วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
9 เมษายน 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สมรภูมิพลิกขั้ว: วิเคราะห์ก้าวย่างแห่งยุทธศาสตร์ในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และกลศึกใต้เงาการหยุดยิง
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โลกต้องจารึกหน้าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งครั้งใหม่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทุกภูมิภาค เมื่อมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จับมือกับอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศครั้งมโหฬารภายใต้รหัส 'Operation Epic Fury' พุ่งเป้าโจมตีสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ปฏิบัติการที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นการ "เผด็จศึก" อย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นหล่มสงครามที่ลากยาว นำไปสู่การนองเลือด การสูญเสียความชอบธรรม และท้ายที่สุดคือการหยุดยิงที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
ข้อเขียนนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจเบื้องหลังฉากทัศน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ว่าแท้จริงแล้ว วัตถุประสงค์ที่ซ่อนอยู่คืออะไร มหาอำนาจพ่ายแพ้จริงหรือ และการหยุดยิงครั้งนี้คือสันติภาพชั่วคราว หรือเป็นเพียง "กลศึก" เพื่อรอวันปะทะที่รุนแรงกว่าเดิม
ปฐมบทแห่ง 'Operation Epic Fury' และวาระซ่อนเร้น
ฉากหน้าของการรุกรานในสัปดาห์แรก สหรัฐฯ ประกาศกร้าวถึงเป้าหมายสูงสุด นั่นคือการ "โค่นล้มระบอบปฏิวัติอิสลาม" แต่ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศแบบ Realpolitik ไม่มีสงครามใดที่เกิดขึ้นจากเหตุผลเดียว วัตถุประสงค์ของวอชิงตันสามารถแยกแยะได้ใน 3 มิติหลักที่ผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก
1. มิติด้านความมั่นคงและการทหาร: สกัดภัยคุกคามและตัดไฟแต่ต้นลม ข้ออ้างประการแรกคือ การชิงลงมือโจมตีก่อน (Pre-emptive Strike) สหรัฐฯ อ้างถึงภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์และฐานทัพของตนในตะวันออกกลาง เป้าหมายทางยุทธวิธีจึงมุ่งไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางการทหาร คลังขีปนาวุธ และตัดสายป่านการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน (Proxies) ทั่วภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเคยถูกโจมตีไปแล้วในสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 แต่ความหวาดระแวงว่าอิหร่านจะก้าวข้ามเส้นแดงในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ยังคงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่วอชิงตันใช้เป็นข้ออ้างอันชอบธรรม
2. มิติด้านการเมืองและสิทธิมนุษยชน: โอกาสจากรอยร้าวภายใน ความวุ่นวายภายในอิหร่านคือปัจจัยเร่ง การประท้วงครั้งใหญ่ ซึ่งบางรายงานวิเคราะห์ว่า เกิดขึ้นจากการสนับสนุนจากสหรัฐในรูปแบบของการสงครามนอกแบบ ในเดือนมกราคม 2026 ที่จบลงด้วยการปราบปรามอย่างนองเลือดและมีผู้เสียชีวิตนับพันคน เปิดช่องให้ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างความชอบธรรมในการแทรกแซง โดยให้คำมั่นว่าจะลงโทษผู้นำสูงสุด อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และปลดแอกประชาชน การใช้สิทธิมนุษยชนเป็นธงนำ ถือเป็นยุทธวิธีคลาสสิกในการแสวงหาแนวร่วมจากประชาคมโลก
3. มิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ: ใครครองฮอร์มุซ คนนั้นครองโลก เร่ิมต้นจากความต้องการของสหรัฐในการเข้าไปครอบครองแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ของอิหร่าน แต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งที่ไม่อาจมองข้าม ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) คือเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก การที่อิหร่านถือไพ่เหนือช่องแคบนี้ เป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และพันธมิตร ปฏิบัติการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อบังคับให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือโดยเสรี ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองมองลึกไปถึง "วาระซ่อนเร้น" ของสหรัฐในการควบคุมแหล่งน้ำมันดิบมหาศาลของอิหร่าน และการสถาปนาให้อิสราเอลผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของตะวันออกกลางอย่างไร้เสี้ยนหนาม
เมื่อพญาอินทรีสะดุด ถอดรหัส "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์"
เหตุการณ์ดำเนินมาถึงเดือนเมษายน สหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการโค่นล้มระบอบได้ หนำซ้ำยังเกิดความสูญเสียต่อพลเรือนอย่างหนัก การโจมตีโรงเรียนสตรีและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะกลายเป็นตราบาป นำไปสู่การหยุดยิงในวันที่ 7-8 เมษายน ซึ่งสหรัฐฯ ต้องจำยอมนำเอา "10 ข้อเสนอของอิหร่าน" มาเป็นสารตั้งต้นในการเจรจา
ในโลกของสงครามยุคใหม่ (Modern Warfare) ชัยชนะไม่ได้วัดที่จำนวนทหารที่เสียชีวิต แต่วัดกันที่การบรรลุ "วัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์" (Strategic Objectives) ซึ่งเมื่อประเมินจากมาตรฐานนี้ สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับ "ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์" อย่างปฏิเสธไม่ได้:
ความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายสูงสุด: ระบอบอิหร่านยังคงอยู่รอด การที่สหรัฐฯ ไม่สามารถเผด็จศึกได้ตามกรอบเวลา สะท้อนถึงความผิดพลาดในการประเมินข่าวกรองและขีดความสามารถของข้าศึก
วิกฤตความศรัทธาและการสูญเสีย Soft Power: ภาพของพลเรือนที่เสียชีวิตทำลายภาพลักษณ์ "ตำรวจโลก" ของสหรัฐฯ ป่นปี้ การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศทำให้พันธมิตรอึดอัด และปลุกกระแสต่อต้านสหรัฐฯ (Anti-Americanism) ให้ลุกโชนทั่วตะวันออกกลาง ยังมิต้องพูดถึงสถานการณ์ในอนาคตที่โลกอาหรับอาจจะลดความไว้วางใจในด้านความมั่นคงต่อสหรัฐและ ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากเงินปิโตรดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ
การสูญเสียอำนาจต่อรองทางการทูต: การที่มหาอำนาจต้องกลืนน้ำลาย ยอมรับเงื่อนไข 10 ข้อที่เคยปฏิเสธมาตลอด สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถเป็นผู้ "กำหนดเงื่อนไข" (Dictate terms) ได้อีกต่อไป ต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศบีบให้วอชิงตันต้องยอมถอย
สัจธรรมของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare): กฎเหล็กของสงครามประเภทนี้คือ "กองทัพที่เหนือกว่าจะแพ้หากไม่สามารถชนะได้อย่างเด็ดขาด ส่วนรัฐที่อ่อนแอกว่าจะชนะเพียงแค่พวกเขาเอาชีวิตรอดได้" การยืนหยัดของอิหร่านจนบังคับให้เกิดการเจรจาได้ จึงถือเป็นชัยชนะทางการเมืองของเตหะราน
วิพากษ์กลศึก ถอดรหัสการหยุดยิงผ่าน 4 คัมภีร์พิชัยสงคราม
หากมองเพียงผิวเผิน นี่คือการล่าถอยของสหรัฐฯ แต่หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของพิชัยสงครามระดับปรมาจารย์ การหยุดยิง 2 สัปดาห์ และการนำเรื่องการหยุดสงครามในเลบานอนมาเป็นข้อต่อรอง ถือเป็น "สงครามชิงไหวชิงพริบในห้วงยามเปลี่ยนผ่าน" ที่ลึกล้ำยิ่งนัก
1. พิชัยสงครามซุนวู (Sun Tzu's Art of War): "การสงครามคืออุบายหลอกลวง" ซุนวูกล่าวว่า "จงแสร้งทำเป็นอ่อนแอ เพื่อให้ศัตรูประมาท" การที่สหรัฐฯ ยอมเจรจา อาจไม่ใช่การจำนน แต่เป็น กลลวงเชิงยุทธศาสตร์ ช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้คือนาทีทองในการประเมินความเสียหาย ซ่อมบำรุง และจัดระเบียบกองทัพใหม่ (Regroup) สหรัฐฯ รู้ตัวว่าประเมินอิหร่านต่ำไป การถอยครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อปรับแผนจากสงครามทำลายล้างสายฟ้าแลบ (Blitz) ไปสู่เป้าหมายที่รัดกุมขึ้น
2. คัมภีร์ 36 กลยุทธ์ (The Book of Qi): กลยุทธ์ "ล้อมเว่ยช่วยเจ้า" และ "ยืมดาบฆ่าคน" อิหร่านเดินหมากชั้นครูด้วยการใช้กลยุทธ์ "ล้อมเว่ยช่วยเจ้า" (Besiege Wei to rescue Zhao) การเอาเรื่อง "เลบานอน" มาผูกติดกับการหยุดยิง คือการใช้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เป็นเครื่องมือบีบอิสราเอล เมื่ออิสราเอลถูกรุกหนักทางเหนือ สหรัฐฯ ย่อมต้องยอมลดเพดานบินในอิหร่านเพื่อไปช่วยพันธมิตร ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เองก็อาจกำลังใช้กลยุทธ์ "ยืมดาบฆ่าคน" โดยใช้เวลาหยุดยิงนี้รอให้ความขัดแย้งและวิกฤตเศรษฐกิจภายในอิหร่านปะทุขึ้นมาทำลายตัวระบอบเอง
3. พิชัยสงครามสามก๊ก: "กลเมืองว่าง" ปะทะ "ความอดทนของสุมาอี้" อิหร่านเล่นบทขงเบ้งใช้ "กลเมืองว่าง" การกล้ายื่นข้อเสนอ 10 ข้ออย่างแข็งกร้าวทั้งที่ประเทศบอบช้ำหนัก คือการสร้างภาพลวงตากลบเกลื่อนความอ่อนแอ เพื่อข่มขวัญไม่ให้สหรัฐฯ บุกต่อ ในทางกลับกัน สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังสวมบท "สุมาอี้" ที่รู้ว่าการฝืนตีค่ายขงเบ้งมีแต่จะสูญเสีย จึงเลือกตั้งรับและรอให้เสบียง (เศรษฐกิจและเสถียรภาพ) ของอิหร่านหมดไปเอง ส่วนอิสราเอลนั้นตกอยู่ในสภาพ "โจโฉผูกเรือรบ" การเปิดศึกหลายด้านพร้อมกัน (กาซา, เลบานอน, อิหร่าน) กลายเป็นโซ่ตรวนที่ทำให้ขยับตัวลำบาก
4. ตำราพิชัยสงครามสยาม: "กลสกัดทัพ" และ "มฤควิถี" ตามตำราสยามที่เน้นเรื่องฤกษ์ยามและเสบียง การยอมเจรจาของสหรัฐฯ คือ "กลสกัดทัพ" หรือการใช้วาทศิลป์ทางการทูตเพื่อหน่วงเหนี่ยวเวลา เมื่อสายส่งกำลังบำรุงตึงตัว การหยุดรบจึงสมเหตุสมผล นอกจากนี้ยังอาจเป็นกลยุทธ์ถอยแบบ "มฤควิถี" (ถอยแบบกวางล่อเสือ) ล่อให้อิหร่านลดการเตรียมพร้อม ระหว่างที่สหรัฐฯ ลำเลียงสรรพาวุธชุดใหม่เข้าประจำการ
บทสรุป: จุดพักยก หรือ พายุลูกใหม่?
เมื่อนำจิ๊กซอว์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารมาต่อกัน บทสรุปของสถานการณ์ ณ เดือนเมษายน 2026 จึง ไม่ใช่ความพ่ายแพ้เบ็ดเสร็จ (Total Defeat) ของสหรัฐอเมริกา แต่เป็น "ความล้มเหลวในยกแรก" ที่บีบให้ต้องใช้กลศึกเพื่อซื้อเวลา
การหยุดยิงครั้งนี้เป็นเกมที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์และเสียประโยขน์ปะปนกัน สหรัฐฯ ได้เวลาจัดการความผิดพลาดและลดแรงเสียดทานด้านสิทธิมนุษยชน อิหร่านรอดพ้นจากการล่มสลายและปกป้องแนวร่วมในเลบานอนได้สำเร็จ ส่วนอิสราเอลได้พักหายใจเพื่อจัดการภัยคุกคามทางตอนเหนือ
ในสมรภูมิของมหาอำนาจ การถอยหนึ่งก้าวบนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นบทโหมโรงของการจัดกระบวนทัพใหม่ โลกเศรษฐกิจและความมั่นคงจำต้องจับตาดูช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้อย่างระทึก เพราะมันอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสงคราม แต่เป็นเพียง "ความเงียบ" ก่อนที่พายุลูกใหม่ที่ซับซ้อนและรุนแรงยิ่งกว่า จะพัดถล่มตะวันออกกลางอีกครั้ง.
รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี