Logo วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
542.jpg
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
‘ธนัฐ จันทร์มาลา’ แก้ปัญหาชาวนาไทยยากจน  ราคารับซื้อข้าวต้องเป็นธรรม

‘ธนัฐ จันทร์มาลา’ แก้ปัญหาชาวนาไทยยากจน ราคารับซื้อข้าวต้องเป็นธรรม

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.
Tag : ข้าวไทย ความยากจน ชาวนาไทย ธนัฐ จันทร์มาลา
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

 

เอ่ยถึง “ประเทศไทย” หนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อย่อมต้องเป็น “ข้าว” ซึ่งนอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นชาติที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ข้าวไทยยังได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นข้าวคุณภาพดี มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อย แต่ในขณะที่ข้าวไทยมีชื่อเสียงเลื่องลือในระดับโลก “ชาวนา” กลับเป็นอาชีพที่ผูกติดอยู่กับภาพของ “ความยากจน” และต้องพึ่งพานโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐอยู่ร่ำไป แล้วแต่รัฐบาลชุดไหนจะเรียกนโยบายนั้นว่าอะไรและมีรูปแบบอย่างไร


รายการใหม่ของช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” อย่าง “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ซึ่งเริ่มออนแอร์ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ค. 2567 เป็นต้นมา ในตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2567 ธนัฐ จันทร์มาลา เลขาธิการสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตถึงปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวนาไทย
ไม่อาจลืมตาอ้าปาก นั่นคือ “ความที่ไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าได้เอง” เมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ

“เรื่องราคาข้าวไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน มันถูกบิดเบือนบิดเบี้ยวมาโดยตลอด เนื่องจากว่ากระทรวงพาณิชย์มีอำนาจและหน้าที่กำหนดราคาข้าว ตาม พ.ร.บ.
การค้าข้าว พ.ศ.2489 กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กำหนดราคาข้าวที่จะรับซื้อจากชาวนาทั้งประเทศ มันก็แปลกนะจุดแข็งของประเทศไทยคือการเกษตร แล้วข้าวผลิตได้มาก ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของทั่วโลก แต่ผู้ผลิตข้าวไม่สามารถกำหนดราคาของตัวเองได้ ซึ่งมันต่างจากสินค้าภาคอุตสาหกรรม ที่ผู้ผลิตอยากจะขายเท่าไรเขา
ก็กำหนดเอง แต่ชาวนาไทยต้องให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กำหนด

คนทำไม่ได้กำหนดราคาขาย คนกำหนดราคาขายไม่ได้ทำ นี่คือความบิดเบี้ยวของราคาข้าวประเทศไทยบิดเบี้ยวอย่างไร? กระทรวงพาณิชย์ไปเอาราคาข้าวสารส่งออกมาเป็นตัวอ้างอิงในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ผมอธิบายอย่างนี้ ข้าวเปลือก 2 กระสอบ เวลาไปสีเป็นข้าวสารจะได้ข้าวสาร 1 กระสอบ 2 ต่อ 1 นะ แล้วข้าวสารในประเทศไทยมันแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ส่งออก ส่วนนี้อยู่ประมาณ 40% ของข้าวสารทั้งประเทศ แล้วส่วนที่ 2 บริโภคในประเทศ ราคาข้าวสาร 2 ส่วนนี้จะต่างกันมากเกือบครึ่งต่อครึ่ง” ธนัฐ ระบุ

ธนัฐ อธิบายต่อไปว่า หากผู้บริโภคไปซื้อข้าวสารในร้านค้า ข้าวสาร 1 ถุงมีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยถุงละ200-250 บาท หรือเฉลี่ย 40-50 บาทต่อกิโลกรัม แต่ข้าวสารสำหรับส่งออก ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 20 บาท ถูกกว่าข้าวสารส่วนที่บริโภคในประเทศเกือบครึ่งหนึ่งแต่การที่กระทรวงพาณิชย์ยึดราคาข้าวสารเพื่อการส่งออกเป็นเกณฑ์ตั้งราคารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา

เช่น หากราคาข้าวสารส่งออกกิโลกรัมละ 20 บาท ราคาข้าวเปลือกที่รับซื้อจากชาวนาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนที่เหลือจะเป็นค่าดำเนินการหรืออะไรต่างๆ หักเป็นกำไรของพ่อค้าไป ทั้งนี้ หากเทียบระหว่างราคาข้าวส่งออกกับข้าวบริโภคในประเทศ จะมีส่วนต่างประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม เงินส่วนต่างนี้ไปอยู่กับใครบ้าง? เช่น นายทุนพ่อค้าข้าว หรือบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายข้าว

ดังนั้น “หากกระทรวงพาณิชย์ต้องการให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นและชาวนาไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาต้องอ้างอิงจากราคาข้าวสารที่ใช้บริโภคภายในประเทศ” จะทำให้ได้ราคาขายข้าวเปลือกที่เป็นธรรมจริงๆ โดยอยู่ที่ 20-30 บาทต่อกิโลกรัม หรือตันละ 2-2.5 หมื่นบาท ในขณะที่ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกกิโลกรัมละ 10 บาท หรือตันละ 1 หมื่นบาท ซึ่งเมื่อชาวนาไทยหลายล้านคนมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศก็ย่อมจะต้องดีขึ้นไปโดยปริยาย

“มีแต่คำปลอบประโลมว่าชาวนาไทยคือกระดูกสันหลังของชาติ อันนี้เป็นแค่คำปลอบประโลมใจให้ชาวนารู้สึกภูมิใจ แต่ความเป็นจริงของชีวิตชาวนาก็คือเราต้องการรายได้ แล้วทุกวันนี้ทำนาไม่มีกำไรนะ ขาดทุนตลอด ปุ๋ยก็แพง น้ำมันก็แพง จ้างรถเกี่ยวข้าว ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำนาทั้งหมด ขาดทุนแต่ทำไมต้องทำนาอยู่? เพราะชาวนามีนาก็ไม่รู้จะไปทำอะไร อย่างน้อยก็มีข้าวกิน ก็เลยยังต้องทำนาอยู่”ธนัฐ กล่าว

จากเรื่องราคาข้าวที่เป็นธรรมกับชาวนา เลขาธิการสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย กล่าวต่อไปถึงประเด็นร้อนในช่วงต้นเดือนพ.ค. 2567 เมื่อ ภูมิธรรม เวชยชัย
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีแนวคิดจะนำข้าวที่เก็บไว้ในสต๊อกนานถึง 10 ปี ไปขายในทวีปแอฟริกา ว่า เรื่องนี้เป็นการทำร้ายชาวนาและทำร้ายประเทศไทยซ้ำสอง เพราะที่ผ่านมาข้าวไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในฐานะข้าวที่อร่อยที่สุด แต่วันนี้กลับมีแนวคิดจะนำข้าว 10 ปีที่ชาวนาเขาเรียกกันว่าข้าวเน่าไปขาย

โดยชาวนาจะแบ่งข้าวเป็น 3 ประเภท คือ 1.ข้าวใหม่ หมายถึงข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวจากการทำนาในฤดูกาลปลูกนั้น คือประมาณเดือน 11-12 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นฤดูกาลปลูก ชาวนาก็จะนำข้าวใหม่มากิน โดยข้าวใหม่ จะมีสีขาวสวย รสชาติอร่อยนุ่ม กลิ่นหอม แล้วก็เม็ดเรียงตัวกันสวยมาก 2.ข้าวเก่า หมายถึงข้าวที่เก็บไว้ 1-2 ปี และปกติชาวนาจะกินข้าวเก่าสุดคือเก็บไว้ 1 ปี หากเข้าสู่ปีที่ 2 ก็จะดูว่านำไปขายได้หรือไม่ หากขายได้ก็ขาย แต่หากขายไม่ได้ก็จะนำไปเป็นอาหารสัตว์ที่เลี้ยงไว้ เช่น หมู ไก่ สุนัข และ 3.ข้าวเน่า หมายถึงข้าวที่เก็บไว้เกิน 3 ปี

ส่วนคำถามว่า เหตุใดข้าวเก็บไว้นานถึง 10 ปีแล้วยังเรียงเม็ดอยู่ได้ มองว่าอาจเกิดจากการรมควัน เพราะเมล็ดข้าวมีความโป่ง เวลารมควันสิ่งที่รมคือก๊าซ “เมทิลโบรไมด์”จัดเป็นก๊าซอันตรายหากได้รับในปริมาณสูงอาจถึงขั้นเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ โดยเมื่อใช้ก๊าซรมแล้วก็จะซึมเข้าไปในเมล็ดข้าว ดังนั้นข้าวที่กินก็จะมีก๊าซนี้อยู่ ซึ่งตามขั้นตอนเก็บข้าวตามปกติ จะมีการรมก๊าซ 2 เดือนต่อครั้ง

แต่ที่มีข่าวว่ารมเดือนละครั้ง หากเป็นจริงก็เท่ากับ 1 ปีรมก๊าซ 12 ครั้ง และ 10 ปี รมก๊าซถึง 120 ครั้ง ก๊าซจะเข้าไปอยู่ในเมล็ดข้าวมาก-น้อยเพียงใด หากนำไปรับประทาน อย่าว่าแต่กินหมดจาน กินเข้าไป 2-3 ช้อน ก็อันตรายแล้ว เพราะเป็นสารเคมี เมทิลโบรไมด์หรือสารรมควัน เป็นก๊าซมีคุณสมบัติในการแทรกซึมกระจายเข้าไปในเมล็ดข้าว อีกทั้ง“การรมควันทำได้เพียงรักษาคุณภาพเมล็ดข้าว แต่ไม่สามารถรักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้” โดยข้าวไม่ได้มีแต่คาร์โบไฮเดรต ยังมีวิตามินและเกลือแร่ด้วย ซึ่ง 2 อย่างหลังนี้สูญเสียไปแล้ว

“มันส่งผลแน่นอน เพราะวันนี้ท่านเอาข้าว 10 ปีมาประกาศขาย ทั่วโลกได้ยินหมด ผมถามว่าแล้วมีใครอยากกินของเก่าไหม? ทุกคนกินอาหารมันต้องสดถูกไหม? ข้าวก็ต้องสดใหม่ มันถึงจะให้คุณค่าทางโภชนาการได้ครบถ้วน วันนี้ท่านทำลายชื่อเสียงของประเทศ ทำลายชื่อเสียงของข้าวไทย แล้วถามว่าถ้าชาวนาเอาข้าวไปขายทั่วโลกจะเชื่อถือไหม? ในปีต่อๆ ไป หรือในอนาคตข้างหน้าท่านเอาข้าวไปขายถามว่าจะได้ราคาเดิมไหม? เพราะเครดิตข้าวไทยมันถูกลดไปแล้ว” เลขาธิการสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย กล่าว

ธนัฐ กล่าวต่อไปว่า แล้วคนที่พูดไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ถือว่ามีน้ำหนัก อย่างข้าวที่นำมาล้าง ที่ล้างไป 15 น้ำ ในความเป็นจริงชาวบ้านที่หุงข้าวไม่มีใครล้างเกิน2 น้ำ หรือหากล้าง 3 น้ำก็คือว่าแย่แล้วอีกทั้งที่เห็นภาพจากคลิปวีดีโอการล้านข้าว ก็มีทั้งมอด มีทั้งคราบสีดำลอยตัวขึ้นมา ซึ่งข้าวที่ดีจะไม่มี อย่างข้าวใหม่จะล้างเพียงน้ำเดียวเพราะต้องการให้คุณค่าทางอาหารอยู่ครบ แต่ข้าวในคลิป ล้าง 15 น้ำแล้วยังมีสีเหลืองปนอยู่เลย และอย่าว่าแต่เป็นข้าวให้คนกิน แม้แต่นำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ก็ไม่ควรทำ เพราะสัตว์กินแล้วก็มีสารพิษตกค้าง

ต่อคำถามที่ว่า “เหตุใดจึงบอกว่าเป็นการทำร้ายซ้ำสอง?” ก็ต้องบอกว่าเพราะครั้งแรกคือกรณี “นโยบายรับจำนำข้าว” เมื่อกว่า 10 ปีก่อน สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประกาศรับซื้อข้าวตันละ 15,000 บาท แต่พอเอาเข้าจริงพบชาวนาถูกหักค่าความชื้นและอื่นๆ ได้รับเงินจริงประมาณตันละ 8,000 บาทเท่านั้น จนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นคำถามคาใจว่า ส่วนต่างที่ถูกหักนั้นไปอยู่ที่ใดบ้าง

ทั้งๆ ที่ ณ เวลานั้น ชาวนาคิดค่าใช้จ่ายแล้วว่าต้องลงทุนเท่าไรเพื่อปลูกข้าวสำหรับนำไปรับเงิน 15,000 บาท แล้วจะนำไปใช้หนี้ แต่เมื่อไม่ได้ราคาตามที่ประกาศไว้ก็
ไม่สามารถใช้หนี้ได้ ชาวนาบางรายตัดสินใจจบชีวิตตนเองไปก็มี กระทั่งล่าสุดเมื่อมีข่าวว่าจะมีการนำข้าวค้างโกดังจากนโยบายจำนำข้าวออกไปขาย ก็เท่ากับเป็นการทำร้ายชาวนาเป็นครั้งที่ 2 เพราะทำลายชื่อเสียงของข้าวไทย แทนที่ชาวนาจะมีความหวังเรื่องขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น แต่เมื่อทั่วโลกรู้ว่าไทยกำลังจะนำข้าวเก่าออกมาขาย ก็คงไม่มีใครกล้าให้ราคาดี-ราคาสูงแล้ว

“เคยกินข้าวเก่า รสชาติดีๆ ของข้าวมันจะหายไปเลย กลิ่นมันจะอับๆ ฉุนๆ แล้วก็รสชาติ ความขาว ความนุ่มความหอม มันไม่มีเลย แล้วเม็ดมันก็จะหัก ยิ่งข้าวเหนียว คนอีสานกินข้าวเหนียวเยอะ เวลากินไม่หมดเขาจะอุ่นอีกรอบ 2 ถ้าข้าวเกิน 2 ปีขึ้นไปมันจะเหนียวมากเพราะมันเป็นเม็ดเล็ก เวลาปั้นมันติดกัน เคี้ยวยาก เพราะฉะนั้นเขาก็ไปทำเป็นข้าวแห้ง ข้าวพอง ก็แปรรูปกันไป คือข้าวสารจริงๆ ไม่ควรเก็บเกิน 6 เดือน แต่นี่เก็บมา10 ปี มันก็เหลืองแล้วมีมอดมีแมลงอะไรเข้ามาปน”ธนัฐ ระบุ

ธนัฐ ยังกล่าวอีกว่า ข้าวที่เก็บไว้เป็นเวลานานจะมีสาร “อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin)” เป็นสารพิษที่จะสลายตัวที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียสขึ้นไปเท่านั้น แต่การหุงข้าวโดยทั่วไปเมื่อน้ำเดือดอุณหภูมิจะอยู่ที่เพียง 100 องศาเซลเซียสซึ่งอะฟลาท็อกซินนั้นเป็น “สารก่อมะเร็ง” ส่วนที่มีนักวิชาการบางท่านเสนอให้นำไปทำเอทานอล ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีชาวนานำข้าวไปทำเอทานอล มีแต่ใช้มันสำปะหลังผลิต ดังนั้นข้าว 10 ปีลอตนี้ ทำได้อย่างเดียวคือนำไปทิ้ง และต้องมีมาตรการป้องกันเหมือนการทิ้งกากสารเคมีอันตรายด้วย

ในช่วงท้ายของรายการ เลขาธิการสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย ให้บทสรุปเกี่ยวกับความเป็นไปของชาวนาไทยว่า “ชาวนาไทยเจ็บปวดมาตลอดรุ่นแล้วรุ่นเล่า”โดยย้ำเรื่องการที่ชาวนาไม่สามารถกำหนดราคาขายข้าวได้ทั้งที่เป็นผู้ปลูก ดังนั้นการตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย จึงมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้การขายข้าวของชาวนาได้ราคาที่เป็นธรรม “หากบอกว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลัง ก็ต้องทำให้ชาวนายืนขึ้นได้อย่างมั่นคงด้วย” นั่นคือการที่ชาวนาไทยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยฐานะที่ดีขึ้น

“ถ้าชาวนามีรายได้ที่ดี มีรายได้สูงขึ้นจากการขายข้าว ไม่มีหรอกแรงงานต่างจังหวัดจะเข้ากรุงเทพฯก็ต้องให้ลูกหลานอยู่ที่บ้านทำนาดีกว่า แล้วมีความสุขด้วย ขายข้าวปีหนึ่งตันละ 2-2.5 หมื่น ทำ 10 ตัน ก็ได้ 2 แสนแล้ว คุณมีนา 10 ไร่ ไร่หนึ่งเฉลี่ยจะได้ข้าว 1 ตัน” ธนัฐ /ฝากทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอนได้ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

กาย ฮารุ โพสต์แจงเหตุการณ์ข้ามทางลายตลาดร่มหุบ ยืนยันครอบครัวปลอดภัยดี ไม่อยากให้เกิดดราม่า

ระวัง!! มีเพศสัมพันธ์ต่างชาติ ชายไทยวัย 37 ติด 'ฝีดาษวานร' หลังสัมพันธ์ผู้ติดเชื้อ HIV

ลุยฟ้อง ยิ่งชีพ ไอลอว์ อนุทิน ลั่นไม่ทบทวน บอกมอบทนายแล้ว

พลอย เฌอมาลย์ โพสต์ส่งกำลังใจ เจนี่ หลังโดนสาดน้ำกลางงาน เผยเสียใจที่ไม่รู้เรื่อง แต่พร้อมเคียงข้าง

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved