ชนะทุกโพล แต่แพ้ในคูหา? อ.อุ๋ย ชำแหละ ปชน. เมื่ออุดมการณ์ปะทะกับความจริง

ชนะทุกโพล แต่แพ้ในคูหา? อ.อุ๋ย ชำแหละ ปชน. เมื่ออุดมการณ์ปะทะกับความจริง

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.53 น.

23 กุมภาพันธ์ 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อ.อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ชนะทุกโพล แต่แพ้ในคูหา?” : เมื่ออุดมการณ์พรรคประชาชน ปะทะกับความจริงของวัฒนธรรมท้องถิ่นนิยมแบบไทยๆ

โดย อ.ประพฤติ ฉัตรประภาชัย


หลังเลือกตั้งปี 2569 นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ สรุปบทเรียนของพรรคประชาชนว่า “ชนะทางความคิด แต่แพ้เพราะพื้นที่” และประกาศเดินหน้าสร้างเครือข่ายอาสาสมัครให้ครบทุกหมู่บ้าน คำอธิบายนี้ฟังดูตรงไปตรงมา และในเชิงโครงสร้างก็มีเหตุผล เพราะการเมืองไทยยังเป็นระบบแบ่งเขต ใครมีฐานในพื้นที่แน่นกว่า ก็ได้เปรียบกว่า

ส่วนคำว่า “ชนะทางความคิด” คุณเท้งน่าจะหมายความว่า พรรคสามารถครองวาระสาธารณะได้ คนจำนวนมากเห็นด้วยกับแนวคิด นโยบาย หรือท่าทีทางการเมือง โดยชี้วัดจากคะแนนบัญชีรายชื่อหรือกระแสออนไลน์แต่ปัญหาคือ ความนิยมในภาพใหญ่ ไม่ได้แปลว่าจะชนะในระดับตำบลหรือหมู่บ้านเสมอไป เพราะสนามจริงของการเลือกตั้งคือความไว้เนื้อเชื่อใจระยะยาว ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการทำงานกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

จากบทสัมภาษณ์หลังถอดบทเรียน หัวหน้าเท้งยอมรับเองว่าที่ผ่านมา “ทำพื้นที่เชิงรุกยังไม่พอ” และจะตั้งเครือข่ายอาสาสมัครประชาชนเพื่อเชื่อมกับคนในพื้นที่ให้มากขึ้น นี่ถือเป็นการปรับยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และพยายามทำให้สังคมเห็นว่า การลงพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเท่ากับการเมืองแบบอุปถัมภ์เดิม

แต่โจทย์ที่ยากกว่านั้นคือ เนื้อหาอุดมการณ์บางด้านของพรรคเองก็อาจเป็นอุปสรรคในบางพื้นที่ เช่น พรรคและบุคคลที่เกี่ยวข้องเคยมีจุดยืนวิพากษ์สถาบันหลักของชาติอย่างรุนแรงในหลายประเด็น วิจารณ์บทบาทกองทัพ หรือแสดงท่าทีตั้งคำถามต่อค่านิยมบางอย่างของสังคมไทย เช่น วัฒนธรรมการกราบไหว้ ระบบอาวุโส หรือการเรียกลุงป้าน้าอา

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในมุมเสรีนิยมอาจเป็นเรื่องความเท่าเทียม แต่ในสายตาคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะต่างจังหวัดหรือชุมชนดั้งเดิม อาจถูกมองว่าพรรคไม่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น

นี่คือความท้าทายจริง ๆ ของการทำพื้นที่เชิงอุดมการณ์ในสังคมไทย เพราะพื้นที่ไม่ใช่แค่แผนที่ แต่เป็นพื้นที่ของความรู้สึก ความเคารพ และสัญลักษณ์ การจะไปสร้างฐานเสียง จึงไม่ใช่แค่เอานโยบายดี ๆ ไปเสนอ แต่ต้องทำให้คนรู้สึกว่า “พรรคนี้เข้าใจเรา” และ “ไม่ดูแคลนสิ่งที่เราให้คุณค่า”

ดังนั้น คำว่า “แพ้เพราะพื้นที่” อาจถูกต้องครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งคือ การทำให้อุดมการณ์เข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทยได้ ถ้าพรรคสามารถอธิบายได้ว่า แนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ หรือการปฏิรูป ไม่ได้ทำลายสถาบันหลักของชาติหรือค่านิยมดั้งเดิมที่ดีงาม แต่ต้องการทำให้ระบบโดยรวมดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ก็อาจลดแรงต้านได้

สรุปคือ พรรคประชาชนเข้าใจปัญหาเชิงพื้นที่แล้ว แต่ความท้าทายต่อไปไม่ใช่แค่ตั้งอาสาสมัครเพิ่ม หากคือการทำให้อุดมการณ์เดินคู่กับวัฒนธรรมไทยได้อย่างกลมกลืน โดยไม่เสียหลัก และไม่ตัดขาดจากคนฐานราก นั่นต่างหากคือโจทย์ใหญ่กว่าคำว่า “ชนะทางความคิด” เสียอีก

ด้วยความปรารถนาดี

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top