น ฝนตก ปริมาณน้ำ ตำแหน่งน้ำลง การพยากรณ์อากาศจะทำได้ยากขึ้น ขณะที่พฤติกรรมของแมลงศัตรูพืชก็เปลี่ยนไปด้วย จะมีปริมาณมากขึ้น รวมถึง
ยุงที่เป็นพาหะโรคระบาดก็เพิ่มขึ้นด้วย
2.อายุ สัดส่วนประชากรสูงวัยในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และหากดูเป็นรายภาคจะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในไทย เนื่องจากคนวัยหนุ่ม-สาวไปทำงานต่างถิ่น อย่างตนเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ลูกศิษย์จำนวนมากเรียนจบก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ หรือไม่ก็จังหวัดอย่างพระนครศรีอยุธยา ชลบุรีและระยอง แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่อยู่ จ.นครราชสีมา เพราะที่นั่นมีนิคมอุตสาหกรรม
3.ที่อยู่อาศัย ความเป็นเมืองขยายมากขึ้นและคนจะเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น แต่ประเด็นนี้ตนไม่มั่นใจว่าจะเรียกเป็นวิกฤตหรือโอกาส เพราะเมืองจะโตแต่ชนบทจะโล่ง4.ปัจจัยการผลิต ราคาจะแพงขึ้น เช่น ไฟฟ้า น้ำมันปุ๋ย นั่นหมายถึงต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นด้วย แม้กระทั่งทรัพยากรน้ำ เพราะเชื่อมโยงกับปัจจัยการผลิตอื่นๆ เช่น ต้นทุนพลังงานที่ใช้ในการสูบน้ำ และ 5.คู่แข่ง เช่น ในอดีตกัมพูชากับเวียดนามมีสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศจึงผลิตข้าวได้น้อย แต่ปัจจุบันเมื่อสถานการณ์ คลี่คลายก็กลายมาเป็นคู่แข่งของชาวนาไทย
“ที่เราต้องเปลี่ยนเพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนหมด เราจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ แล้วเปลี่ยนเยอะด้วยนะ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนจากหน้ามือซ้ายเป็นหลังมือขวา อากาศเปลี่ยน อายุเปลี่ยน ที่อยู่อาศัยเปลี่ยน ปัจจัยการผลิตเปลี่ยนหมดแล้ว โครงสร้างเปลี่ยนหมด คู่แข่งเราก็เปลี่ยนด้วย โอกาสก็เปลี่ยนนะ ผมคิดว่าคนส่วนหนึ่งมองตลาดยุโรป แต่ตอนนี้ยุโรปไม่ใช่ตลาดโอกาสเราแล้ว
เรายอมรับทั่วไปว่าโซนที่เติบโตอย่างมากคือแถวบ้านเรานี่ละ คือเอเชีย คืออาเซียน ดังนั้นโอกาสไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว มันอยู่ที่เรา แต่ที่บอกว่าโตมันเป็นคู่แข่งเราทั้งนั้นเลย ตกลงมันใช่โอกาสนี้ไหม? เพราะฉะนั้นโอกาสก็เปลี่ยน เทคโนโลยีที่มาใหม่เปลี่ยนแปลงไปทุกวี่ทุกวัน อันนี้ก็ถือเป็นโอกาส มันก็เปลี่ยนเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ทั้งวิกฤตก็เปลี่ยน โอกาสก็เปลี่ยน เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เปลี่ยน” รศ.ดร.ชวลิต กล่าว
นงค์ลักษณ์ อัศวสกุลชัย ผู้นำวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวอินทรีย์ แบรนด์ “ข้าวสุข” จ.นครพนม กล่าวว่า ในชุมชนจะให้คนไปทำอาชีพอื่นก็คงไม่ไปเพราะทำไม่เป็น ก็ต้องทำนากันต่อไป แต่การทำนาก็ไม่อาจทำแบบเดิมๆ ได้อีก ทำให้เมื่อสิบกว่าปีก่อนตนจึงชวนชาวนาด้วยกันมาทำนาในแบบที่แตกต่าง เช่น เปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ ทั้งๆ ที่เวลานั้นยังไม่มีลูกค้า แต่ก็ต้องทำรอไว้เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลา 3-4 ปี จึงจะได้รับรองมาตรฐานสินค้าออร์แกนิค โดยเมื่อได้ผลผลิตแล้วก็นำไปประชาสัมพันธ์ตามงานต่างๆ
