วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569
18 มกราคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์กล่าวถึงเหตุการณ์เครนก่อสร้างในประเทศถล่มจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ระบุว่า
ทำไม? เครนไม่ถล่มในญี่ปุ่นแต่ถล่มในไทย
ญี่ปุ่นก็สร้างรถไฟความเร็วสูง ทางด่วน รถไฟฟ้า หลายโครงการพร้อมกัน ใช้เครนจำนวนมาก ทำงานแข่งกับเวลาไม่ต่างจากเรา แต่แปลกไหม… ข่าวเครนถล่มในญี่ปุ่นแทบไม่เคยปรากฏ ขณะที่ในไทย เราเห็นภาพเดิมซ้ำๆ เครนล้ม คนเจ็บ คนตาย แล้วก็เงียบ
ผมเขียนบทความนี้จากประสบการณ์ตรง เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่น เคยพักในอพาร์ตเมนต์ของบริษัทผู้รับเหมาญี่ปุ่น เคยทำงานกับวิศวกรญี่ปุ่นจริงๆ
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำกว่า แต่คือ “วิธีคิดต่อความเสี่ยง” ต่างกัน ญี่ปุ่นป้องกันก่อนสูญเสีย ไทยเยียวยาหลังสูญเสีย เมื่อฐานคิดต่างกัน ผลลัพธ์จึงต่างกัน
1. ญี่ปุ่นมองอุบัติเหตุอย่างไร?
ญี่ปุ่นไม่มองอุบัติเหตุว่าเป็นเรื่องซวย เป็นความสะเพร่าของคนงาน หรือเป็นเรื่องดวง และไม่ใช่เรื่องที่ “ขอแสดงเสียใจแล้วก็จบ” แต่เขามองว่าอุบัติเหตุเป็นความล้มเหลวของระบบ ถ้าเกิดขึ้น แปลว่าระบบออกแบบมาพลาด ไม่ใช่แค่ “ใครคนใดคนหนึ่งผิด” ถ้าไม่แก้ระบบ ความผิดพลาดเดิมจะเกิดซ้ำกับคนใหม่เสมอ
2. แล้วไทยล่ะ?
ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง ภาพที่เราเห็นคือ คนงานบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การแสดงความเสียใจ และการเยียวยาตามระเบียบ ที่เห็นชัดก็คือ ความปลอดภัยในไทยมักถูกพูดถึงหลังมีคนตายแล้ว
จากนั้น… เข้มงวดชั่วคราว ตรวจชั่วคราว ออกข่าว แล้วทุกอย่างก็กลับไปเหมือนเดิม
3. ทำไมญี่ปุ่น “ป้องกันก่อนสูญเสีย” ได้จริง?
เพราะเขาทำสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น
(1) ทำงานเป็นระบบ เป็นทีม ไม่มี “ศิลปินเดี่ยว” ที่ใครพลาดจะต้องรับกรรม
(2) ก่อนเริ่มงานทุกเช้าต้องมี Morning Briefing คุยความเสี่ยงก่อนทำงานเสมอ
(3) ก่อสร้างตามแบบอย่างเข้มงวด ไม่ลดสเปก ไม่ดัดแปลงหน้างาน
(4) ใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน เพราะต้นทุนความปลอดภัยถูกกว่าต้นทุนอุบัติเหตุเสมอ
(5) ไม่โทษดวง ไม่โทษคนงาน แต่ย้อนถามว่า ระบบเปิดช่องให้พลาดตรงไหน
(6) ไม่มีแนวคิด “ค่อยไปเสี่ยงเอาหน้างาน”
(7) ถ้าเกิดเหตุ เพียงแค่ “เฉียดอุบัติเหตุ” จะต้องหยุดงานทันที วิเคราะห์หาสาเหตุ และแก้ไขก่อนทำงานต่อ
ซ้อมรับมืออุบัติเหตุเป็นกิจวัตร ไม่รอให้เกิดจริงแล้วค่อยเรียนรู้จากศพ
(9) อุปกรณ์เซฟตี้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ถ้างานเสี่ยงต้องใช้เครื่องจักรแทนคน โดยไม่มีคำถามว่า “คุ้มไหม?”
(10) ระบบประมูลไม่มี “เงินทอน” ทำให้มีงบสำหรับความปลอดภัยอย่างเพียงพอ
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ในทางปฏิบัติ รายละเอียดยังมีมากกว่านี้อีกมาก
4. บทสรุปที่หลายคนอาจไม่ยอมรับ
ญี่ปุ่นไม่ได้เก่งกว่าเรา แต่เขาจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้คนตัวเล็กต้องเสี่ยงแทนระบบ เขาออกแบบทุกอย่างให้เกิดความผิดพลาดยากตั้งแต่ต้น ถ้าพลาด ระบบต้องรับ ไม่ใช่คนงานรับ ระบบครอบคลุมตั้งแต่กฎหมาย ความรับผิดชอบ วัฒนธรรมการทำงาน ไปจนถึงวิธีคิดของผู้บริหารโครงการ
เมื่อบอกว่า “ระบบต้องรับผิด” ไม่ได้หมายความว่า “คนไม่ต้องรับผิด” คนทำผิดยังต้องถูกลงโทษ หากฝ่าฝืนกฎ เจตนาละเมิด หรือสั่งให้ผู้อื่นเสี่ยงทั้งที่รู้ว่าอันตราย แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นทำต่างจากเราคือ เขาไม่หยุดแค่การลงโทษคน เขาย้อนกลับไปแก้ที่ “ระบบ” เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดแบบเดิมเกิดซ้ำกับคนรุ่นถัดไป
5. คำถามทิ้งท้าย
ถ้าเราไม่อยากเห็นข่าว “เครนถล่มครั้งต่อไป” คุณคิดว่า ประเทศไทยควรเริ่มเปลี่ยนจากจุดไหนก่อน?
กฎหมาย?
ระบบประมูล?
ผู้รับเหมา?
วัฒนธรรม “เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยแก้”?
หรือการเลิกโทษคนตัวเล็ก แล้วหันมาแก้ระบบจริงๆ?
คอมเมนต์ได้เต็มที่ โพสต์นี้ตั้งใจให้ถกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้ตั้งใจให้เงียบครับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี