วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569
เอ็ดดี้ อัษฎางค์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
วิกฤตน้ำมัน 2569 เมื่อความกลัวชนะข้อเท็จจริง
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับราคาน้ำมันทุกชนิดขึ้น 6 บาท/ลิตร กลางดึก ส่งผลให้ดีเซลพุ่งสู่ 38.94 บาท/ลิตร ทันที ภาพที่ตามมาคือคิวรถยาวเหยียดหน้าปั๊มเพื่อเติมก่อนราคาเปลี่ยน ซ้ำรอยสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดสามสัปดาห์ก่อนหน้า
แต่ก่อนจะตัดสินว่าใครผิดใครถูก ผมชวนอ่านวิกฤตรอบนี้ผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์สามชั้น เพราะปัญหาจริงไม่ได้มีสาเหตุเดียว
______________________________________________
ชั้นที่ 1: Supply Shock จากนอกประเทศ
ต้นทางของทุกอย่างคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอล–อิหร่าน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก และคือ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ไทยนำเข้า
ราคาดีเซลสิงคโปร์กระชากจาก 198 เหรียญ/บาร์เรล ขึ้นสู่ 242 เหรียญ/บาร์เรลภายในสัปดาห์เดียว นี่คือ external shock ที่ไม่มีนโยบายในประเทศใดสร้างขึ้น
ชั้นแรกนี้สำคัญมากเพราะทำให้การวิจารณ์รัฐบาลที่ว่า “สร้างปัญหาเอง” ขาดความสมบูรณ์หากไม่นับรวมแรงกระแทกจากภายนอกที่เกิดก่อน
______________________________________________
ชั้นที่ 2: Panic Buying — ความกลัวที่เดินเร็วกว่าข้อเท็จจริง
ณ วันที่ 11 มีนาคม 2569 อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเปิดเผยว่าไทยมีน้ำมันสำรองพอใช้ ไม่น้อยกว่า 95 วัน โดยแยกเป็นน้ำมันในประเทศ 39–40 วัน และที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วอีก 26 วัน ตัวเลขที่ระบบปกติไม่น่าจะเกิดปัญหา
แต่ประชาชนไม่เชื่อ
บนโซเชียลมีเดีย ระหว่างวันที่ 1–19 มีนาคม เพียงสามสัปดาห์ มีการพูดถึงวิกฤตนี้ถึง 103 ล้านเอนเกจเมนต์จาก 314,000 ข้อความ แฮชแท็ก #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด สร้างการมีส่วนร่วมกว่า 5 ล้านครั้ง ความกลัววิ่งเร็วกว่าข้อมูลที่รัฐพยายามสื่อสาร
ผลที่ตามมาคือปริมาณการเติมน้ำมันพุ่งขึ้น ประมาณ 3 เท่า จนระบบขนส่งไปยังสถานีบริการ โดยเฉพาะปั๊มอิสระที่ซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ ไม่ทันกับความต้องการ ปั๊มในบางพื้นที่เช่นเบตงหมดภายในสองชั่วโมงหลังเปิด ภาพเหล่านั้นยิ่งซ้ำเติม Panic Buying ในพื้นที่อื่น ตามตรรกะของ Availability Cascade เมื่อเห็นบางแห่งขาด ก็แห่ไปกักก่อนที่ที่อื่นจะขาดตาม
ตรงนี้คือบทเรียนคลาสสิก: วิกฤตข้อมูลอาจสร้างวิกฤตวัตถุได้ แม้ของยังมีอยู่
______________________________________________
ชั้นที่ 3: Price Ceiling และผลข้างเคียงที่รัฐไม่ตั้งใจสร้าง
ก่อนการปรับราคาในคืน 25 มีนาคม รัฐบาลตรึงราคาดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาตลอด โดย ณ จุดสูงสุด กองทุนชดเชยดีเซลถึง 19.12 บาท/ลิตร หรือเกือบ 1,700 ล้านบาทต่อวัน และสะสมติดลบรวมกว่า 35,000–38,000 ล้านบาท
นโยบายนี้มีเหตุผลในเชิงมนุษยธรรม ป้องกันไม่ให้ค่าครองชีพระเบิดทันที แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือสิ่งที่เศรษฐศาสตร์เรียกว่า Binding Price Ceiling ซึ่งทำให้เกิด…
1) ปัญหาสองตลาด: ส่วนต่างระหว่างราคาปลีกกับราคาค้าส่งในบางช่วงอยู่ที่ราว 11 บาท/ลิตร จูงใจให้รถบรรทุกอุตสาหกรรมหันมาเติมปั๊มทั่วไปแทนการสั่งซื้อจากระบบค้าส่ง เพิ่มความดีมานด์ในช่องทางที่ระบบออกแบบไว้สำหรับผู้บริโภคทั่วไป
2) แรงจูงใจลักลอบส่งออก: ก่อนปรับราคา ดีเซลไทยที่ 32.94 บาทถูกกว่ามาเลเซีย (45.27 บาท) ลาว (64.14 บาท) และเวียดนาม (47.16 บาท) อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลเองยอมรับว่าส่วนต่างนี้เปิดแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำออกนอกประเทศ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องปรับราคาครั้งนี้
3) กองทุนกำลังล้ม: ภาระที่สะสม 1,700 ล้านบาท/วัน ทำให้กองทุนไม่สามารถรักษาเสถียรภาพได้ต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าการตรึงราคาเป็นมาตรการที่มีขีดจำกัดชัดเจนจากสุขภาพการคลัง
สรุปชั้นที่ 3 ให้ตรงที่สุด: รัฐไม่ได้ “สร้าง” วิกฤตด้วยตัวเอง แต่การตรึงราคานานเกินไปโดยไม่มีมาตรการคุม demand และการกระจายน้ำมันที่รัดกุมเพียงพอ ได้ซ้ำเติมความบิดเบือนของตลาดจนกลายเป็นไฟที่ลามเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
______________________________________________
ดับไฟเฉพาะหน้า หรือจัดระเบียบตลาด?
รัฐบาลทำหลายอย่างถูกต้อง ตรึงราคาในช่วงแรกเพื่อซื้อเวลา สั่งงดส่งออกน้ำมัน ตรวจเข้มการกักตุน และเริ่มรายงานสต็อกรายวัน แต่ในมุมการออกแบบนโยบายเชิงระบบ ยังมีช่องว่างที่ต้องปิด
1. จากการประกาศว่ามี สู่การพิสูจน์ว่ามี
รัฐบาลประกาศซ้ำๆ ว่ามีน้ำมันสำรอง 95–100 วัน แต่ประชาชนไม่ปักใจเชื่อ เพราะไม่มีหลักฐานที่จับต้องได้ สิ่งที่ควรทำคือเปลี่ยนการสื่อสารจาก “บอกว่ามี” เป็น แดชบอร์ดสาธารณะแสดงระดับสต็อกรายจังหวัดแบบ real-time เพราะเมื่อคนไม่เห็นข้อมูล เขาจะตัดสินใจด้วยความกลัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
2. อุดหนุนให้ตรงกลุ่ม ไม่ใช่กดราคาทั้งกระดาน
การชดเชยเฉลี่ย 19 บาท/ลิตรให้ทุกคนเท่ากันคือการอุดหนุนที่ไม่มีประสิทธิภาพทางการคลัง เพราะรถยนต์ราคาแพงได้รับประโยชน์เท่ารถกระบะชาวบ้าน IEA ยืนยันชัดว่ามาตรการช่วยเหลือ “แบบเจาะกลุ่ม” มีความยั่งยืนและประสิทธิผลกว่าการอุดหนุนกว้าง ควรเน้นภาคประมง ขนส่งสาธารณะ เกษตรกร และครัวเรือนรายได้น้อย ไม่ใช่ทำให้น้ำมันถูกสำหรับทุกคนเท่ากัน
3. จัดลำดับความสำคัญการใช้น้ำมันในภาวะฉุกเฉิน
ในช่วงวิกฤต น้ำมันควรถูกกันไว้ก่อนสำหรับรถพยาบาล กู้ภัย ขนส่งอาหาร และภาคการผลิตที่จำเป็น การซื้อใส่แกลลอนหรือเติมเกินความจำเป็นควรถูกจำกัดชั่วคราวอย่างเจาะจง ไม่ใช่ปันส่วนทั้งประเทศ เพราะการปันส่วนกว้างเกินไปจะยิ่งขยายความตื่นตระหนก
4. มาตรการลด Demand ทันที 30–45 วัน
แทนที่จะหวังพึ่งแต่การอุดหนุนราคา ควรเดินหน้ามาตรการลดดีมานด์แบบนุ่มนวลพร้อมกัน เช่น ส่งเสริม WFH ในองค์กรขนาดใหญ่ เพิ่มความถี่ขนส่งสาธารณะ และเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ รัฐบาลเริ่มในทิศทางนี้แล้วกับข้าราชการ แต่ยังขยายได้กว้างกว่านี้
5. ปล่อยสำรองเป็นขั้นบันได ไม่ใช่ตัดสินใจตามแรงกดดันสาธารณะ
ต้องกำหนด trigger ชัดเจนล่วงหน้าว่าเมื่อใดจึงปล่อยสำรองเพิ่ม เช่น เมื่อสต็อกจังหวัดต่ำกว่าเกณฑ์กำหนด หรือเมื่อระบบขนส่งสะดุดเกิน X วัน ไม่ใช่รอจนสถานการณ์สาธารณะร้อนแรงแล้วค่อยขยับ
6. ปฏิรูปโครงสร้างหลังไฟดับ
วิกฤตรอบนี้เปิดเผยความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ ไทยพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 1 ใน 3 ของการใช้พลังงานทั้งหมด และกองทุนน้ำมันเป็นกลไกเดียวที่ใช้รับมือทุกครั้ง ถึงเวลาที่ต้องสร้างระบบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ กระจายแหล่งนำเข้า และปฏิรูปกติกากองทุนน้ำมันให้ไม่ต้องแบกภาระเพียงลำพังในทุกวิกฤต
______________________________________________
ไม่มีผู้ร้ายคนเดียว แต่มีระบบที่ยังออกแบบไม่สมบูรณ์
การกักตุนไม่ใช่ปัญหาที่รัฐสร้างขึ้นล้วนๆ แต่รัฐก็มีส่วนซ้ำเติมโดยไม่ตั้งใจ วิกฤตรอบนี้เกิดจากสามแรงที่ชนกันพร้อมกันได้แก่ ช็อกอุปทานจากสงคราม ความตื่นตระหนกที่ขยายผ่านโซเชียล และกลไกราคาที่ตรึงนานจนเกิดแรงจูงใจบิดเบือนในตลาด
บทเรียนทางเศรษฐศาสตร์จึงไม่ใช่ว่า “รัฐไม่ควรแทรกแซง“ แต่คือ การแทรกแซงต้องสั้น ชัด ตรงกลุ่ม และมาพร้อมข้อมูลที่โปร่งใสพอให้ประชาชนไม่ต้องตัดสินใจด้วยความกลัว มิฉะนั้น ทุกวิกฤตรอบใหม่จะจบแบบเดิม: รัฐใช้เงินซื้อเวลา ประชาชนแห่เติมถังให้เต็ม และคิวหน้าปั๊มก็ยาวขึ้นเรื่อยๆ แม้น้ำมันในคลังยังมีอยู่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี