วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
“วันเด็กแห่งชาติ” วันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปี ในวันนี้จะมีกิจกรรมมากมายจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปเข้าร่วม และเป็นธรรมเนียมที่นายกรัฐมนตรีจะต้องมอบคำขวัญวันเด็ก ซึ่งวันเด็กในปี 2567 นี้ ตรงกับวันเสาร์ที่ 13 ม.ค. 2567 นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ได้ให้คำขวัญไว้ว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย”
นอกจากจะเป็นวันที่มีกิจกรรมสนุกสนานและสร้างแรงบันดาลใจสำหรับเด็กๆ แล้ว การกำหนดให้วันเด็กเป็นหนึ่งในวันสำคัญบนหน้าปฏิทินยังเป็นการ ย้ำเตือนถึงบทบาทของผู้ใหญ่ที่จะต้องดูแลประคับประคองให้เด็กเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพด้วย ทั้งด้วยบทบาทการเลี้ยงดูโดยตรงกรณีเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองไปจนถึงการกำหนดนโยบายสาธารณะที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อเด็กหากเป็นผู้มีอำนาจในบ้านเมือง
เมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค. 2567 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “การพัฒนามาตรการทางกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก”โดยมี ศศิพร ตัชชนานุสรณ์ รักษาการในตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านโภชนาการ) รองผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 6 (ชลบุรี) ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และด้านส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กรมอนามัย เป็นวิทยากร
ศศิพร ฉายภาพหนึ่งในปัญหาสำคัญของเด็กยุคปัจจุบันคือ “ภาวะอ้วน” ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย โดยข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) พบเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 5-19 ปีราว 124 ล้านคนทั่วโลกมีปัญหาน้ำหนักเกิน ในจำนวนนี้อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)25 ล้านคน ขณะที่ในไทยก็พบว่าเด็กไทยอ้วนเพิ่มขึ้น 2 เท่า หากเปรียบเทียบกับเมื่อ 20 ปีก่อน ทั้งนี้โรคอ้วนยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในกรณีของไทยคิดเป็นมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท และอาจไปถึง 4 แสนล้านบาทในปี 2573
“มองแค่ตัวเลขมันก็เป็นแค่ตัวเลข แต่ถ้าเรามองผลกระทบที่มันเกิดขึ้น มันก็มีความที่เป็นเรื่องน่าหนักใจ ก็มีงานวิจัยหลายฉบับพบว่าเด็กอ้วนมีโอกาสจะเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนได้ถึง 5 เท่า แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือเราพบผู้ป่วยเบาหวานในปัจจุบันถ้าพูดถึงสัก 10 คน 3 คน เคยเป็นคนอ้วนมาก่อน แล้วอีกส่วนก็คือผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง ถ้า 10 คน ก็พบว่าประมาณ 2 คนที่เป็นความดันโลหิตสูงเคยอ้วนมาก่อนเหมือนกัน
ซึ่งถ้าเราดูข้อมูลต่างๆ แล้ว เราดูว่าเด็กไทยทำไมถึงมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าใน 20 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาหลายฉบับก็พบว่ามันมีปัจจัยในเรื่องของการบริโภคอาหาร พบ 1 ใน 3 ก็มีการบริโภคนมซึ่งมีรสหวานแล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็บริโภคขนมขบเคี้ยวทุกวัน แล้วอีก 1 ใน 3 ก็จะพบว่าดื่มน้ำที่มีรสหวานหรือน้ำอัดลมทุกวันเหมือนกัน แล้วก็ 1 ใน 5 บริโภคพวกฟาสต์ฟู้ดประมาณสัปดาห์ละอย่างน้อย 1 ครั้ง” ศศิพร กล่าว

จากข้อมูลข้างต้นยังพบด้วยว่า “การตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภค” จึงนำมาสู่ความพยายามออกแบบมาตรการควบคุมการตลาดของสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มเพื่อปกป้องสุขภาพของเด็กและเยาวชน โดยในการพูดคุยกันในเวทีขององค์การอนามัยโลกตั้งแต่ปี 2553 มีความกังวลเรื่องโรคอ้วนในเด็ก (Childhood Obesity) จากผลกระทบของการตลาดอาหาร นำไปสู่มติรับรอง ชุดข้อแนะนำว่าด้วยการตลาดสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์สำหรับเด็ก (Set of Recommendations on the Marketing Foods and Non-Alcoholic Beverage to Children) พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ดำเนินการ
เมื่อสำรวจกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ศศิพร ระบุว่า แม้จะมีอยู่หลายฉบับที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522, พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522, พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 หรือกฎหมายลำดับรองที่อาศัยอำนาจกฎหมายระดับ พ.ร.บ. ในการออกมาบังคับใช้ เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข, ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ไม่มีกฎหมายหลักในการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพที่มุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชน
“มีแค่ห้ามโฆษณาในส่วนของรายการเด็ก มีการกำหนดระยะเวลา แล้วก็มีการกำหนดฉลากเหมือนกัน ก็จะมีเรื่องของฉลากที่ปัจจุบันก็จะมีเรื่องของ Healthier Choice Logo (ทางเลือกสุขภาพ) แต่ก็จะมีแค่บางผลิตภัณฑ์เท่านั้น และเป็นภาคสมัครใจมากกว่าจะเป็นภาคบังคับ ไม่มีกฎหมายควบคุมโดยตรงในเรื่องของการควบคุมการตลาด มีการควบคุมการโฆษณาเหมือนกัน แต่โฆษณาเฉพาะอาหารที่ให้ข้อมูลเท็จหรือหลอกลวงเกินความเป็นจริง
มีประกาศกระทรวงศึกษาฯ ของ สพฐ. ก็ขอความร่วมมือเหมือนกันในเรื่องของการจัดการอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในโรงเรียน ในกลุ่มนี้ก็อย่างที่บอกว่าแค่ขอความร่วมมือไม่ได้เป็นภาคบังคับ จะมีบ้างก็ยังขาดเรื่องการควบคุมกำกับ ติดตามให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ยังพบว่าหลายๆ โรงเรียนก็ยังมีการละเมิดในส่วนของประกาศเหล่านี้อยู่” ศศิพร ระบุ
เมื่อดูการทำการคลาดในปัจจุบันก็ต้องบอกว่ามีกลวิธีแยบยลมาก เช่น อาศัย “อินฟลูเอนเซอร์(Influencer)” ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ซึ่งหลายคนจะซื้อสินค้าตามบุคคลเหล่านี้แม้ว่าจริงๆ แล้วจะไม่ได้อยากได้ของนั้นเลยก็ตาม หรือใช้ช่องทางเกมออนไลน์โดยเด็กจะเห็นโฆษณาระหว่างเล่นเกม ทั้งนี้ “เมื่อดูตัวอย่างจากต่างประเทศ” เช่น ชิลี อังกฤษเกาหลีใต้ แคนาดา (เฉพาะรัฐควิเบก) พบว่า มาตรการภาคบังคับมีผลต่อการลดการพบเห็นการทำการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กได้ดีกว่ามาตรการภาคสมัครใจ และทำให้เด็กบริโภคอาหาร - เครื่องดื่มประเภทนี้ลดลง เด็กจึงมีสุขภาพดีขึ้น และลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้
สำหรับ “ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนามาตรการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก” ประกอบด้วย 1.รัฐบาลควรให้ความสำคัญและสนับสนุนการเสนอร่างกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กต่อฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นกฎหมายต่อไป 2.รัฐบาลควรมีนโยบายส่งเสริมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพให้มากขึ้น เช่น สนับสนุนงบประมาณการวิจัยเพื่อพัฒนาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
3.กระทรวงศึกษาธิการควรมีการดำเนินการอย่างจริงจังในการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กในสถานศึกษา และ 4.หน่วยงานที่จัดทำโครงการ ผลิตองค์ความรู้ คู่มือ แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กอ้วน ควรทบทวนและปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงการ คู่มือ แนวทางต่างๆ!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี