533.jpg
ศุภจี กับทุเรียนลูกละร้อย ในวันที่คนทำงานถูกหัวเราะเยาะ

ศุภจี กับทุเรียนลูกละร้อย ในวันที่คนทำงานถูกหัวเราะเยาะ

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

ภาพของ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รองนายกฯ รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ถูกนำไปวิจารณ์อย่างกว้างขวาง บางคนมองว่าไม่เหมาะสม บางคนเห็นว่าเป็นเพียงการสร้างกระแส บางคนรีบสรุปว่าเป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวของการบริหารงานทั้งกระทรวง

แต่หากมองอย่างตรงไปตรงมา เหตุการณ์นี้สะท้อนอีกด้านหนึ่งชัดเจน นั่นคือเมื่อมีคนในตำแหน่งอำนาจยอมลงมือทำงานที่จับต้องได้ กลับมีคนจำนวนหนึ่งพร้อมหัวเราะเยาะทันที


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐมนตรีไม่น้อยที่เก่งการพูด เก่งการแถลงข่าว เก่งการจัดประชุม และเก่งการสร้างภาพลักษณ์ แต่ประชาชนจำนวนมากกลับไม่รู้สึกถึง “ผลลัพธ์” ที่เปลี่ยนชีวิตจริง การเมืองแบบนี้คุ้นตาจนกลายเป็นเรื่องปกติ

เมื่อมีรัฐมนตรีคนหนึ่งเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ ใช้กระแสสังคม และใช้เวลาของตนเองลงมาช่วยระบายผลผลิตเกษตร จึงกลายเป็นภาพที่บางคนรับไม่ได้ เพราะมันต่างจากระบบเดิมที่เคยชิน

ต้องยอมรับว่า การไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรไทยทั้งหมด ไม่ได้เปลี่ยน “โครงสร้างตลาด” โลก และไม่ได้ทำให้การแข่งขันกับประเทศคู่แข่งหายไปในพริบตา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือยอดขายเกิดขึ้นจริง การรับรู้เกิดขึ้นจริง ผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้าไทยจริง และชาวสวนจำนวนหนึ่งได้ประโยชน์จริง

นี่คือ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยหรู คนที่หัวเราะภาพนี้ มักลืมไปว่าเกษตรกรไม่ได้อยู่ได้ด้วยคำวิจารณ์ในโลกออนไลน์ พวกเขาอยู่ได้ด้วยยอดขาย รายได้ และราคาสินค้าที่ขยับขึ้นในวันที่ของออกพร้อมกัน

ในวันที่สินค้าล้นตลาด การลงมือช่วยขายย่อมมีค่ามากกว่าการนั่งอธิบายว่าควรทำอะไรจากระยะไกล

เสียงโจมตีจำนวนหนึ่งพยายามทำให้สังคมเชื่อว่า รัฐมนตรีควรไปทำงานใหญ่ เช่น เปิดตลาดใหม่ เจรจาการค้า หรือเซ็นข้อตกลงมูลค่ามหาศาล มากกว่ามายืนขายทุเรียนหน้ากล้อง

ความคิดเช่นนี้ฟังดูดี แต่แยกขาดจากความจริง งานบริหารประเทศไม่เคยมีสูตรว่าต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง รัฐมนตรีที่ทำงานเป็น ย่อมทำได้ทั้ง “งานนโยบาย” และ “งานหน้างาน” ทำได้ทั้งการเจรจาระดับประเทศ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชน

กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีภารกิจเดียว และศุภจีก็ไม่ได้มีบทบาทแค่ไลฟ์สดครั้งนั้น การดูแลราคาสินค้า การควบคุมค่าครองชีพ การผลักดันส่งออก การเปิดตลาดใหม่ การช่วยผู้ประกอบการรายย่อย ล้วนเป็นงานที่เดินคู่ขนานอยู่แล้ว

การหยิบกิจกรรมหนึ่งครั้งมาขยายจนกลบงานอื่นทั้งหมด จึงเป็นการโจมตีที่เลือกมองเพียงด้านเดียว

ที่สำคัญ ทุเรียนไม่ใช่สินค้าอุตสาหกรรมที่เก็บรอได้ยาวนาน ผลไม้มีเวลา มีต้นทุน และมีความเสียหายรออยู่ทุกวัน หากผลผลิตออกพร้อมกันแต่ขายไม่ทัน ราคาย่อมตก คนรับภาระไม่ใช่นักวิจารณ์ แต่คือชาวสวน

เพราะฉะนั้น การช่วยเร่งระบายสินค้าในจังหวะสำคัญ จึงเป็น “งานจริง” ไม่ใช่งานเล่น คนที่ไม่เคยสัมผัสปัญหาหน้าสวน อาจมองว่าเป็นเพียงคอนเทนต์ แต่คนที่มีผลผลิตกองอยู่ตรงหน้า ย่อมรู้ดีว่าการขายได้เร็วหนึ่งวันมีความหมายเพียงใด

การเมืองไทยติดกับดักมานาน คือยกย่องงานที่พูดแล้วดูใหญ่โต แต่ดูแคลนงานที่ช่วยคนได้ทันทีเพราะเห็นว่าเล็กเกินไป ทั้งที่หลายครั้ง งานเล็กที่ทำทันเวลา มีค่ากว่างานใหญ่ที่ไม่เคยมาถึงมือประชาชนเลย

อีกข้อกล่าวหาคือ การขายทุเรียนลูกละ 100 บาท จะทำให้ตลาดเสียราคา และกระทบผู้ค้ารายอื่น

ข้อกล่าวหานี้ควรพูดกันตามจริง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายชั่วคราว ไม่ได้เท่ากับการกำหนดราคาตลาดถาวร โลกการค้าปัจจุบันเต็มไปด้วยโปรโมชั่น แฟลชเซล ส่วนลดตามฤดูกาล หรือราคาพิเศษเพื่อดึงความสนใจ ไม่มีใครนำราคาชั่วคราวไปใช้แทนราคาปกติทั้งระบบ

กรณีทุเรียนก็เช่นเดียวกัน จุดหมายสำคัญคือสร้างกระแส ดึงผู้ซื้อเข้าสู่ตลาด และเร่งการตัดสินใจในช่วงเวลาที่ต้องการระบายสินค้า เมื่อผู้คนพูดถึงทุเรียนมากขึ้น ความสนใจต่อผลไม้ไทยย่อมเพิ่มขึ้น ร้านค้าอื่น แพลตฟอร์มอื่น และผู้ขายรายอื่นก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

นี่คือ “กลไกตลาดยุคใหม่” ที่ขับเคลื่อนด้วยความสนใจของผู้บริโภค หลายประเทศใช้งบมหาศาลเพื่อโปรโมตสินค้าเกษตรของตนเอง แต่ไทยกลับมีคนพร้อมหัวเราะ เมื่อรัฐมนตรีใช้ความนิยมและตำแหน่งหน้าที่ช่วยดึงความสนใจให้สินค้าไทย

สิ่งที่ควรถูกตำหนิจริง ไม่ใช่การขายทุเรียนลูกละ 100 บาท แต่คือหากรัฐไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ และเกษตรกรแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว

คนจำนวนไม่น้อยชอบวิจารณ์ทุกทางเลือก รัฐลงมือก็หาว่าโชว์ รัฐนิ่งเฉยก็หาว่าไร้ผลงาน หากใช้มาตรการตลาดก็หาว่าไม่สง่างาม หากใช้ระบบราชการช้าก็หาว่าล้าหลัง

สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ความถูกใจของนักวิจารณ์ แต่คือ “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” และในกรณีนี้ ผลลัพธ์เกิดขึ้นแล้วตรงหน้า

ศุภจีอาจไม่ใช่รัฐมนตรีที่ทุกคนชื่นชอบ และย่อมถูกตรวจสอบได้เหมือนนักการเมืองทุกคน แต่การโจมตีด้วยท่าทีดูแคลนว่า “ลดตัวมาขายของ” สะท้อนความคิดแบบเก่าที่มองว่าผู้มีอำนาจต้องอยู่ห่างจากประชาชน

แท้จริงแล้ว ตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้มีไว้รักษาท่าทาง หากมีไว้แก้ปัญหา หากวันหนึ่งรัฐมนตรีต้องลงพื้นที่เอง ต้องพูดคุยผู้ค้าเอง ต้องใช้เครื่องมือออนไลน์เอง ต้องช่วยเปิดตลาดเอง นั่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย ตรงกันข้าม มันคือการทำหน้าที่อย่างเต็มมือ

ประเทศนี้เสียเวลากับคนที่พูดเก่งมามากพอแล้ว เสียเวลากับแผนงานสวยหรูที่ไม่ลงถึงพื้นมามากพอแล้ว เสียเวลากับการเมืองที่สนใจภาพลักษณ์มากกว่าปากท้องมามากพอแล้ว

เมื่อมีคนเลือกทำงานแบบจับต้องได้ ก็ควรตัดสินกันที่ผล ไม่ใช่หัวเราะใส่ภาพที่เห็น

ศุภจีกับทุเรียนลูกละร้อย จึงไม่ใช่ประเด็นที่บางคนพยายามลดค่า หากเป็นภาพสะท้อนว่าการเมืองไทยยังมีคนบางกลุ่มไม่สบายใจทุกครั้ง เมื่อเห็นผู้มีอำนาจลงมาทำงานจริง

เพราะ “งานจริง” วัดผลได้ และเมื่อวัดผลได้ ก็ย่อมเปรียบเทียบได้ว่าใครทำงานเป็น กับใครมีดีเพียงคำพูด

วันที่คนทำงานถูกหัวเราะเยาะ จึงอาจไม่ใช่วันที่ศุภจีเสียหายที่สุด แต่อาจเป็นวันที่คนหัวเราะ เปิดเผยตัวเองชัดที่สุด ว่ากลัวการเมืองแบบลงมือทำเพียงใด

- ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top