วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
‘ชนินทร์’ไม่ทน แถลงด่วนปมหุ้น‘ดุสิตธานี’ ลุกลามส่อดับฝันแนายกฯชื่อ'พีระพันธุ์'
สู้แค่ตาย !!!
คุณชนินทร์ ยืนยันไม่ถอยไม่ทิ้งดุสิต
จากประเด็นความขัดแย้งในผู้หุ้นหลักของดุสิตธานี 3 พี่น้องทายาทท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ที่ล่าสุดมีการเสนอถอดถอน “คุณชนินทธ์ โทณวณิก” พี่ชายคนโตที่บริหารงานมากว่า 30 ปีออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท พร้อมเสนอเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามใหม่ยกชุด!
เช้านี้ ดุสิตธานีโดย คุณชนินทร์ โทณวนิก ตั้งโต๊ะแถลงด่วนที่สุดแบบส่งหมายเชิญนักข่าว 8.45 น. นัดแถลง 10.00 น. ร้อนที่สุดแล้ว
คุณชนินทร์เล่าว่า เรื่องนี้เริ่มมาจาก หลังท่านผู้หญิงชนัตถ์เสียไป ก็ได้มอบอำนาจให้คุณชนินทร์เป็นผู้ดูแลหลักในกิจการดุสิตธานีมานาน
ต่อมาน้องสาวทั้ง 2 คนโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจการลงนาม และร่วมกันปลดออกจากกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก จึงมีการขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ต่อมามีการตกลงภายในร่วมกันแบ่ง ทรัพย์สินในกองมรดกให้เท่าเทียมกันเรียบร้อยแล้ว
แต่.... ตอนหลังทั้ง 2 น้องสาวเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงเพราะ ดุสิต เรสิเดนท์ กลับประสบความสำเร็จด้านการขายเกินคาด
จึงเกิดความไม่พอใจและไม่อนุมัติงบ โดยมีการแต่งตั้งคนนอกเข้ามามีสิทธิ์บริหาร
ฝั่งน้องสาวมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการคนนอก 2 ใน 3 ลงนามได้
โดยตรงจึงมีข้อกังวลว่า คนนอกจะเข้ามาครอบครองกิจการของครอบครัวเดิม กลุ่ม Central เคยมีความพยายามจะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในดุสิตธานี แต่คุณชนินทร์
ได้ไปเจรจาขอให้ขายหุ้นออกเพื่อป้องกัน Conflict ofInterest จากกิจการที่ทับซ้อนกัน
ดุสิตเรสิเดนท์ที่ขายไปแล้ว 92% น่าจะเป็นประเด็นหลักในความขัดแย้งในก้อนผลประโยชน์นี้
ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ผู้สร้างต้นแบบดุสิตธานีเป็นต้นแบบโรงแรมระดับโลกของไทยเมื่อ 76 ปีที่แล้วจนประสบความสำเร็จ เป็นโรงแรมที่สูงที่สุดใหญ่ที่สุดของไทยในปี 2513
จากข่าวที่ออกมา การถูกโจมตีเรื่องบริหารจนขาดทุนสะสม ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะผ่านช่วงโควิด สงคราม เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ตัวเลขที่ผ่านมาไม่ดี แต่ตอนนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ที่บริหารงานมาถูกต้องและประสบความสำเร็จ ทั้งจาก โรงแรมดุสิตธานีที่เปิดใหม่ รวมถึงดุสิตเรสิเดนท์ ที่ขายเกือบหมดแล้ว รวมทั้งโครงการดีๆเช่นสวนลอยฟ้า ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ตอนนี้การพยายามเปลี่ยนแปลงกรรมการลงนาม และทีมผู้บริหารเป็น "คนนอก" ทั้งหมดจึง "ไม่ยุติธรรมและสร้างผลกระทบต่อผู้บริหาร หุ้นส่วนการค้า พันธมิตร และผู้ถือหุ้นรายย่อย"
คุณชนินทร์ยืนยันว่า การบริหารต้องมาจากคนใน เพื่อรักษาความถูกต้องเป็นธรรม แก่ "ดุสิตธานี" และยืนยันไม่ยอมทิ้ง ดุสิตธานี และต่อสู้อย่างเต็มที่เท่าที่มีสิทธิ์ในการดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
สำหรับโครงสร้างการถือหุ้น บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ประกอบด้วย
+ กลุ่มตระกูลโทณวณิก นำโดย “ชนินทธ์ โทณวณิก” มีสัดส่วนการถือหุ้นรวม 26.66% โดย ชนินทธ์ เองถือหุ้น 25.40% ส่วนที่เหลือเป็นของณัฐพร ศิรินันท์ และศิรเดช โทณวณิก ถือคนละ 0.42%
+ กลุ่มตระกูลเธียรประสิทธิ์ นำโดย “สินี เธียรประสิทธิ์” มีสัดส่วนการถือหุ้นรวม 26.65% โดย สินี เองถือหุ้น 26.57% ส่วนที่เหลือเป็นของณัฐสิทธิ พัฒนีพร ลลิตา และภมรศักดิ์ เธียรประสิทธิ์
+ กลุ่มตระกูลสาลีรัฐวิภาค นำโดย “สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค” มีสัดส่วนการถือหุ้นรวม 21.68% โดย สุนงค์ เองถือหุ้น 21.62% ที่เหลือเป็นของชลิตา ภัทรพรรณ ภัทรพร และภัทร สาลีรัฐวิภาค
+ กองมรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ถือหุ้นในสัดส่วน 24.99%
ปมปัญหาใน “ดุสิตธานี” นอกจากจะเป็นปัญหาในครอบครัวแล้ว หากมองที่ “ผู้ถือหุ้น” ข้างต้น พบว่า “ภรรยา” ของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ “สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค” รวมอยู่ด้วย และนั่นทำให้ปัญหา “ภายใน” กลายเป็นปัญหาลุกลามไปถึง “การเมือง”
นั่นเพราะ...
ถือเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงจะขัดต่อกฎหมายและฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงของนายพีระพันธุ์ เกี่ยวกับคู่สมรส เนื่องจากในมาตรา 187 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ และต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใดและรัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทตามวรรคสองไม่ว่าในทางใด ๆ มิได้ โดยข้อห้ามของการเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นดังกล่าว ให้ใช้บังคับแก่คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของรัฐมนตรีด้วย ทั้งนี้เพื่อมิให้มีผลประโยชน์ที่ขัดกันและไม่ให้มีการปิดบังหรือซ้อนเร้นบัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีและคู่สมรส
นางสุนงค์ ถือหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด จำนวนร้อยละ 21.68% ซึ่งเกินกว่าเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 5% ต่อมานางสุนงค์ จึงได้ดำเนินการโอนหุ้นให้แก่ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (MFC) เข้ามาเป็นผู้จัดการหุ้นดังกล่าวแทนตนเอง ตามสัญญาฉบับที่ 1 ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2566 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 4 ก.ย. 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่นายพีระพันธุ์ ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และทำให้นางสุนงค์ ย่อมไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวก้าวก่าย หรือดำเนินการใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้น หรือผู้รับมอบฉันทะของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ได้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้นายพีระพันธุ์พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันที
ดังนั้น จากกรณีดังกล่าวมีประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ ที่ถือเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่มีลุ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” หาก “แพทองธาร ชินวัตร” ร่วงตกเก้าอี้ในวันที่ 29 ส.ค.68 จากกรณี “คลิปเสียง” สะท้านชายแดน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี