วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
จากคอกควายสู่คลาสบัญชี CIBA-DPU “แนม-ซุ้มหนองเขิน” กับภารกิจสืบสานมรดก 140 ปี ให้เติบโตอย่างมืออาชีพ
ช่วงเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดชลบุรี เป็นช่วงที่ท่องเที่ยวกำลังพีคในช่วงต้นฤดูหนาว และนอกจากลมหนาวจะพัดไล่ฝน เปิดทางให้ตะกอนจมตัวลงจนน้ำทะเลสวยใส ปีนี้ที่หนองบอนแดงในงานประเพณีวิ่งควาย หนึ่งในงานประเพณีทางวัฒนธรรมที่ถือว่าเป็นระดับชาติ ซึ่งในงานนี้มี ‘นักศึกษาหญิงคนรุ่นใหม่’ ปรากฏกายควบคุมสัตว์ตัวใหญ่ สะกดสายตาคนทั้งงานให้หยุดมอง
เธออยู่ในชุดนักศึกษา เดินจูงควายตัวยักษ์เข้าสังเวียนด้วยท่าทีทะมัดทะแมง ดูเชี่ยวชาญการดูแลสัตว์ ไม่แพ้ออร่าที่สดใส
และ เธอไม่ใช่แค่สีสันของงาน แต่เธอคือ “ผู้ชนะ” บนสังเวียนที่เป็นตำนานมานานกว่า 140 ปี
“จริงๆ หนูกลัวควายด้วยซ้ำ” นักศึกษาสาวจากตำบลหนองชากวัย 21 ปี อธิบายตัวเองพร้อมส่งเสียงหัวเราะให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะกลายมาเป็นดาวเด่นที่คนในพื้นที่รู้จักในชื่อ “น้องแนม ซุ้มหนองเขิน” หรือ “จิรภิญญา ศรจันทร์” นักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรการบัญชีดิจิทัล วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) คนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันกำลังใช้ความรู้ด้านการบัญชีดิจิทัลมาบริหาร เพื่อยกระดับมรดกของบรรพบุรุษให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักล้าน

กลัวก่อน-รักทีหลัง แล้วความเข้าใจทำให้ไปต่อ
ความทรงจำแรกของเธอกับ ‘ยักษ์ใหญ่สี่เท้า’ ที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลานั้น เต็มไปด้วยความประหม่า ในสายตาเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง สิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดคือ การเดินเลี่ยงและรักษาระยะห่างเอาไว้เพื่อรักษาความปลอดภัยเสมอมา
แต่ด้วยความที่เติบโตมาในบ้านที่ทำฟาร์มควายประกวดกว่า 30 ตัว การเห็นพ่อและแม่ทุ่มเทดูแลสัตว์เหล่านี้มาตลอดชีวิต นำแนมไปสู่ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถึงขั้นที่เพื่อนๆ ตั้งฉายาให้เธอว่า “มาเฟียวงการควาย” เพราะเธอมักเลือกอยู่เฝ้าคอกควาย มากกว่าการไปใช้ชีวิตวัยรุ่นตามห้าง
“มันเหมือนน้ำหยดลงหินทุกวัน มันก็กร่อนนะคะ ด้วยความที่เป็นประเพณีของจังหวัดชลบุรีที่มีมานานกว่า 140 ปี และเราต้องเจอเขาอยู่ทุกวัน เห็นคุณพ่อคุณแม่ดูแลเขามาตลอด จนกลายเป็นความผูกพันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แนม อธิบาย
จากความคุ้นชิน ขยับขยายกลายเป็นความรัก และความเข้าใจ แนมเริ่มเปลี่ยนจาก "คนนอก" มาเป็น "คนดูแล" จนพบว่า ควายที่บ้านแท้จริงนั้นเชื่องและขี้อ้อนกว่าที่คิด
การอยู่ใกล้ชิดยังทำให้แนมมองควายประกวดไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงแบบปศุสัตว์ทั่วไป แต่คือ “ศิลปะที่มีลมหายใจ” ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง ซึ่งการจะรักษาศิลปะนี้ให้คงอยู่ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป เธอต้องมีมากกว่าแค่ความรัก แต่ต้องมีศาสตร์ในการจัดการที่แม่นยำเพื่อปกป้องมรดกชิ้นนี้ให้คงอยู่

จัด Portfolio ควาย ด้วย ‘บัญชีดิจิทัล’
เมื่อคิดได้ดังนั้น แนมจึงตัดสินใจเติมศาสตร์ที่ขาดด้วยการเข้าเรียนในหลักสูตรบัญชีดิจิทัล CIBA-DPU เพื่อนำความรู้มาบริหารมรดกครอบครัวผ่านเลนส์ของนักลงทุน โดยมีหลักสูตร Fast Track เป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะสามารถเทียบโอนและใช้เวลาเรียนต่อไม่นานก็จบ เหมาะสำหรับคนอย่าง แนม ที่มีฟาร์มและภารกิจรออยู่ที่บ้าน เนื่องจากเวลาคือสิ่งล้ำค่า
“หนูเลือกเรียนบัญชีดิจิทัลที่ DPU เพราะที่นี่มีหลักสูตร Fast Track ที่เทียบโอนแล้วเรียนต่อ ซึ่งตอบโจทย์หนูมากเพราะหนูอยากรีบกลับไปช่วยงานที่บ้าน เพราะการเรียนบัญชีทำให้เราเห็นภาพทางการเงินที่ชัดเจนมากขึ้น เราสามารถนำความรู้มาวางแผนการเงินได้จริง ว่าเงินที่ลงทุนไปกับค่าอาหารบำรุงหรือนมข้าวที่ซื้อให้เขากินก่อนออกประกวด พอเทียบกับเงินรางวัลและมูลค่าของควายที่เพิ่มขึ้นมันคุ้มค่าแค่ไหน” แนม เล่า
การคำนวณของแนมไม่ได้หยุดอยู่ที่บัญชีรายรับ–รายจ่าย แต่คือการอ่าน “Data” ของควายประกวดให้เหมือนกับการอ่านงบกำไรขาดทุน ตั้งแต่รูปร่าง สรีระ ไปจนถึงสายเลือดที่สามารถต่อยอดเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้ ราคาจึงเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน
“ในวงการเราไม่มองที่น้ำหนัก แต่มองที่รูปร่าง ขาใหญ่ เขาสวย ยิ่งเราเลี้ยงให้สมบูรณ์มากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งสูงขึ้น ต่ำสุดก็ประมาณ 4-5 หมื่นบาท แต่ถ้าเป็นควายประกวดระดับท็อป ราคาหลักล้านก็มีให้เห็นค่ะ” แนมขยาย นอกจากนี้ยังแยกแยะให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่าง “ควายวิ่ง” กับ “ควายประกวด” ต้องการการดูแลและต้นทุนที่ต่างกัน
“ถ้าเป็นควายวิ่ง เขาจะดูที่เหล่าพ่อแม่ ดูความคล่องตัว ขาต้องแบบนี้ แต่ถ้าเป็นควายประกวด จะดูที่ความสวยงาม สรีระ ขาใหญ่ มีเขาสวยงาม เราต้องรู้ว่าตัวไหนควรดันไปทางไหน”

โมเดลลิ่งบ้านทุ่ง
ในสนามแข่งขันควายสวยงาม ความงามไม่ใช่เพียงเรื่องของโชคชะตา แต่มันคือ "ศาสตร์" ของการบริหารจัดการที่แนมนำมาปรับใช้ราวกับเป็นโมเดลลิ่งระดับมืออาชีพที่กำลังเตรียมส่ง "ลูกสาว-ลูกชาย" เข้าสู่วงการ
ภาพที่ชาวบ้านเห็นจนชินตาคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คอยประคองสายตะพายจูงยักษ์ใหญ่ตั้งแต่ 6 โมงเช้า นำควายขึ้นจากคอกมาล้างตัวก่อนพาสมาชิกสี่เท้าออกไปเดินกินหญ้า ต่อด้วยการ "นอนน้ำ" เพื่อผ่อนคลายความร้อนในช่วงบ่าย วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะในช่วงใกล้ถึงการประกวด
“การพาควายลงประกวดเราต้องซ้อมเขาแบบโมเดลเลย คือเราต้องฝึกให้เขายืนให้นิ่งที่สุด มีการฝึกจับจังหวะให้เขายกหัว หรือการเหยียดขาให้ได้องศาที่สวยงามเพื่อโชว์สรีระที่สมบูรณ์ที่สุดออกมา เพราะต่อให้พ่อ-แม่พันธุ์ดีแค่ไหน แต่ถ้าควายตื่นสนามจนยืนไม่ได้ ก็จะถูกหักคะแนนและเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย”
การฝึกยังไม่ได้จบแค่ท่าทาง แต่ลามมาถึงอาหารด้วย เพราะถ้าจะเอาควายขึ้นเวทีแล้วขึ้นเป็นหนึ่งใน 300 กว่าตัว หญ้าอย่างเดียวไม่พอ “เราต้องดูแลโภชนาการทั้งการขุนและบำรุงด้วยนมข้าว” แนม อธิบายทั้งหมดนี้เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์ที่สุด
เพราะเมื่อก้าวขึ้นสู่สังเวียน สายตาของกรรมการจะพิจารณาทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่ความสูงในรุ่นใหญ่ที่ต้องได้ 165 เซนติเมตรขึ้นไป หน้าผากที่ต้องกว้าง ผิวพรรณที่ต้องผ่องใส ไปจนถึงรายละเอียดที่เล็กที่สุดอย่างลักษณะหาง เล็บเท้า หรือแม้กระทั่งฟัน
และหนึ่งในความภาคภูมิใจสำหรับแนมคือ “เจ้าจุ่น” หรือที่สื่อรู้จักกันในชื่อ “ป่าอ้อย” ควายสวยงามวัย 2 ปี ที่สามารถคว้าแชมป์รุ่นใหญ่มาครองได้สำเร็จในงานประเพณีที่ผ่านมา

ก้าวต่อไป 'หนองเขิน’ พรีเมียร์
ปัจจุบันแนมเหลือเวลาอีกเพียงปีเดียวก็จะจบการศึกษาและก้าวเข้าสู่พิธีประสาทปริญญาบัตร ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของเธอไม่ใช่เพียงการคว้าใบปริญญา แต่คือการนำองค์ความรู้จากห้องเรียนกลับไปยกระดับ “ซุ้มหนองเขิน” ธุรกิจฟาร์มควายของครอบครัวให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ที่มืออาชีพยิ่งขึ้น
โดยหัวใจสำคัญที่แนมตั้งเป้าไว้ คือการผลักดันให้ควายในฟาร์มมีมูลค่าสูงขึ้นผ่านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เรื่องของโภชนาการไปจนถึงการดูแลที่มุ่งเน้นให้ควายมีขนาดตัวที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสร้างแต้มต่อและโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่กว้างและหลากหลายกว่าเดิม
“สิ้นปีนี้หนูก็จบแล้วค่ะ ก้าวต่อไปในเดือนสิงหาคมคือการฝึกงาน ต้องขอขอบคุณคณาจารย์บัญชี หลักสูตรบัญชีที่ CIBA-DPU ที่ใส่ใจและพยายามหาบริษัทที่เหมาะกับตัวตนเราจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นงานสอบบัญชีหรืองานบัญชีบริหาร เพราะเป้าหมายของหนูคือการกลับไปทำให้ราคาควายที่บ้านสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็น โดยใช้ระบบบัญชีเข้ามาช่วยจัดการฟาร์มให้เป็นมืออาชีพ”
แนมยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจและรอยยิ้มว่า “ถึงแม้เรียนจบและมีงานทำแล้ว หนูก็จะไม่ทิ้งอาชีพของบรรพบุรุษแน่นอน หนูพร้อมจะสานต่อสิ่งนี้ต่อไป เพราะมันคือความภาคภูมิใจและเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีชลบุรีบ้านเราค่ะ”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี