วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
3 เมษายน 2569 ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 28 กุมภาพันธ์ 2026 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง
เมื่อปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างกะทันหัน การโจมตีระลอกแรกไม่เพียงทำลายเป้าหมายทางทหารจำนวนมาก แต่ยังคร่าชีวิตผู้นำสูงสุดของอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคน
การตอบโต้จากอิหร่านเกิดขึ้นแทบจะทันที เป้าหมายไม่ใช่เพียงอิสราเอลเท่านั้น แต่รวมถึงฐานทัพสหรัฐ โครงสร้างพื้นฐานในรัฐอ่าวอาหรับ และเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก
เวลาผ่านไปกว่า 1 เดือน ความขัดแย้งที่เริ่มต้นจากการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ได้ขยายตัวยกระดับ โดยมีรัฐสมาชิกสภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ตุรกี จอร์แดน เลบานอน ไซปรัส และอาเซอร์ไบจานเข้าไปพัวพัน พร้อมกับความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความรุนแรงของสงครามครั้งนี้คือ การคำนวณทางยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันของ 3 ผู้เล่นหลัก ทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีภาพจบของสงครามไม่เหมือนกันเลย
1. สหรัฐฯ: อำนาจทหารมากล้น แต่เวลาทางการเมืองจำกัด
สำหรับสหรัฐอเมริกา การเข้าร่วมโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอลได้เปลี่ยนการเผชิญหน้าที่ค่อนข้างจำกัดวงในอดีต ให้กลายเป็นวิกฤตระดับภูมิภาคอย่างน่าตกใจ
แม้สหรัฐจะมีศักยภาพทางทหารเหนือกว่าอย่างท่วมท้น แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือ เวลาและความอดทนทางการเมืองภายในประเทศหากสงครามยืดเยื้อ ดูได้จากการลุกฮือชุมนุมประท้วงของชาวอเมริกันหลายล้านคนในช่วงที่ผ่านมา
รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเหตุผลหลายประการในการโจมตีอิหร่าน ตั้งแต่การหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ ไปจนถึงเป้าหมายที่ทะเยอทะยานที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
แต่ประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่ได้พิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่าการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวแทบไม่เคยทำให้รัฐบาลที่ฝังรากลึกล่มสลายลงไปอย่างง่าย ๆ
สิ่งที่สหรัฐฯ ดูเหมือนกำลังทำคือการเดินตามยุทธศาสตร์ของอิสราเอล นั่นคือปลิดชีพผู้นำและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารอย่างต่อเนื่อง
ทำลายศักยภาพรัฐและหวังว่าความกดดันจะจุดชนวนความแตกแยกภายใน
ในมุมมองของสหรัฐ ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ในช่วงเริ่มต้นสงครามมี 3 แบบ
1. ระบอบอิหร่านล่มสลาย
2. กองทัพก่อรัฐประหาร
3. ประชาชนลุกฮือจนเกิดรัฐบาลใหม่ที่พร้อมเจรจา
แต่ปัญหาคือระบอบอิสลามของอิหร่านได้พิสูจน์แล้วว่ามีความสามารถในการเอาตัวรอดสูงมาก เพราะผ่านทั้งสงครามครั้ง ผ่านทั้งการคว่ำบาตรและการประท้วงครั้งใหญ่ตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญ การสังหารผู้นำสูงสุดนั้น นอกจากจะไม่ได้ทำให้ระบบอ่อนแอลง ยังทำให้ประชาชนเกิดเอกภาพภายใต้การนำของกลุ่มสายแข็งที่รวมอำนาจแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม
2. อิสราเอล: เป้าหมายที่ไกลกว่านิวเคลียร์
แม้สหรัฐจะเป็นมหาอำนาจทางทหาร แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์จำนวนมาก อิสราเอลคือผู้ออกแบบยุทธศาสตร์ของสงครามครั้งนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นโยบายของอืสราเอลชัดเจนเสมอคือ ต้องไม่ปล่อยให้อิหร่านมีศักยภาพนิวเคลียร์
แต่การเริ่มต้นรุกรานอิหร่านในปี 2026 ดูเหมือนจะไปไกลกว่านั้นมาก เป้าหมายที่แท้จริงอาจเป็นการปรับโครงสร้างดุลอำนาจของตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค
ยุทธศาสตร์ของอิสราเอลมีสองทางเลือก
ทางเลือกที่หนึ่ง: โค่นล้มระบอบอิหร่าน
หากสงครามยังมีต้นทุนต่ำเพราะสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง อิสราเอลอาจต้องการยืดสงครามออกไป เพื่อทำลายโครงสร้างอำนาจของอิหร่านอย่างเป็นระบบ
การลอบสังหารผู้นำ การทำลายโครงสร้างทางทหาร การโจมตีศูนย์บัญชาการ และถล่มโจมตีเป้าหมายพลเรือน ล้วนมีเป้าหมายเดียวคือ ทำให้ระบอบปัจจุบันล่มสลาย
ความหวังคือการเกิดรัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับตะวันตก เป็นอิหร่านใหม่ที่จะเข้าร่วม Abraham Accords และอิหร่านที่เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ในภูมิภาค
ทางเลือกที่สอง: ทำให้อิหร่านล้มเหลวจากภายใน
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบ่งบอกว่าเอเออิสราเอลอาจสนใจผลลัพธ์อีกแบบหนึ่ง คือไม่ใช่อิหร่านที่เป็นพันธมิตร แต่คืออิหร่านที่อ่อนแอ แตกแยก และไร้เสถียรภาพ
ประเทศขนาด 90 ล้านคน หากตกอยู่ในภาวะโกลาหล จะส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาค ทั้งเรื่องคลื่นผู้อพยพจำนวนมหาศาล ความขัดแย้งชาติพันธุ์ และความไม่มั่นคงในรัฐเพื่อนบ้าน
ผลลัพธ์เช่นนี้จะทำให้ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์ ต้องหมกมุ่นกับปัญหาของตนเอง และเปิดพื้นที่ให้อิสราเอลรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว
3. อิหร่าน: สงครามเพื่อการอยู่รอด
สำหรับอิหร่าน สงครามปี 2026 ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แน่นอน แต่มันคือการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของระบอบการปกครอง และการปกป้องชาติ ศาสนา และอารยธรรม
การสูญเสียผู้นำสูงสุดและโครงสร้างทางทหารจำนวนมากทำให้อิหร่านตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
แต่การยอมจำนนโดยสมบูรณ์ก็ไม่ใช่ทางเลือก เพราะนั่นเท่ากับจุดจบของระบอบ
ดังนั้น อิหร่านจึงหันไปใช้ สงครามอสมมาตรเพื่อเพิ่มต้นทุนให้ฝ่ายตรงข้าม
ยุทธศาสตร์นี้ปรากฏชัดใน 2 แนวรบสำคัญ
โจมตีเศรษฐกิจพลังงานของอ่าวอาหรับ
อิหร่านเพิ่มการโจมตีโรงงานน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย โครงสร้างพื้นฐานก๊าซของกาตาร์ และเมืองสำคัญในรัฐ GCC
เป้าหมายคือทำให้เศรษฐกิจพลังงานโลกปั่นป่วน เพื่อกดดันให้ประเทศเหล่านี้เพิ่มแรงผลักดันให้สหรัฐฯ ลดระดับสงคราม
ใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธ เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันเกือบหนึ่งในสามของโลก
การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหรือประกาศพื้นที่เป็นเขตสงครามเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกได้ทันที
สงครามยืดเยื้อ: กลยุทธ์ของฝ่ายที่อ่อนแอกว่า
อีกยุทธศาสตร์หนึ่งของอิหร่านคือ การทำสงครามยืดเยื้อ
แนวคิดพื้นฐานคือระบบป้องกันทางอากาศของสหรัฐ อิสราเอล และพันธมิตร มีจำนวนจำกัด
ดังนั้น อิหร่านจึงยิงโดรนและขีปนาวุธระดับต่ำจำนวนมาก เพื่อบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพง
เมื่อคลังสกัดกั้นเหล่านี้หมดลง เมืองและโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคจะเปิดช่องให้ขีปนาวุธขั้นสูงของอิหร่าน
ยุทธศาสตร์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญข้อหนึ่งคือ เวลาอยู่ข้างอิหร่าน
เพราะในท้ายที่สุด ความเหนื่อยล้าทางการเมืองใอาของสหรัฐฯ อาจทำให้สหรัฐต้องมองหาทางออกจากสงคราม ซึ่งสภาวะสงครามปัจจุบันกำลังเดินทางไปในทิศทางนั้น
4. สงครามที่เสี่ยงหลุดการควบคุม
ปัญหาคือ ยุทธศาสตร์ของทั้งสามฝ่ายต่างมีความเสี่ยงสูง
1. การลอบสังหารผู้นำไม่ทำให้ระบอบล่มสลาย
2. สงครามยืดเยื้ออาจดึงผู้เล่นใหม่เข้ามา
และการโจมตีโครงสร้างพลังงานอาจทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน
เมื่อผู้เล่นหลายฝ่ายมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน สงครามจึงมีแนวโน้มหลุดออกจากการควบคุมได้ง่าย
หากความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ยุติลงอย่างรวดเร็ว ตะวันออกกลางอาจกำลังก้าวเข้าสู่การยกระดับความรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ปล. สรุปเอาไว้เพื่อนำเสนอที่กองบัญชาการกองทัพไทยเร็ว ๆ นี้
ภาพประกอบ: กาแฟเยเมนและนิ้วของผมเอง
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี