533.jpg
สกู๊ปแนวหน้า : ใช้ชุมชนนำแทนสายเหยี่ยว ปรับมุมคิดแก้ปัญหายาเสพติด

สกู๊ปแนวหน้า : ใช้ชุมชนนำแทนสายเหยี่ยว ปรับมุมคิดแก้ปัญหายาเสพติด

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“การเติบโตทางเศรษฐกิจบ้านเรา เราต้องยอมรับมันมีช่องว่างความเหลื่อมล้ำสูง เรารู้ประเทศเราเหลื่อมล้ำสูง มีคนชั้นล่างอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสทางหลักประกันสวัสดิการสังคม พวกนี้รัฐไทยไม่ค่อยมี พวกนี้อยู่ได้ด้วยการต้องทำงาน ทีนี้วิธีการทำงาน ผู้ประกอบการสามารถใช้วิธีการจ้างงานที่เราเรียกว่าแรงงานนอกระบบ ไม่ใช้แรงงานในระบบ”

นเรศ สงเคราะห์สุข ที่ปรึกษาศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ กล่าวกับทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ฉายภาพ“ความเหลื่อมล้ำ” ปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหา “ยาเสพติด” ที่แม้จะผ่านมาหลายสิบปี นับตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อ “แอมเฟตามีน” จาก “ยาม้า-ยาขยัน” ที่ได้รับความนิยมในหมู่คนทำงานภาคขนส่ง ขับรถบรรทุก-รถทัวร์ เพราะเสพแล้วไม่ง่วง ขับรถต่อเนื่องยาวนานได้โดยไม่ต้องพัก เป็น “ยาบ้า” ด้วยผลข้างเคียงที่มีฤทธิ์หลอนประสาท ทำให้ผู้เสพคลุ้มคลั่งทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น แต่ก็ยังมีคนส่วนหนึ่งเลือกที่จะใช้มันเพื่อช่วยในการทำงาน


ซึ่งจากการลงพื้นที่ทำงานวิจัยของตน พบแรงงานที่ใช้ยาเสพติดเพื่อที่จะได้ทำงานได้มากๆ ให้มีรายได้เพียงพอส่วนใหญ่เป็น “แรงงานนอกระบบ” เช่น แรงงานในภาคเกษตร อาทิ แรงงานเก็บข้าวโพดในไร่ ที่นายจ้างไม่ได้คิดค่าจ้างแบบค่าแรงขั้นต่ำรายวันเหมือนแรงงานในระบบโรงงาน แต่คิดเป็นแบบ“จ้างเหมา” ลูกจ้างจะได้เงินตามผลผลิตที่เก็บได้ หรือกลุ่มชาวประมงที่ออกไปหาปลาตามแหล่งน้ำต่างๆ เนื่องจากทรัพยากรสัตว์น้ำมีน้อยลง ทำให้ช่วงเช้าออกไปทำประมง ส่วนช่วงบ่ายต้องออกไปหารับจ้าง กว่าจะได้กลับบ้านก็มืดค่ำดึกดื่น

ขณะที่ในกลุ่ม “เด็กและเยาวชน” ที่มีความเสี่ยงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด นเรศ ชี้ปัจจัยสำคัญคือ “ขาดพื้นที่สร้างสรรค์” ซึ่งระยะหลังๆ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในเมืองหลวงในกรุงเทพฯ แต่ขยายไปในอีกหลายจังหวัด ที่การพัฒนาทำให้ “ความเป็นเมืองขยายตัวมากขึ้น” อย่างตนอยู่ใน จ.เชียงใหม่ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีจุดไหนบ้างที่เป็น “พื้นที่สาธารณะ” ให้เด็กมาทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ

“สมมุติเรานึกถึงที่ แบบมีที่มาก มันก็กลายเป็นที่บุคคล คือที่สาธารณะเดิม บางทีภาษาผมเรียกที่กลางๆ ตอนนี้มันก็ถูกเข้าถึงโดยทุน แล้วก็กลายเป็นของส่วนตัว คนที่อยากจะเข้าถึงอาหารตอนนี้ลำบากขึ้นแล้ว ที่เล่น! เทศบาลมีเวลาปิด-เปิด ไฟไม่เปิดทั้งหมดมันไม่ได้ถูกออกแบบ ไม่ได้ถูกวิเคราะห์ว่าในการที่เด็กไปเกี่ยวข้อง (กับยาเสพติด) เพราะไม่มีที่ไป ไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์และสบายใจ” ที่ปรึกษาศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ ระบุ

สำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พบกับ นเรศ ใน“การประชุมสัมมนาแกนนำเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมออกแบบแนวทางการปฏิบัติการป้องกันปัญหายาเสพติด โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน” จัดโดย มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด(มศวส.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา โดยเป็นการพูดคุยกันภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม

ซึ่งในงานนี้ สมคิด แก้วทิพย์ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มานำเสนองานวิจัยเรื่อง“ผลการประเมินและศึกษาพื้นที่ตัวแบบการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติด” ที่ นเรศ เป็นหนึ่งในทีมวิจัยด้วย ได้ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดจะเป็นลักษณะ “การใช้อำนาจบังคับ” กล่าวคือ ผู้มีอำนาจทางกฎหมายในการสั่งการ ตรวจเจอแล้วจับ ขณะที่ชุมชนมองว่าปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องปัจเจก ที่หากจะแก้ไขต้องแก้ที่บุคคล หรือเรียกว่า “ตัวใครตัวมัน” ขณะที่แนวทางการทำงานของ สสส. ที่ใช้ชุมชนเป็นฐานในการจัดการปัญหายาเสพติด โดยให้ความสำคัญการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ที่ให้ทุกคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

“การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่มีหลักการสำคัญคือ มีพื้นที่ตรงกลาง เน้นรับฟัง ไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา มอบโอกาส และสร้างความเข้าใจ มีกลไกที่ช่วยประสาน เชื่อมโยงภายในและภายนอกที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่ทำให้โครงการฯ สำเร็จคือ การเปิดโอกาสให้ชุมชนดำเนินการตามศักยภาพของตัวเอง ทำให้ชุมชนมีอิสระในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” สมคิด กล่าว

ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ยกแนวคิด “สงครามโรค” ที่แบ่งเป็น “3 ยุค” มาอธิบายปัญหาการระบาดของยาเสพติด โดยหากเปรียบเทียบจะพบว่า “ยุคที่ 1 คือการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ” สงครามครั้งนี้มนุษย์เป็นฝ่ายชนะด้วยการใช้เทคโนโลยี เช่น สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด ซึ่งคลี่คลายลงเมื่อมีการฉีดวัคซีน ต่อมาคือ “ยุคที่ 2 เป็นโรคที่เกิดจากการแพ้ใจตนเอง” เช่น กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เกิดจากพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารรสหวาน-มัน-เค็มจัด และไม่ค่อยออกกำลังกาย ซึ่งรับมือได้ยากกว่าโรคยุคที่ 1

แต่นั่นก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ “ยุคที่ 3 คือโรคจากสังคมป่วย” เช่น พ่อติดคุก แม่ติดยา ยายติดเหล้า แล้วเด็กจะอยู่อย่างไร สังคมป่วย คือสังคมที่ใช้ระบบทุนนิยม มียาเสพติดที่มีคนพยายามจะขาย มีสุรา มีบุหรี่ ล่าสุดยังมีบุหรี่ไฟฟ้าด้วย ซึ่ง “สงครามโรคยุคที่ 3 ยากสุด เพราะสังคมป่วย ไม่ใช่บุคคลป่วย การแก้ปัญหาจึงต้องใช้ทั้งสังคม” ไม่อาจใช้คนใดคนหนึ่งได้ อย่างตนไปลงพื้นที่ จ.น่าน พบว่า เยาวชนกลุ่มเสี่ยงยาเสพติด คือกลุ่มที่มองว่าตนเองไม่มีที่ไป อยากรู้สึกภูมิใจและมีความสุข
แต่ก็ไม่รู้จะสร้างคุณค่าไปเพื่ออะไร เพราะครอบครัวและชุมชนตัดสินไปแล้วว่าแย่

“ในเมื่อเขาไม่ได้ความสุขจากสิ่งที่เขาทำ เขาก็ไปหาความสุขที่เรียกว่าความสุขสำเร็จรูป ก็คือจากยา ปัญหายาเสพติดจึงไม่ใช่ปัญหายาเสพติด เพราะถ้าโลกนี้ไม่มียาบ้าเขาก็ติดเหล้า ไม่มีเหล้าเขาก็ติดบุหรี่ ไม่มีบุหรี่เขาก็ติดกัญชา ไม่มีกัญชาเขาก็ติดอะไรสักอย่างเพื่อเอาความสุขเข้ามาให้อยู่ไปในช่วงหนึ่งของชีวิต”ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นพ.พงศ์เทพ ยังกล่าวอีกว่า หลักการสำคัญของการขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในชุมชน ต้องมีฐานมาจาก 1.พลังสังคม คือ กลไกภาคประชาชน เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนงาน จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้มีศักยภาพและเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว 2.พลังวิชาการ ที่ต้องพัฒนาข้อมูลเชิงวิชาการ พัฒนาองค์ความรู้ เพื่อนำไปใช้ขยายผลการทำงาน และ 3.พลังนโยบาย คือ การนำบทเรียนจากการทำงานของกลไกภาคประชาชน และข้อมูลวิชาการ มาพัฒนาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์

ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ ประธานมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด และผู้อำนวยการศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า การแก้ปัญหาสิ่งเสพติดต้องใช้กลไกและอำนาจรัฐที่มีประสิทธิภาพในการติดตามแก้ไขปัญหาที่มีความต่อเนื่อง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนกรอบความคิดของชุมชนที่มีต่อสิ่งเสพติด ซึ่งโครงการเครือข่ายภาคประชาชนสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติดและเสริมสร้างชุมชนสุขภาวะ สนับสนุนโดย สสส. มีเป้าหมายการทำงานคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน

“มีกลไกการทำงาน 1.ระบบความสัมพันธ์ที่ดี 2.ใช้ความเข้าใจ เปิดใจการพูดคุย 3.เป็นการจัดการเชิงบวก 4.พื้นที่การเรียนรู้ที่พัฒนาคนควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนในรูปแบบที่สร้างสรรค์ การออกแบบเพื่อยกระดับการเรียนรู้ร่วม ทั้งนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาชุดความรู้จากการถอดบทเรียนการทำงานกับชุมชน เพื่อนำไปใช้ขยายพื้นที่ทำงานทั่วประเทศ ตลอดจนการขยายเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างสร้างสรรค์”ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ กล่าว

กลับมาที่การพูดคุยกับ นเรศ ซึ่งชี้ประเด็น “ความท้าทาย” ว่าด้วยปัจจัยสำคัญที่ทำให้นโยบายเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งในไทยและอีกหลายชาติ เปลี่ยนแปลงได้ยาก จากแนวคิดแบบเดิมที่เป็นการทำสงครามกับยาเสพติดที่เน้นการปราบปรามอย่างรุนแรง เป็นแนวคิดใหม่ที่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยแล้วช่วยกันแก้ปัญหาโดยไม่ผลักผู้ใช้ยาเสพติดออกไปจากสังคมแม้แนวคิดอย่างหลังจะถูกพูดถึงในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลก เมื่อปี 2559 (UNGASS 2016) ได้แก่

1.ยาเสพติดถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง กล่าวคือ นักการเมืองที่ใช้นโยบายแบบประชานิยม (Popular Policy) จะเห็นว่าการปราบปรามแบบ “สายเหยี่ยว” เฉียบขาดรุนแรงนั้นทำแล้วสะใจ ประชาชนก็จะรู้สึกว่านโยบายดังกล่าวได้ช่วยลูกหลานของตนเอง และนักการเมืองหรือผู้นำรัฐบาลก็จะได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเพราะช่วยปกป้องลูกหลานของประชาชน กับ 2.วิธีคิดหลักของสังคมหรือกระแสสังคม เช่น นำการใช้ยาเสพติดไปผูกติดกับศีลธรรมทางศาสนา มองว่าผู้ใช้ยาเสพติดเป็นคนชั่วคนเลวซึ่งแม้แต่คนทำงานภาคประชาชนจำนวนมากก็ยังคิดแบบนี้

“การมองวิธีคิดของสงครามยาเสพติด มันมองอย่างนี้ว่าอะไรคือศัตรู ใครก็ตามที่ไปใช้ยาคือศัตรู มันไม่แยกแยะ บางคนเข้าไปใช้มันมีเงื่อนไขของการใช้ บางคนลองนิดหน่อย บางคนต้องทำงาน ทีนี้ถ้าวิเคราะห์แบบนี้มันถูกไหม? แล้ววิธีจัดการคือต้องแยกเขาออกจากสังคม ทีนี้พอแยกออก มีวิสามัญฯ มีคนตาย พ่อแม่ สูญเสีย โดนจับเข้าคุกแทนที่จะปรับพฤติกรรมได้ก็มาเรียนรู้เพิ่มเติมใหม่ เจ๋งขึ้น เป็นเครือข่ายการค้า คือยังไม่มีงานศึกษาที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ แต่ผมอยากเชียร์ให้คนศึกษาอยู่ ว่าวิธีการอย่างนี้จริงๆ มันสูญเสียเยอะ” นเรศ ฝากประเด็นชวนคิด

SCOOP@NAEWNA.COM

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top