แต่ในทุกครั้งที่ไปออกงาน เช่น งานแสดงสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มอย่าง THAIFEX-ANUGA ก็จะกลับมาสุมหัวกับกรรมการวิสาหกิจชุมชนและชาวนา ว่าโลกปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว อย่างสหภาพยุโรป (EU) อาจไม่ใช่โอกาสของไทยอีกต่อไป แต่ไทยก็ยังต้องรักษาฐานลูกค้านั้นไว้ ผู้ส่งออกรายไหนมาซื้อก็ขายให้เขานำไปส่งออกได้ แต่ขณะเดียวกันก็หันมามองตลาดในพื้นที่ใกล้เคียงเช่น เมียนมา จีน แม้ที่นั่นจะมีข้าว แต่ชาวเมียนมาหรือชาวจีนที่มีกำลังทรัพย์ก็พร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้บริโภคข้าวที่มีคุณภาพดี
“เพราะฉะนั้นเราก็เริ่มตรวจมาตรฐาน เมื่อก่อนเขายอมรับมาตรฐาน Organic EU (ออร์แกนิคยุโรป) NOP (National Organic Program) ของอเมริกา แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่รับแล้วนะ จีนต้องตรวจเป็นมาตรฐาน Organic China (ออร์แกนิคจีน) เท่านั้น คือมาตรฐานของเขาเอง หนักกว่า EU กับอเมริกาตรงที่โรงสี โรงปรับปรุงเราต้องได้ GACC ก็คือต้องได้มาตรฐานปรับปรุงของจีน เพราะเขาจะเน้นหนักมากเรื่องของแมลง เขากลัวข้าวเราเอาแมลงไปประเทศเขา เพราะฉะนั้นเราต้องตระหนักรู้” นงค์ลักษณ์ ระบุ
สินสมุทร ศรีแสนปาง ผู้จัดการ บจก. โรงสีศรีแสงดาว จ.ร้อยเอ็ด และเป็นผู้ก่อตั้ง “โครงการศรีแสงดาวหมู่บ้านนาหยอด” กล่าวว่า ย้อนไปเมื่อ20 ปีก่อน ตนได้เดินทางไปที่ไต้หวัน ได้เห็นประเด็น “ความมั่นคงทางอาหาร” เพราะการปลูกข้าวไม่เพียงพอเนื่องจากสภาพอากาศทำให้ปลูกได้เพียงปีละครั้งและต้องใช้วิธีนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ในขณะที่หันกลับมามองประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ จึงเห็นว่ายังสามารถพัฒนาศักยภาพในการปลูกข้าวอีกมาก
ในฐานะที่อยู่โรงสี ตนมองเห็นห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่ชาวนาที่เป็นผู้ปลูก โรงสีที่เป็นผู้แปรรูป ก่อนส่งให้ผู้ส่งออกข้าวนำสินค้าไปกระจายทั่วโลก ดังนั้นราคาข้าวจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าทั่วโลกรวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น สงคราม แต่เหล่านี้คือปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ ทั้งนี้ ตนมีโอกาสได้ไปเรียนรู้วิธีการทำนา ทำให้เห็นภาพว่าชาวนาต้องสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ในขณะที่ราคาซื้อ-ขายเท่ากัน ทำอย่างไรจะมีกำไรมากขึ้น ซึ่งจุดนี้อยู่ที่การบริหารจัดการ
“ได้มาเรียนรู้และจัดการอย่างเป็นระบบ แล้วก็ส่งมอบนวัตกรรมนาหยอดให้กับเกษตรกรแล้วก็ใช้องค์ความรู้องค์รวมเข้าไป องค์ความรู้องค์รวมมีหลายเรื่อง เช่น การจัดการธาตุอาหาร การจัดการดิน การจัดการโรค-แมลง ถ้าเข้าใจธรรมชาติเหล่านี้จะสามารถใช้เมล็ดพันธุ์นาหยอดข้าวหอมมะลิ 1 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิมที่เกษตรกรใช้35 กิโลกรัม สามารถยกผลผลิตได้จาก 300 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นมาเป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ ทุก 1 กิโลกรัมต่อไร่ ที่เพิ่มขึ้นหมายความว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น” สินสมุทร กล่าว
วุฒิพงษ์ พลอยวิเลิศ เกษตรกรรุ่นใหม่เจ้าของเพจ “ไทบ้านฟาร์มเมอร์” และประธานสภาเกษตรกร จ.กาฬสินธุ์ ปี 2566 ฉายภาพ “ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี” จากชีวิตของตนเองที่เกิดมาในครัวเรือนยากจนแต่มุมานะเรียนอย่างหนักเพราะหวังจะหาเงินได้มากๆ จะได้ร่ำรวยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยได้เกรดเฉลี่ยสูงๆ ก็ได้ทำงานในโรงงานของบริษัทใหญ่ มีเงินเดือนหลักหมื่นบาทบวกโบนัส แต่เพื่อนรุ่นเดียวกันคนหนึ่งขายครีมทางออนไลน์มาตั้งแต่สมัยเรียน เวลาผ่านไป 4 ปี ทราบว่าเพื่อนคนนั้นมีเงินเก็บถึง 3 ล้านบาท
จากสิ่งที่พบนำมาซึ่งคำถาม “ค่านิยมที่เคยสอนกันมาในอดีตนั้นปัจจุบันยังถูกต้องอยู่หรือเปล่า?” ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนจะไม่ถูก แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนไป มีเครื่องมือใหม่ๆ ทางออนไลน์ให้ใช้มากมายและใช้ไม่ยากเพียงแต่เราไม่ปรับเปลี่ยน จึงเริ่มเบนเข็มแสวงหาหนทางอื่นๆ แต่ก็ต้อง “ล้มลุกคลุกคลาน” จากการลองผิดลองถูก เช่น ตอนเป็นนักวิจัยในโรงงานก็เจียดเงินเดือนส่วนหนึ่งไปลงทุนทำเกษตรแต่ก็เจ๊งไม่เป็นท่า แต่ก็ยังไม่หยุดเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยน อาทิ ศึกษาการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือในสกุลเงินดิจิทัล ก่อนจะกลับมาทำเกษตรอีกครั้ง
แต่ชีวิตก็มาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนอีกเมื่อโลกเข้าสู่ช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด จากเดิมที่เคยให้ลูกค้าเข้ามาเก็บผักจากแปลง ผู้คนก็ต้องเก็บตัวอยู่บ้าน ตนพยายามปรับเปลี่ยนมาเป็นแปลงผักน็อกดาวน์ ไปรวบรวมเศษเหล็กพร้อมกับจ้างช่างมาขึ้นโครงเองพร้อมกับต้องลงมือช่วยช่างประกอบไปด้วยเป็นโครงต้นแบบ (Prototype) ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากคนที่ติดตามทางออนไลน์ ตนจึงจะไปขอยืมเงินจากพี่ที่รู้จักกันมาลงทุน แต่ถูกปฏิเสธและได้รับคำแนะนำให้รู้จักการเชิญชวนให้สั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order)
“สั่งจองล่วงหน้าเดือนหนึ่งแล้วก็เก็บเงินมาก่อน ผมก็บอกแบบนี้ พอไปปุ๊บไม่มีทุน พอพูดเดือนนั้นผมได้เงินมา 3 แสนบาท คนสั่งจอง ผมก็เอาเงิน 3 แสนไปซื้อเหล็ก ซื้อไฟเบอร์ สุดท้ายเกิดเป็นธุรกิจใหม่ นี่คือทำไมเราต้องปรับเปลี่ยน สุดท้ายผมมองว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนเดี๋ยวโลกมันจะเปลี่ยนเราเอง” วุฒิพงษ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี